
'คนใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาให้ความรู้ใหม่ๆ แก่ข้าพเจ้า'
'คนใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาให้ความรู้ใหม่ๆ แก่ข้าพเจ้า' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... @nuishow หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์
รอบสัปดาห์นี้ผมได้เจอบุคคลที่น่าสนใจหลายท่าน (หนึ่งในนั้นไม่มี "เลดี้ กาก้า" ครับ ...ไม่ต้องห่วง ผมไม่ได้เจอเธอ!) คนหนึ่งมาจากเมืองหลวงของโลกไอทีอย่าง Silicon Valley อีกคนหนึ่งลงมาจากดอย(ตุง) ความรู้ที่เขามอบให้ผมนั้นมันมีคุณค่ามาก จึงอยากเล่าขานบอกต่อท่านผู้อ่าน ตามเจตนารมย์ของ "หนุ่ยรู้-โลกรู้" ครับ
เริ่มเล่าเรื่องจากคนแรกก่อน ...เมื่อกลางสัปดาห์ที่แล้วผมได้ทราบว่า "คุณกระทิง พูนผล" หนุ่มไทยที่ไปฟัดกับโลกไอทีที่ซิลิคอนวัลเลย์ กลับถึงเมืองไทยแล้ว ...คุณกระทิงแกไปเปิดบริษัท เพื่อสร้างนวัตกรรมที่นั่น โดยมุ่งหวังแจ้งเกิดให้ได้ในเมืองนอกก่อนวกกลับมาสำเร็จที่เมืองไทย (ตามสูตร ที่สังคมไทยชอบให้การยอมรับกัน) คุณกระทิงแกได้ Angel Investor (ศัพท์เรียกคนใจดีในวงการตลาดทุน) ที่วิเศษยิ่งกว่า Venture Capital หรือการร่วมลงทุนใดๆ แกได้เงินมา 1.2 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ เพื่อเปิดบริษัทสร้างสรรค์บริการบนมือถือ ซึ่งก็ได้สำเร็จเป็นจริงออกมา 3 ชิ้นงานคือแอพ Heaven's Diner, Quipster และล่าสุด FunFlix บน iOS (ขณะนี้ 2 แอพแรกถูกคุณกระทิงเอาออกจาก AppStore แล้ว ซึ่งเดี๋ยวผมจะเล่าว่าทำไม?) ผลงานของเขาได้รับการ Review ในเชิงบวกจากสื่อสารมวลชนในอเมริกาพอสมควร และ Heaven's Diner เคยติด 1ใน10 Most Innovative iPhone App ในปี 2010 ส่วน Quipster ก็เคยติดอันดับที่ 12 ใน AppStore ของอเมริกาในเดือนกรกฎาคมปีก่อน Staff ของ Apple ทั้งใน US และ Europe ติดใจถึงขนาดดันให้ Quipster ติดอยู่ในส่วน "Staff's Favourite" ในหน้าแรกหลายครั้ง
ถึงแม้สุดท้ายมันจะแจ้งเกิดไม่ได้ในระดับโลกแต่บริษัท Mobilitz Inc. ของคุณกระทิงก็เนื้อหอมพอที่ "Zynga" ค่ายเกมบนโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กรายใหญ่เคยเปิดโต๊ะเจรจาขอซื้อกิจการของเขาเป็นเงินถึง10 ล้านดอลลาร์หลังจากเขาเปิดกิจการได้เพียง 1เดือนครึ่ง! "แต่" 10ล้านดอลลาร์อาจไม่ใช่เส้นชัยของกระทิงครับ เจ้าตัวคิดว่าน่าจะบ่มไว้นานกว่านี้อีกหน่อย (เผื่อขายได้สัก 300 ล้านดอลลาร์ตามตั้งเป้าไว้) จึงไม่ได้ขายไปในจุดแรกเริ่มวันนั้น
มาวันนี้.. บริษัท Mobilitz Inc. ก็ดันไม่อยู่แล้วครับ! (อ้าว) กระทิงและทีม (ซึ่งเป็นคนไทยทั้งหมด) ตกม้าตายแบบน้ำตื้นเมื่อพบว่า "Visa" มีปัญหา ครั้นตอนตนทำงานใน Google ตั้งหลายปี ไม่มีปัญหา เพราะฝ่ายบุคคล Google จัดการให้หมด แต่พอมาเปิดบริษัทเอง กลับกลายเป็นระเบิดเวลาก้อนใหญ่ที่พวกเขาไม่เคยได้ล่วงรู้มาก่อน สหรัฐอเมริกาเองถึงแม้จะขึ้นชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีและโอกาส แต่มันก็ "ไม่หมู" สำหรับบริษัทของคนไทยตัวจ้อยๆ 2-3 คนที่อาจหาญไป "ฟัดโลก" ที่นั่น และยิ่งเริ่มเป็นที่จับตามองจากสังคมซิลิคอนวัลเลย์แล้ว..
