บันเทิง

หอฮ่อ (II) : คอลัมน์เล่นหูเล่นตา

หอฮ่อ (II) : คอลัมน์เล่นหูเล่นตา

11 มิ.ย. 2555

หอฮ่อ (II) : คอลัมน์เล่นหูเล่นตา : โดย...เจนนิเฟอร์ คิ้ม

                    "สำหรับนักร้องการได้ร้องและท่องไปในที่เที่ยวเป็นเช่นเดียวกับจอมยุทธ์ที่ท่องไปทั่วยุทธภพ … " ในหนังจีนกำลังภายในบางครั้งจอมยุทธก็หลุดเข้าไปในซ่องหรือที่เรียกว่า สำนักโคมเขียว บางทีก็แฝงตัวเข้าไปสังเกตการณ์ในกลุ่มนักการพนันตามบ่อน … ฉันก็เช่นกันนักร้องหน้าแย่ที่ผ่านมาแล้วตั้งแต่ซ่องยันบ่อน (อาบ อบ นวด ยันกาสิโน) ดูท่าหน้าตาจะเข้ากับสถานที่อโคจรที่นักร้องทั่วไปไม่น่าจะมาถึงเพราะจะดูแปลกแยกและสร้างความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ แต่สำหรับคนหนังหน้าอย่างฉันเปรียบกับจอมยุทธ์ที่มีหน้าเป็นอาวุธ เข้าซ่องคนก็จะคิดว่าเป็นแม่เล้า … เข้าบ่อนคนก็จะคิดว่าเป็นนักเล่น … หน้าจะให้อะไรปานนั้น! วิถีเช่นนี้มิได้ห่างไกลความเป็นมาและเป็นไปของฉันสักเท่าไหร่ ด้วยตอนเด็กวิ่งเล่นอยู่ในบ่อนนกกระจอกของอากงที่ตรอกสลักหิน นอกจากถั่วโป ไฮโล ไพ่ แล้วหวยสารพัดหวยก็มีให้ท้าทายความรวย เห็นจะไปสุดอยู่ที่ จับยี่กี … ในตรอกนี้ยังมีซ่องที่ช่วยเสริมทัพอบายมุขแบบจัดหนักท้าทาย ศีล 5 ให้ชาวพุทธได้พิสูจน์ตนว่าเป็นคนเช่นไร น่าขันที่ฉันโตมาแบบนั้นกับวิถีการซื้อขายที่ใครๆ เรียกว่าอบายมุข แต่มันก็มิเคยหมดไปตราบเท่าที่ผู้คนยังคงมีทั้ง รัก โลภ โกรธ หลง อยู่ในตัว… อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในโลก "โสเภณี" การละเล่นที่เก่าแก่ที่สุดในโลก "การพนัน" … มันเป็นของมันแบบนั้นถ้าเราจะเอาความจริงมากกว่าสร้างภาพ!

