บันเทิง

เมื่อ Intel อยากร้องตะโกนบอกทุกๆคน

เมื่อ Intel อยากร้องตะโกนบอกทุกๆคน

05 มิ.ย. 2555

เมื่อ Intel อยากร้องตะโกนบอกทุกๆ คนว่า 'เฮ้ย~ พวกแกมี Tablet โดยปราศจากฉันไม่ได้นะ!?' : คอลัมน์หนุ่ยรู้-โลกรู้ : โดย...หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ @nuishow

                 เล่าเรื่องอนาคตอันใกล้...6 มิถุนายนนี้ จะมีการแถลงข่าวเปิดตัว Intel IvyBridge (ไอวี่บริดจ์) หน่วยประมวลผลในรุ่นที่ 3 ในตระกูล Core i (อันประกอบไปด้วย i3 i5 i7) ซึ่ง Intel เข็นออกมาจากสายการผลิตที่สามารถทำให้สถาปัตยกรรมเล็กลงถึงระดับ 22 นาโนเมตร (1 นาโนเมตรมีขนาด 1 ส่วน 1,000,000 ของขนาดเส้นผมคนเรา) ภายในบรรจุด้วยจำนวนทรานซิสเตอร์นับได้หนึ่งพันสี่ร้อยล้านตัว (คงจะไต่กันยั้วเยี้ยราวกับจุลินทรีย์ แลคโตบาซิลลัส เลยล่ะ!)

                 ความหวือหวาที่มากไปกว่าขนาดที่เล็กลงคือ Intel สร้าง TriGate Transistors หรือ "ภาคจ่ายไฟแบบ 3 ร้อยยยหกสิ...เอ๊ย~ 3 มิติ"ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะช่วยต่ออายุของอินเทลในด้านการพัฒนา CPU ไปได้อีกนับทศวรรษ (คล้ายกรณี HyperThreading ที่ Intel คิดค้นได้เมื่อทศวรรษที่แล้ว ทุกวันนี้ยังขายกินอยู่เลยครับ)

                 วิเคราะห์ตามสไตล์การตลาดบ้าง ก็ต้องบอกว่า Intel เข็น CPU เจนเนอเรชั่นนี้ออกมาสู้ศึก Tablet ที่ขณะนี้มันกำลังกวาดตลาดผู้ใช้โน้ตบุ๊กให้นอกใจจากคอมพิวเตอร์ที่มีไส้ในอย่าง Intel แล้วหันไปซบค่ายมือถืออื่นๆ (นำโดย Appleและ Samsung) แทน

                 เนื่องจาก Intel ยังไม่เคยกระโดดลงมาเล่นตลาด Mobile เลย ขาใหญ่วงการคอมพิวเตอร์รายนี้ยังคงยึดมั่นกับการผลิตหน่วยประมวลผลบนโน้ตบุ๊กและพีซี (รวมถึง MacIntosh ด้วย) Intel พยายามทำ CPU รุ่นเล็กอย่าง Atom ออกมาตั้งแต่สมัย Netbook คอมพิวเตอร์ตัวเล็กๆ ราคาประหยัดๆ ที่ทำงานให้เราแทบไม่ได้เลย (นิ้วใหญ่เกินแป้น!)

                 พอ Atom ตกงานจากวงการ Netbook (ที่ตลาดวายแล้ว) ก็พยายามจะมาหางานทำในตลาดมือถือแต่ก็ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเท่าใดนัก

                 Intel เองเป็นผู้ผลิตหน่วยประมวลผลกลางที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ ก็ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เขาทำเป็นทั้ง "การตลาด", "คุณภาพผลิตภัณฑ์" และ "การกำหนดทิศทางให้วงการคอมพิวเตอร์"

                 Intel คือผู้ผลิตรายแรกที่ใช้ Ingredients Marketing หรือ "การตลาดสำแดงเดชชิ้นส่วนภายใน" ดังจะได้เห็นจากสโลแกนและสติกเกอร์ "Intel Inside" ที่มีมายาวนานกว่าทศวรรษ เพื่อบ่งบอก "สิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก" ให้ผู้บริโภครับรู้และเชื่อใจว่า "ข้างในนั้นมันดี" เหตุที่ Intel ทำได้เพราะ Intel ตั้งงบการตลาดสนับสนุนเม็ดเงินลงสื่อโฆษณาให้กับแบรนด์คอมพิวเตอร์ที่ซื้อชิ้นส่วนของตัวเองไปใช้ประกอบขาย (ลองสังเกตโฆษณาโน้ตบุ๊กทุกเจ้าดูนะครับ จะมีโลโก้ Intel เสมอ..เพราะนั่นหมายถึง Intel ช่วยจ่าย) สัมพันธภาพที่อินเทลได้รับจากแบรนด์ต่างๆ ทั่วโลกยกระดับขึ้นทันที จากเดิมที่ควรเป็นเพียง Suppiler ในแนวๆ พ่อค้า-ลูกค้า กลายเป็น Strategic Partner (พันธมิตรที่พร้อมพรั่งกลยุทธ์การตลาดเพื่อช่วยขายของแก่ลูกค้าปลายทางอย่างเราๆ)

