
ตามๆกันไป
ตามๆกันไป : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected] https://www.facebook.com/NithinandY
ความคิดความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ดังนั้น หากข้อเขียนคอลัมน์นี้ในหน้า “บันเทิง” ซึ่งโดยนัยแล้วควรรวม “ศิลปะ วัฒนธรรม” เข้าไปด้วย จะพาดพิงหรือตั้งคำถามเกี่ยวกับความคิดความเชื่อต่างๆ ในสังคมไทยและสังคมโลกบ้าง คงไม่ถึงกับ “ผิดพวก” มากนัก
ไม่กี่วันมานี้ มีข่าวเล็กๆ แต่อยู่ในความสนใจของผู้คนพอสมควรคือข่าวการจับกุมคนถีบซาเล้งที่สาดน้ำกรดใส่ผู้สัญจรไปมาด้วยเหตุผลว่าแค้นใจ เพราะถูกเหยียดหยามว่า อาชีพคนเก็บของเก่าต่ำต้อยด้อยค่าเลยหาทางระบายแค้น
สื่อหลายสำนักเรียกคนถีบซาเล้งผู้นี้ว่า ไอ้โรคจิต ส่วนคนจิตใจดีๆ ทั้งหลายก็บอกว่า ให้อภัยเขานะ เราต้องสอนผู้ร้ายว่าเขากำลังขาดจริยธรรม จำเป็นต้องปรับปรุงตัวเองให้มีจริยธรรม
ในสังคมไทยที่ไม่ค่อยมีการฝึกฝนหรือส่งเสริมให้พิจารณาเรื่องราวต่างๆ จากหลายมุมมอง คนส่วนใหญ่เมื่อเคยรับรู้อะไรมาอย่างไร ก็มักจะยึดติดกับการรับรู้อย่างนั้นตลอดไป และคล้ายจะเข้าใจว่า ทุกเรื่องราวมีเพียงหนึ่งคำอธิบายหรือหนึ่งคำตอบเท่านั้น
คำอธิบายง่ายๆ สำหรับจะตระหนักว่า ในหลายกรณี มีชุดความจริงสำหรับจะอธิบายเรื่องราวได้มากกว่าหนึ่งเสมอ เช่น การยกของหนักสามกิโลโดยหญิงชราผอมบางน้ำหนักยี่สิบหกกิโลกรัม กับการยกของหนักสามกิโลโดยหนุ่มซิกแพ็กร่างสูงใหญ่น้ำหนักเจ็ดสิบกิโลกรัม แม้ความจริงเรื่องของน้ำหนักสามกิโลไม่เปลี่ยน แต่การรับรู้ว่าสิ่งนั้นหนักหรือไม่สำหรับหญิงชรากับหนุ่มซิกแพ็กไม่ตรงกัน และมันเป็นความจริงสำหรับคนทั้งคู่ ดังนั้น จะบอกว่า ของสิ่งนั้นหนักหรือไม่หนัก จึงขึ้นกับสิ่งที่มาสัมพันธ์ด้วย
ความจริงเรื่องนี้ ถ้าเราเชื่อว่าผู้ป่วยโรคจิตเป็นคน เราก็น่าจะไม่เรียกเขาว่าไอ้ แต่ถ้าเราเชื่อหรือมองจากมุมมองว่าผู้ป่วยโรคจิตมีพฤติกรรมเลว เพราะเป็นอันตรายกับเรา เราหลายคนก็อาจจะเรียกเขาว่าไอ้ เพราะเหตุที่นึกว่าเขาไม่มีค่ากับชีวิตเรา เว้นเสียแต่เขาจะเป็นญาติใกล้ชิดของเรา
นอกจากนั้น ถ้าเราเชื่อพล็อตนิยายว่า คนถีบซาเล้ง ซึ่งจน โง่ เจ็บ ตามสูตรคนจนอย่างยั่งยืน เกิดความแค้นที่ถูกดูหมิ่น แถมยังติดยาไอซ์ เลยเกิดประสาทหลอน เอาน้ำกรดไปไล่ฉีดคนแต่งตัวดีๆ เพื่อแก้แค้น ทันทีทันใด เราก็จะได้ยินคนดีพูดตามกรอบความเชื่อแบบคนดีว่า โถ ช่างน่าสงสาร เราต้องจับเขามาสอนว่า ทำอย่างนี้ไม่ถูกนะ ถูกเขาด่าก็ต้องมีมานะ อดทน พิสูจน์ตัวเอง อย่าใช้กำลังไปแก้แค้นเขา มันไร้จริยธรรม ฯลฯ