                    การร้องในบ่อนก็คงไม่ได้ขึ้นไปยืนร้องกลางโต๊ะพนันเป็นแน่ เขามีสถานที่เฉพาะจัดให้ขาไพ่รายใหญ่ เอ๊ย สมาชิกระดับวีไอพีมานั่งรับประทานอาหารแนวซิทดาว์นดินเนอร์ (Sitdown Dinner) ฟังกัน แต่พวกเราบินล่วงหน้าไปก่อน 1 วัน จึงมีเวลาถมเถที่จะเตร็ดเตร่ให้ทั่วนครแห่งความฝัน "มาเก๊า" ความฝันที่ว่านี้ก็คือการเสี่ยงโชค เพื่อจะได้สัมผัสกับคำว่าร่ำรวยในพริบตา การเล่นกับความโลภในตัวคนนั้นมันช่างลึกล้ำซับซ้อนและไม่มีขีดจำกัด   เหมือนคนกระโดดลงมหาสมุทรไม่รู้ว่าก้นมหาสมุทรอยู่ที่ใด    ใจคน … ก็เช่นกัน … เตี่ยสอนว่า " ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ และการพนันก็ไม่เคยทำให้ใครรวย " อือ … เห็นจะใช่ตามนั้น เพราะที่เห็นกับตาเตี่ยฉันก็เคยรุ่งและร่วงในช่วงหนึ่ง จากเสี่ยหล่นลงมาเป็นแค่อาแปะแก่ๆ แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความฝันและความกล้าได้กล้าเสียที่เป็นคุณสมบัติของนักพนันมืออาชีพ ฉันก็เลยได้แต่คุณสมบัตินั้นผ่านมาทางสายเลือดต่อให้ไม่ได้เล่นการพนันเป็นอาชีพแบบเตี่ยฉัน ชีวิตและการงานที่เป็นอยู่มันก็มีได้มีเสียของมันอยู่ตลอดเวลา ไม่กล้าไปยึดติดกับชีวิตที่มีขึ้นและลง … เมื่อสถานที่เสี่ยงโชคมิใช่คำตอบ ฉันจึงกระโดดเข้าหาสิ่งที่ฉันชอบ " ตลาด" ย่านการค้าที่เต็มไปด้วยของกินอย่าง " เซนาโด้ สแควร์ " (Senado Square) บ้านเมืองของเขาเป็นเกาะสร้างบ้านและร้านค้าตามเนินเดินไปในที่ชันๆ ซอยเล็กๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยของกินของฝากมากมาย มีให้ชิมกันจนพุงกางทั้งของคาวและของหวาน โดยเฉพาะหมูแผ่นหวานๆ เค็มๆ ย่างใหม่ๆ ที่คนขายจะใช้กรรไกรตัดให้กินเดี๋ยวนั้น แต่รสชาติที่ชิมมาเกือบทุกร้านไม่สู้หมูแผ่นของสิงค์โปร์ยี่ห้อ " บีเซงเฮียง" (Bee Cheng Hiang) เลยสักร้าน กระนั้นฉันก็ซื้อไว้ 6-7 ถุง บางร้านก็พอใช้ บางร้านซื้อไป เพราะวิธีการขาย ตัดให้ชิม ดึงมือดึงไม้ ถึงเนื้อถึงตัว จนหลวมตัวเข้าไปอยู่ในร้านแล้วก็หลับหูหลับตาซื้อมันไปหลายอย่าง คนที่นี่ขยันมาก ไม่มีใครอยู่นิ่งๆ ทั้งหนุ่มสาวไปจนคนแก่ ตัดหมูแผ่นขาย แล้วย้ายมาขายขนม ว่างก็ถูพื้น คนเดียวทำทุกอย่างราวกับเป็นเจ้าของร้าน แต่ความจริงเป็นแค่ลูกจ้าง (หาดูแบบนี้ยากในบ้านเรา) เดินซื้อของจนเมื่อยและเริ่มปวดฉี่ ด้วยว่าที่นี่หาห้องน้ำได้ยากมาก ต้องเดินขึ้นเนินไปอีกจนสุดถึงซาก โบสถ์เซนต์ปอล (St.Pauls) เป็นสถาปัตยกรรมแนวโปรตุเกสที่สวยงามมากที่หนึ่ง ใครมาถึงก็ต้องแวะถ่ายรูปตามขั้นบันได แต่ฉันไม่ได้มาเพื่อถ่ายรูปฉันมาหาที่ฉี่ซึ่งก็อยู่ตีนบันไดขั้นแรกนั่นแหละ หันหน้าเข้าโบสถ์จะอยู่ฝั่งขวา กว่าจะหาเจอก็ถามกันจนฉี่จะเล็ด คนขายก็ชี้ไปทางบันไดจนข้าวตูพูดว่า  "อีบ้า จะให้กูฉี่ที่โบสถ์รึไง?"    นุชนาฎเข้าใจที่เขาบอก เลยหันมาบอกพวกเราว่า "ปู้นน่ะก่ะ" พอเจอห้องน้ำสีเกดก็อาสาเข้าไปตรวจภายในให้ก่อน ข้าวตูถามว่า "ห้องน้ำเคลียร์มั้ย? ต้องตามหน่วยสวาทมารึเปล่า? "ข้าวตูชะโงกหน้าไปดูแล้วบอกว่าอาจจะต้องหันหลังเข้าแล้วถอยตัวเข้าไปเหมือนนั่งเกี้ยวเพราะห้องเล็กมาก (ซึ่งก็ไม่ขนาดนั้น แค่พูดเอาขำ) นุชนาฎซึ่งไปไหนมาไหนจะมีเครื่องหมาย อ.ย. และ ISO ติดหน้าผากอยู่ นางจะยี้กับทุกที่ๆ สกปรกหรือเปียกแฉะทั้งๆ ที่พอทน แม้จะเป็นชักโครกแบบยองๆ นั่ง    ก็ติดแอร์ไฮโซนะคะคุณขา ข้าวตูเตือนว่า " ถ้าจะหนักให้กะดีๆ จะแปร้ดไปกองอยู่ด้านหลังส้วมแล้วจะสงสัยว่าของใครมาปล่อยไว้ก่อนเรา! " นังนุชทำหน้าขยะแขยงแล้วบอกฉันว่า " อย่าเอาก้นไปโดนชักโครกนะ เสียผีเลยคราวนี้  (อีนี่มันเว่อร์ค่ะ) ฉันตอบไปว่า " เกินไปนังนุช ที่นี่ดีกว่าที่เซี่ยงไฮ้ตั้งเยอะ ที่นั่นมีชักโครกแต่ต้องลุ้นตอนหย่อนทิชชูที่ใช้แล้วลงในถัง เพราะทิชชูกองสูงท่วมหัว     ทิ้งไม่ดีอาจล้มใส่หัวเราได้ จะขี้ยังต้องมีลุ้นอ่ะ! " ฉันออกจากส้วมโดยสวัสดิภาพ พวกเราเดินออกไปจากซอยคุณแม่อุดม (อุดมไปด้วยของกิน) แล้วเดินไปแถวตลาดสดข้างๆ กัน มีร้านเป็ดย่างหมูแดงร้านเล็กอยู่ วางโต๊ะได้ประมาณ 4 โต๊ะ พวกเรานั่งโต๊ะกลมอย่างถ่อมเนื้อถ่อมตัวแต่ก้นล้นออกจากเก้าอี้ ฉันชี้ทุกอย่างที่อยากกิน เป็ดย่าง หมูกรอบ หมูแดง ได้มาอย่างละจาน หน้าตาพอดูได้ สั่งผัดผักมากับข้าว 4 ถ้วย   ใช้ภาษาจีนกลางที่พอจำได้กับภาษาใบ้อีกหน่อยก็ไม่อดตายแล้ว ที่แปลกของที่นี่คือตามร้านเป็ดย่างจะไม่มีน้ำแข็งขาย เขากินแต่ชาจีนร้อนกับเครื่องดื่มกระป๋องที่แช่เย็น แต่ไม่เย็นจริงสักร้าน แถมน้ำอัดลมก็ไม่ซ่าอย่างบ้านเรา พอทนสำหรับพวกเรา แต่ทรมานสีเกดที่ติดน้ำแข็งจนจะพาไปอดที่ถ้ำกระบอกแล้ว