                 Intel เป็นเจ้าของเทคโนโลยี Ultrabook ที่เขาตั้งใจจะต่อยอดให้โน้ตบุ๊กไม่ตาย โดยขนานนามว่า มันเป็น "พีซีสายพันธุ์ใหม่" ถึงแม้เขาไม่ได้ผลิตเครื่องเป็นๆ ออกมาขายเรา แต่เขาสามารถสร้างเงื่อนไขของความเป็น Ultrabook ให้ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์เดินตามได้

                 นิยามของ Ultrabook คือ ต้องบาง-บูตเครื่องเร็ว (ต่ำกว่า 12 วินาที)-แบตอึด (5 ชม.ขึ้นไป) และแน่นอนต้องมีข้อกำหนดด้านการใช้ Hardware คือ CPU intel Core i5, i7 และหน่วยบันทึกข้อมูลแบบ SSD (อนุญาตให้ใช้ Harddisk แบบ Hybride ได้ คือมีจานหมุนส่วนหนึ่งผสมกับ Flash Memory อีกส่วนหนึ่ง)

                 Intel ออกแบบ Ultrabook ไว้ให้ผู้ผลิตแบรนด์คอมพิวเตอร์น้อมรับไปผลิต รวม 75 แบบ ซึ่งไม่ใช่แค่ฝาพับแบบร่างโน้ตบุ๊ก แต่จะมีประเภทจอสัมผัสที่แยกจอออกมาเป็น Tablet ได้เลย! (คงรู้นะครับว่าจะออกมาสู้กับ iPad แน่นอน) เขาเตรียมการควบคุมแบบ Gesture ไว้ด้วย คือกล้องจับความเคลื่อนไหวของผู้ใช้ (ออกมาเมื่อไหร่ผมจะเรียกอัลตร้าบุ๊กรุ่นปัดแมลงวัน!)

                 ปัดๆ ปาดๆอากาศ ก็ควบคุมการเปิดปิดโปรแกรมต่างๆ ของเครื่องได้ ทั้งหมดนี้จะมีมาให้เห็นในปลายปีนี้และต้นปีหน้า (ซึ่ง Intel จะเข็น CPU อีกรุ่นออกมาที่ตั้งชื่อรหัสพัฒนาว่า Haswell) โดย Intel จะโยนคำถามใส่พวกเราว่า "จะต้องซื้ออีกกี่เครื่องถึงจะพอ.. เอา Ultrabook ตัวเดียวดีกว่าไหม เพราะเป็น Tablet และทุกๆ อย่างได้ด้วย" ใครจะรอดูฝันที่เป็นจริงของอินเทลก็ปูเสื่อรอชมได้ครับ

                 ปิดท้ายด้วยข่าวร้ายเล็กน้อยสำหรับคนชื่นชอบการอัพโหลดภาพบนมือถือสู่ระบบ PicPlz แอพเล็กๆ ที่ทำตัวเป็นกบฏ Instagram จะยุติการให้บริการในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้แล้ว หลังกินเลือดขาดทุนมาเป็นเวลานาน มันเกิดมาพร้อมๆ กับ Intagram แท้ๆ แต่ดันไม่มีเสี่ยใหญ่มาทุ่มซื้อกิจการเหมือนรายแรก และหนำซ้ำยังไม่สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้ ทั้งๆ พยายามเสริมระบบสั่งพิมพ์ภาพออนไลน์เข้ามาแล้วแท้ๆ แต่คนยุคนี้เรา "ถ่ายอย่างเดียวครับ..ไม่พิมพ์" (โกดักถึงกับกระอักเลือดตายไงล่ะ!?)

                 ทุกๆ คนที่มีภาพอยู่ในระบบ จำต้องไปไล่เซฟภาพ "ทีละรูป" จากเว็บไซต์ PicPlz.com (ตัวผมเองอัพโหลดไป 1,589 รูป!!!)

                 ถือว่า "เลือกเทคโนโลยีผิดจริงๆ ครับงานนี้"

..................................
(เมื่อ Intel อยากร้องตะโกนบอกทุกๆ คนว่า 'เฮ้ย~ พวกแกมี Tablet โดยปราศจากฉันไม่ได้นะ!?' : คอลัมน์หนุ่ยรู้-โลกรู้ : โดย...หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ @nuishow)