บันเทิง

สิงห์บอลยูโรของ'วสันต์'หนังยูโรในใจของ'อัสนี'

สิงห์บอลยูโรของ'วสันต์'หนังยูโรในใจของ'อัสนี'

29 มิ.ย. 2555

สิงห์บอลยูโรของ'วสันต์'หนังยูโรในใจของ'อัสนี' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          เหมือนหนัง Stand By Me เคยทิ้งถ้อยคำคมคาย กับคนดูว่า เรื่องหนึ่งซึ่งงดงามในชีวิตคนเรา ก็คือ การได้ย้อนคิดถึงกลับไปในวันวานและความหลัง

          ถ้า “ที่ดิน” คือ “ทรัพย์สิน” ผมรู้สึกเสมอว่า “ความหลัง” คือ “สินทรัพย์”

          และความหมายที่ว่านี้ หนึ่งในนั้นก็คือ กองบัตรคอนเสิร์ตเก่าๆ ที่ซื้อมาจากร้านน้อง ท่าพระจันทร์และแมงป่องมาบุญครอง เทออกมาทีไร ตั๋วของคาราบาว, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญและอัสนี-วสันต์ โชติกุล จะเยอะที่สุด คนหลังนี่น่าจะไม่ต่ำกว่า 9 คอนเสิร์ต

          จาก “งานบ้าหอบฟาง” ที่ม.ธรรมศาสตร์ปี 1986 ที่มี แหลม มอริสัน มาลีดกีตาร์ ย้ายไปเต้นที่อินดอร์ฯ อยู่หลายปี จนมารำลึกกันที่อิมแพ็ค อีกชุดใหม่ ยังจำปีหนึ่งได้ที่ ตอนเลิกคอนเสิร์ตที่อินดอร์ฯ เขาเปิดเพลง “ยินยอม” ให้คนฟังเดินกลับบ้านไปที่ถนนใหญ่

          “อัสนี-วสันต์” มีความพิเศษเข้าไปอีก เมื่อไม่ใช่ศิลปินที่เล่นตามร้านอาหารและผับบาร์ เลยทำให้พอกลับมาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่ แฟนๆ ที่ตอนนี้ 30 อัพไปจนถึง 50 ต่างก็แย่งกันซื้อบัตรจนหมดเกลี้ยง โดยไม่ต้องพึ่งพาสื่อมากนัก (แต่ทั้งสองท่านก็เป็นคนใหญ่โตที่นอบน้อมถ่อมตัวมาก)

          ล่าสุด คอนเสิร์ตใหญ่ “26 ปีบ้าหอบฟาง” ที่จะเล่นวันที่ 27-28 กรกฎาคมนี้ ตั๋วหมดลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงตั๋วยืนเต้นหน้าเวทีส่วนหนึ่งเท่านั้น
 
          ผมนัดเจอ “พี่ป้อมกับพี่โต๊ะ” ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในกลางเมือง พอถึงเวลานัด อัสนี โชติกุล มาถึงก่อนในชุดเสื้อดำและสวมแว่นตา ถึงไม่เห็นดวงตา แต่ท่าทีก็แสดงภาษา “พี่ป้อม” สุภาพมาก เรียบง่ายกับตากล้อง กับนักข่าวและกับสถานที่ ไล่ๆ หลังไม่ถึง 3 นาที น้องชายนามพี่โต๊ะ ที่เรียบร้อย จนผมดูเป็นคนกระด้างกระเดื่อง ก็มาถึงและทักทาย

          อีกส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์พูดคุยกัน ผมถามถึง “หนังในดวงใจ” และเพื่อให้เข้าบรรยากาศโค้งสุดท้ายของบอลยูโร เราคุยกันถึงลูกหนังด้วย เพราะเราอาจรู้ว่า ทั้งสองคนชอบ “แคท สตีเว่น” รัก “พอล แม็คคาร์ทนีย์” แต่เท่าที่ติดตามมานาน 26 ปี ผมไม่เคยเห็นใครคุ้ยและคุยกับ อัสนีกับวสันต์ในเรื่องนี้

          “ผมเลือก Cinema Paradiso ซึ่งใครดูก็คงจะชอบ” อัสนี บอกก่อน เหตุผลในการเลือกหนังยุโรปเรื่องนี้ เป็นงานในดวงใจ เขาอธิบายว่า

          “เพราะว่ามันใกล้ตัวกับทุกคน เรื่องราวที่มีโรงหนังใกล้ๆ บ้าน ได้ไปดูหนังตอนเด็กๆ ได้ซึมซับชีวิตในวัยเด็ก ได้เรียนรู้โลกผ่านการดูหนัง จำบรรยากาศหนังขาวดำตอนนั้นได้ และก็คิดด้วยว่า เราเองก็เหมือนเด็กคนนั้น ที่ชีวิตไปถึงจุดหนึ่ง ก็ได้กลับมามองอดีตของตัวเอง และรู้สึกไปกับมัน Cinema Paradiso เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมาก อบอุ่นมาก”

          หนังที่พี่ป้อมเลือกนั้นไม่ธรรมดาเลย เพราะในกลุ่มนักวิจารณ์และกรรมการหนังที่ผมทำงานโหวตหนังทุกสถาบันในแต่ละปี พวกเขาก็รักหนังเรื่องนี้กันทั้งนั้น เป็นงานนุ่มนวลที่เรียกกันว่า nostalgia เรียกน้ำตาได้เลย
 