คนดีมักไม่ค่อยพูดว่า โถ สังคมเราช่างเจ็บป่วย เราควรรณรงค์ให้คนในสังคมเลิกดูหมิ่นเหยียดหยามกัน เลิกแบ่งชั้นชนรวยจน ช่วยกันสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ฯลฯ ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่ไร้ทั้งจริยธรรมและมนุษยธรรม
ที่สำคัญ ถ้าคนดีบังเอิญได้ยินเรื่องเล่าในหมู่คนจนว่า บางทีคนจนหลายๆ คนก็รับจ้างสร้างเรื่องติดคุกเพื่อเงิน คนดีก็จะตบอกด้วยความตกใจแล้วอุทานว่า โถ ช่างน่าสงสาร ไม่รู้ว่าความดีคืออะไร ต้องจับมาอบรมจริยธรรม โดยที่คนดีหลายคนเหล่านั้นไม่ทันได้นึกถึงวิถีของคนยากว่าพวกเขาไม่มีโอกาสกลัวสิ่งใดเลย นอกจากความหิวโหย
การมองด้านเดียวก็เหมือนมองช้างแค่งวงช้าง แต่เราหลายคนก็นิยมตามๆ กันไปแบบคนไทยหัวอ่อน เขาว่างวงช้างคือช้างก็ตามนั้น เขาว่างวงช้างศักดิ์สิทธิ์ก็ตามนั้น
เขียนถึงตรงนี้ เพิ่งเห็นข่าวว่ากระทรวงวัฒนธรรม มีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินการกับเลดี้ กาก้า ซึ่งมาแสดงคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้ แล้วนำชฎาจากแฟนคลับมาสวมหัวแถมยังนำธงชาติไทยอันศักดิ์สิทธิ์มาผูกติดกับท้ายรถจักรยานยนต์แล้วนั่งซ้อน เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม
นี่ช่างเป็นเรื่องชวนอึ้ง ทึ่ง เสียวยิ่งนัก ถ้าคิดว่า อันที่จริงแล้ว กรอบคิดแบบตามๆ กันไปไม่ต้องตั้งคำถามของคนไทย เกี่ยวข้องกันมากกับความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของคนไทยที่มีต่อชาติ ศาสนา (พุทธ) สถาบันกษัตริย์ที่ “ดีงาม สมบูรณ์แบบที่สุดในโลก” ผ่านสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ชฎา และ ธงชาติไทยอันศักดิ์สิทธิ์ ใครแตะสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ของเรา จงตายเสีย ตามนั้น
ความดีงามสมบูรณ์แบบหมายถึงไม่มีสิ่งใดให้ค้นหาอีกแล้ว คนที่เชื่อว่าสังคมดีๆ ของเราสมบูรณ์แบบอยู่แล้ว จึงไม่เห็นความจำเป็นของการคิดและตั้งคำถาม เท่ากับทำหน้าที่หลักของผีเฝ้าศาล คอยแหกอกชาวบ้านที่ชอบยื่นหน้ามาดูศาลแล้วบังอาจขอทำความสะอาดหรือซ่อมแซมตกแต่งโน่นนี่นั่นให้ เพราะผีไม่ต้องการชีวิต ผีต้องการดื่มด่ำแต่จินตนาการอันสมบูรณ์แบบของผี
.......................................
(หมายเหตุ ตามๆกันไป : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected]
https://www.facebook.com/NithinandY)



