บันเทิง

Moonrise KingdomComing-of-Age รสตลกร้าย

Moonrise KingdomComing-of-Age รสตลกร้าย

22 มิ.ย. 2555

Moonrise KingdomComing-of-Age รสตลกร้าย : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          คำว่า “หนังดีที่มีรสชาติแปร่งๆ” น่าจะเป็นประโยคสรุปภาพรวมของ Moonrise Kingdom สำหรับคนดูทั่วไปได้ใกล้เคียงที่สุดในความรู้สึกของผม

          ที่ว่ามีรสชาติแปร่งๆ ก็ไม่ใช่อะไร มันเกิดจากวิธีการเล่าเรื่อง เดินเรื่อง ที่ตั้งใจให้ออกมาใน “จริต” ของหนังตลกร้ายที่ไม่ต้องการให้อยู่ในกรอบของการนำเสนอที่เราคุ้นชิน ทั้งๆ ที่ว่าจะไป หนังที่เคยฉายเปิดคานส์ปีล่าสุดเรื่องนี้ สามารถเขียนได้เป็นเส้นบรรทัดเดียวว่า“เด็กสองคนรักกัน และหนีออกจากค่ายลูกเสือ และการไล่ล่าของผู้ใหญ่” แค่นั้น

          แม้เนื้อหาจะสามารถบอกได้จากบรรทัดเดียว แต่ความที่กลวิธีและชั้นเชิงมากมายที่มีในหนัง ทำให้คนดูส่วนหนึ่งอาจจะพบแง่มุมที่น่าสนใจ พอๆ กับที่ผู้ชมบางส่วนอาจจะบอกว่ามันคือหนังน่าเบื่อ ซึ่งผมก็คิดว่าถ้าใครจะรู้อย่างหลังก็ไม่ผิดอะไร

          หลังจากดูหนังจบ ยังมีวิวาทะกันต่อในกลุ่มเพื่อนๆ ว่า นี่คือหนัง Black Comedy หรือการ์ตูนในรูปของคนเล่น หรือมันคือ Coming-of-age ที่พยายามจะเสนอการมองโลกของผู้ใหญ่ ผ่านมุมมองของเด็กๆ ว่าทำไมเด็กสองคนที่อายุ 12 ขวบ ถึงถูกห้ามและถูกไล่ล่าจากโลกของคนที่มีอำนาจ คนที่เป็นตัวแทนของอาชีพต่างๆ และคนที่เป็นภาพแทนของทุนนิยม

          อย่างแรก ตัวละครสำคัญในหนังเรื่องนี้มีอายุเพียงแค่ 12 ปี ซึ่งอายุประมาณนี้ หลายครั้งถูกใช้ในหนังกลุ่ม Coming-of-age

          โดยเฉพาะตัวแทนดีๆ อย่าง Stand By Me ในปี 1986 จนหลายคนยังไม่ลืมประโยคทองที่หนัง “กอร์ดี้” พูดว่า “หลังจากอายุ 12 ปีไปแล้ว ผมไม่เคยมีเพื่อนตอนนั้นอีกเลย”

          นั่นหมายความว่า อายุ 12 ปี จึงเป็นเหมือนเส้นแบ่งที่คนเราจะสูญเสียวัยเยาว์และความเป็นเด็ก รวมไปถึงโลกทรรศน์แบบเด็กๆ จากช่วงเวลานี้ ซึ่งก็บังเอิญว่าเด็กชายเด็กหญิงสองคนที่มีความรักต่อกัน ก็ได้เสีย “ความบริสุทธิ์” ของตัวเองกับอายุเท่านี้ด้วย

          เป็นความบริสุทธิ์ทางด้านร่างกาย และด้านมุมมองโลกทรรศน์ของสายตา ที่ถูกกระทำจากโลกของผู้ใหญ่

          การเล่าเรื่องของ Moonrise Kingdom นั้น ตรงและกระด้างอย่างเจตนาเพื่อให้คนดูได้เห็นแง่มุมอะไรบางอย่าง โดยเฉพาะการวิพากษ์อำนาจของผู้ใหญ่ ด้วยลีลาที่กัดๆ เหน็บๆ เอาแบบหัวเราะกันในลำคอ มีอยู่ฉากหนึ่งที่หลายคนคงขำก็คือ ตอนที่ผู้ใหญ่ต่อรองกับผู้ใหญ่ด้วยกัน เพื่อให้เด็กๆ ได้ในสิ่งที่ไม่ต้องการ

          หนังเรื่องนี้ไม่ได้ใกล้กับ Black Comedy เลยว่ามันจะทำให้รู้สึกว่าเป็นแบบนั้น แต่มันไม่ไกลจากความเป็น Coming-of-age เพราะอย่างน้อยที่สุด “เครื่องเครา” ที่อยู่ในหนังหลายอย่าง เช่น เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นในปี 1965
ถ้าปี 1968 คือช่วงเวลาของ ”เฟมินิสต์” ที่พัดรุนแรง และ 1969 คือวู้ดสต็อค

          ปี 1965 ก็คือการเริ่มต้นในการทำสงครามเวียดนาม ด้วยการส่งอาวุธและกำลังพลเข้าไปในพื้นที่เป้าหมายของอเมริกัน แม้สงครามเวียดนามยังไม่เริ่มเป็นทางการเต็มตัว แต่มันก็เริ่มแล้วโดยนัยยะนี้ผ่านปี 1965

          มีเพลงหลายๆ เพลงที่อ้างอิงถึงปีที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นของ The Beatles ของบ๊อบ ดีแลน และอื่นๆ ในสายชีวิต (รู้สึกว่าจะมีของ โจนี มิทเชลล์ด้วย)

          ปี 1965 จึงเหมือนช่วงเวลาของการเสียความบริสุทธิ์ของคนหนุ่มสาวมากมาย โลกไม่ได้สวยงามหรือยุติธรรมแบบที่เราคิด และในขณะเดียวอายุ 12 ขวบ ก็คือช่วงวัยก่อนจะก้าวข้ามไปสู่การรับรู้อะไรแบบผู้ใหญ่ ถ้าคิดในมุมนี้ ตัวละครเด็กสองคนที่ต้องเผชิญหน้ากับภาวะทางอารมณ์และความจริงก็คือ ตัวแทนที่มาบอกเล่าถึงการสูญเสียความไร้เดียงสาของเด็กๆ ไปเพื่อจะได้สายตาของความจริงทดแทน

          Moonrise Kingdom เป็นหนังดีแน่นอน ทั้งการแสดงและพล็อตเรื่อง ทั้งชั้นเชิงและประเด็นที่ต้องการจะบอก แต่ในฐานะของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ผมจะบอกว่านี่ไม่ใช่หนังที่มีรสชาติแบบฮอลลีวู้ดที่ใครคุ้นเคย “และคุ้นลิ้น”
ฉะนั้น ก็ขอฟันธงว่า ถึงจะเป็นหนังดีเรื่องหนึ่งของปีนี้ มันก็ยังเป็นหนังได้เงินยากจากวิธีการเล่าเรื่องของมันเอง

          เผื่อว่า ถ้าใครไปดูจะได้เตรียมก่อนเข้าโรงว่า แม้จะกำลังดูหนังดี ก็เป็นหนังดีที่อาจจะไม่คุ้นลิ้น คุ้นเคย และคุ้นปาก
.......................................
(หมายเหตุ Moonrise KingdomComing-of-Age รสตลกร้าย : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)