          Cinema Paradiso เป็นหนังอิตาลี มีชื่อจริงๆ ว่า Nuovo Cinema Paradiso และออกฉายในปีในปี 1988 เขียนบทและกำกับโดย Giuseppe Tornatore พอออกฉายในระดับนานาชาติใช้ชื่อ Cinema Paradiso (ทุกวันนี้หาซื้อได้หลายแห่ง แต่ร้านที่มีขายแน่ๆ คือ แผงหน้าโรงลิโด้)

          Cinema paradise ได้รับรางวัลจูรีไพรซ์ ในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ปี 1989 และได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ต่อมาในปี 2002 มีการออกในฉบับ director's cut ที่ความยาว 173 นาที
เนื้อหาของเรื่องที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านในซิซิลี เป็นเรื่องของผู้กำกับภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จที่ชื่อ โตโต้ ที่กลับมางานศพของเพื่อนเก่าต่างวัย ลุงอัลเฟรโด้ นักฉายหนังท้องถิ่นของโรงหนัง Cinema Paradiso โดย อัลเฟรโด้ หวังที่จะเห็นเขาประสบความสำเร็จถึงแม้ว่าจะทำให้เขาใจสลายก็ตาม

          ตัวหนังมีกลิ่นอายและโทนเรื่องที่ตลกขบขัน การหวนรำลึกถึงอดีต โดยเล่าเรื่องถึงชีวิตวัยเด็ก การข้ามพ้นผ่านวัย และสิ่งสะท้อน (วัยผู้ใหญ่) เกี่ยวกับอดีต โดยจินตภาพของแต่ละฉากสามารถสะท้อนให้เห็นถึงความทรงจำของโตโต้เกี่ยวกับชีวิตวัยเด็กของเขา Cinema Paradiso ยังเทิดทูนภาพยนตร์ ผ่านนักฉายหนัง อย่างโตโต้
ที่พัฒนาความหลงใหลต่อภาพยนตร์ที่ก่อให้เกิดวิถีชีวิตของเขาในวัยผู้ใหญ่อีกด้วย
 
          “แล้วพี่โต๊ะชอบเรื่องอะไรครับ” ผมถาม “ผมชอบสองเรื่องคือ Godzilla กับ Gone With The Wind” เขาตอบ
เรื่องแรก เขาชอบด้วยความเป็นเด็กเยาว์วัย แต่เรื่องหลัง รักด้วยประสบการณ์ของชีวิต เพราะ Gone With The Wind เต็มไปด้วยชั้นเชิงและแง่มุมของชีวิต ซึ่งพี่โต๊ะไม่ใช่คนเดียวที่ชอบเรื่องนี้ คุณสุทธิชัย หยุ่น ตำนานข่าวของบ้านเรา ก็รักหนังเรื่องนี้
 
          ยิ่งถ้าเทียบกันเรื่องต่อเรื่อง Gone With The Wind ยังเป็นหนังทำเงินสูงสุด เมื่อเทียบค่าเงินให้เท่ากันจากจำนวนตั๋ว

          ถ้า “คาราบาว” เหมือน “ช้าง” ผมว่า “อัสนีและวสันต์” คล้ายๆ “สิงห์” โจนทะยานไปตรงนั่นตรงนี้ ไปเล่นคอนเสิร์ตหลายแห่ง จากไทยไปอังกฤษ ไปอเมริกา ไปเลยและกลับเข้าเมือง
เหมือนตัวสปอนเซอร์คือ “น้ำดื่มสิงห์” เอง ที่สนุกสนานไปกับโลกของเอนเตอร์เทนเมนท์ ที่มีทั้งกีฬา คอนเสิร์ตและกิจกรรมทางการศึกษา เพียงแต่ในวัฒนธรรมอย่างดนตรีและคอนเสิร์ตนั้น มีหลายงานแล้วที่ “สิงห์” เข้าไปสนับสนุน

          ก่อนล่ำลาดูโอที่ดีที่สุดของไทยกลับสำนักบางนา ผมแกล้งถามสองคนว่า เขาเชียร์ทีมอะไร แถมคิดในใจว่า คนอย่างอัสนีกับวสันต์นี่ดูบอลไหม“เราสองคนชอบเยอรมันเหมือนกัน” พี่ป้อมกับพี่โต๊ะตอบพร้อมกัน

          คงไม่ใช่เยอรมันผลิตกีตาร์อะไร แต่เพราะเป็นทีมที่มีระบบ วินัย แข็งแกร่ง และยูโรปีนี้ เยอรมันสมบูรณ์ทุกส่วนในค่าเฉลี่ยรวม เลยกลายเป็นทีมที่สองเสี่ยวเมืองเลยคลาสสิก เลือกเชียร์และบังเอิญเหลือเกินว่า คืนพฤหัสนี้ (สำหรับคนที่ซื้อนสพ.กรอบบ่าย) เยอรมันจะลงดวลกับอิตาลีในเวลาตี 1.45 น. ชนะก็เข้าชิง แพ้ก็กลับบ้านเยอรมันจะชิงไม่ชิงไม่รู้ แต่วันที่ 27-28 กรกฎาคมนี้ อัสนีกับวสันต์จะมีคอนเสิร์ตที่อิมแพ็คฯ

          ส่วนใครคิดถึงมาก เตรียมซื้อบ็อกเซต CD ทุกชุด ซึ่งจะวางขายเร็วๆ นี้
.......................................
(หมายเหตุ สิงห์บอลยูโรของ'วสันต์'หนังยูโรในใจของ'อัสนี' : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)