                    ช่วงที่พวกเราเริ่มอิ่ม เสียงในร้านก็เงียบลง … เงียบลง … ยังกับไม่มีใครอยู่ในร้าน หันไปพนักงานกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่   นั่นแหละถึงรู้ว่าทำไมมันถึงเงียบนัก แต่ละคนตักข้าวใส่ชาม (ชามก๋วยเตี๋ยว) ใบโต ข้าวพูนชามก้มหน้าก้มตากินกับเครื่องในและขาไก่ต้มเค็มใส่รากบัว พวกเขากินกับข้าวน้อยมาก แต่กินข้าวจุ กินเร็วมาก หมดชามก็ไปเติมข้าว กินอิ่มก็รีบกลับมาทำงาน หนึ่งในนั้นมีอีเจ๊น่าจะรุ่นเดียวกับฉันกินอิ่มก่อนใคร แล้วแยกมานั่งอีกโต๊ะ แกยกตีน (ต้องใช้คำนี้ถึงจะได้อารมณ์เวลานั้น) ขึ้นมาพาดบนขาอีกข้างแบบที่เจ๊กเขาทำกัน ใช้ไม้จิ้มฟันแคะฟัน ไม่ป้องปากราวกับโชว์การแคะขี้ฟัน เท้ากระดิกไป มือก็แคะฟันไป หันมาคุยกับคนข้างๆ เป็นบางจังหวะ ที่เปรี้ยวถูกใจก็ตรงที่แกไว้ผมม้าเต่อ ภาพโดยรวมทำให้สีเกดหัวเราะแล้วอุทานออกมาว่า "กูชอบอีเจ๊นี่จริงๆ !"

                    มื้อนั้นกินกัน 4 คน หมดไป 700 บาทขาดตัว แต่ก็อิ่มจนแทบจะเดินหลับ พยายามไม่เดินในที่คนเบียดกัน กลัวคนจะเดินชนจนกระฉอกออกมา ตามทางจะมีคนถือป้ายร้านขายของกิน ส่วนใหญ่มักใช้รูปคนแก่ทำท่ากินอาหารนั้นๆ นุชบอกว่า "พี่ๆ แม่กิมไล้ มาเก๊าหน้าตาเป็นแบบนี้นี่เอง เอ่อ … ทำไมถึงให้คนแก่เป็นพรีเซ็นเตอร์ หรือแปลว่าคนแก่กินได้ฟันปลอมไม่หลุด " … ซื้อไปฝากอาม่ามึงสิ อีนุช! สีเกดกัดอีนุชเข้าให้ ฟ้าเริ่มมืดลงแล้ว มีการแสดงบนเวทีใกล้ๆ นั้น พวกเราไม่ค่อยสนใจ ยังคงเดินเล่นเรื่อยเปื่อยจนตาของพวกเราไปสะดุดที่คนแก่อายุ 80 กว่า อาแปะแต่งตัวดีมีเสื้อกั๊กกันหนาวใส่ด้วย เดินยักแย่ยักยันเหมือนจะร่วงมิร่วงแหล่ แล้วแกก็ค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งที่พื้นข้างเสาต้นหนึ่งขณะที่ผู้คนเดินช็อปปิ้งไปมาอย่างไม่ทันสังเกตสิ่งรอบตัวใดๆ ที่มิใช่ของซื้อของขาย พวกเราที่ยืนสังเกตการณ์ถอนหายใจโล่งอกพร้อมๆ กัน กำลังจะเดินเข้าไปหาแก จังหวะพอดีกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้าไปถึงตัวอาแปะก่อนแล้วคุยอะไรสักอย่าง เขายื่นเงินให้อาแปะๆ โบกไม้โบกมือปฏิเสธ แล้วเขาก็ยืนคุยสักพัก อาแปะจับมือชายหนุ่มคนนั้นอย่างรู้สึกขอบอกขอบใจ แกคงไม่ต้องการอะไรนอกจากนั่งพักเฉยๆ สีเกดกดชัตเตอร์ดังแชะกับภาพน่าประทับใจนั้น ฉันยืนดูน้ำตาไหล นึกถึงเตี่ยที่บ้าน ถ้าต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้คงน่าสงสาร แล้วฉันก็คงไม่ให้อภัยตัวเองที่ปล่อยให้เตี่ยต้องไปไหนมาไหนตามลำพัง ฉันหันไปถามนุชว่า   "อะไรน่ากลัวกว่าความแก่" นุชทำหน้างงๆ ฉันพูดต่อไปว่า " ความโดดเดี่ยว … แก่แล้วต้องอยู่คนเดียว"

โปรดติดตามตอนต่อไป

........................................
(หอฮ่อ (II) : คอลัมน์เล่นหูเล่นตา : โดย...เจนนิเฟอร์ คิ้ม)