คุณกระทิงแสดงให้ผมเห็นว่าเขารู้จักคนเยอะทีเดียวเชียวล่ะใน Silicon Valley เมื่อเอ่ยถึงบริษัทนั้น-นี้เขาจะจดจำชื่อ Enterpreneur ได้อย่างแม่นยำ เช่น Kevin Systrom เจ้าของแอพ Instragram ที่เพิ่งขายให้ Facebook ไปได้ 1,000 ล้านดอลลาร์เมื่อ 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตชายคนนี้คือเพื่อนร่วมงานโต๊ะข้างๆของคุณกระทิงสมัยยังเริงร่าอยู่ใน GooglePlex ได้กลายเป็นอัครมหาเศรษฐีชั่วข้ามคืนไปเลย (โดยเจ้าบุญทุ่มชื่อ Mark Zuckerberg)
จุดที่น่าสนใจต่อมาคือคุณกระทิงกล่าวถึงเรื่อง Apple Inc. ว่า ณ เวลานี้สังคมซิลิคอนวัลเลย์เริ่มพูดกันถึงจุด "Decline" หรือจุดเสื่อมถอยของบริษัท Apple แล้ว ..ผู้คนในซิลิคอนวัลเลย์ต่างก็วิเคราะห์กันว่าการที่ Steve Jobs จากไป บริษัทนี้ก็ขาดแรงบันดาลใจตามแบบฉบับที่ผู้บุกเบิกเคยเป็น ตามที่เราทราบตามข่าว Scott Forestall รองประธานอาวุโสฝ่าย iOS (อดีตเขาคือผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมใน Mac OS X ตั้งแต่ฐานราก) ได้เทขายหุ้น 95% บนหน้าตักของตัวเองออกจากตัวแล้ว เพราะเขาเริ่มเห็นสัญญาณของการเสื่อมถอยของอาณาจักร Apple Inc. ขายทิ้งวันนี้ขณะที่ยังดีๆ ดีกว่าไปขายตอนเสื่อมอ่ะนะ และก็ยังได้ชื่อว่า "คนที่อยู่ในยุครุ่งเรืองของ Apple" ไม่ใช่คนที่อยู่ในยุคเสื่อมถอย อย่างไรก็ดี เรื่องอนาคตไม่มีใครฟันธงได้แม่น ยังไงก็ยังต้องเฝ้ารอการเปิดตัว iPhone รุ่นต่อไปโดย CEO ทิมคุก ผู้สานต่อเจตนารมณ์ศาสดา ว่าเขาจะทำให้โลกสะท้านโลกสะเทือนได้ไหมในเดือนกันยายนนี้
ตอนเดือนตุลาคม 2010 ครั้งผมไปเยี่ยมคุณกระทิงที่ San Francisco เขาพาผมไปเบิ่งมหาวิทยาลัย Stanford ใน Palo Alto แหล่งบ่มเพาะผู้มีสติปัญญาที่จะออกมาทำมาหากินในโลกไอที (และทำแอพมาให้พวกเราเสพติด..ฮา!)
พฤษภาคม 2012 คุณกระทิงกลับมาทั้งที ผมจึงไม่รีรอที่จะพาเขาไป Siam International School โรงเรียนนานาชาติย่านคลอง 3 รังสิต-นครนายก ผมพาเขาไปสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดกับคุณนุ่ย ธีรภัทร สูตะบุตร นักลงทุนที่เพิ่งขึ้นทะเบียนเจ้าของโรงเรียนรายใหม่ล่าสุดของประเทศ คุณนุ่ยแก Take Over โรงเรียนนี้มาจากเจ้าของเดิม และกำลังปรับปรุงโรงเรียนอย่างเต็มกำลัง ผมเห็นแววตาความมุ่งมั่นของเขาในการวางแผนหลักสูตรใหม่ของโรงเรียนนี้แล้วก็ขนลุกเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่าพ่อหนุ่มชื่อคล้ายหนุ่ยคนนี้จะเป็นคนตั้งใจทำงานเป็นอย่างมาก ผมได้รับปากช่วยวางแผนหลักสูตรการเรียนไอที ตลอดจนนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนให้นักเรียนในโรงเรียนนี้ได้ค้นพบศักยภาพตัวเองได้ภายในวัยรุ่นก่อนก้าวย่างเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยเพื่อจะได้เรียนให้ตรงความฝัน และไม่ต้องเสียเวลาทบทวนตัวตนของตัวเองเมื่อสาย คาดว่าจะมีอะไรสนุกๆ มาเล่าให้ฟังอีก หลังจากผมได้ "ลงไม้ลงมือ" กับงานของคุณนุ่ย ในโรงเรียน Siam International School แห่งนี้แล้ว
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้มีช่วงเวลาพิเศษๆ กับคนเก่งๆ หลายคนทีเดียว ท่านสุดท้ายที่ผมอยากเล่าให้คุณผู้อ่านฟัง(อ่าน)เหลือเกินก็คือ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล เจ้าของตำแหน่งยาวๆ ในโครงการพัฒนาดอยตุง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ "สมเด็จย่า" ผมมีโอกาสพบคนเจ๋งๆ ท่านนี้ในห้องเรียน ปนป.2 สถาบันพระปกเกล้า ที่ผมกำลังศึกษาอยู่
1ชม.ที่เรียนด้วย เขาไม่เรียกแทนตัวเองว่า "อาจารย์" แต่ผมเรียกเขาได้เต็มปากเต็มหัวใจเลยว่า "อาจารย์คนล่าสุด" ของผม ด้วยแนวคิดแบบเผื่อแผ่ชาวโลก และการวิเคราะห์ปัญหาด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ทำให้ผมไม่ลังเลเลยที่จะตาม "อ.ดุ๊ก" ท่านนี้ไป "ดอยตุง" ด้วยในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ อ.ดุ๊กพาคณะของผมไปชมการปฏิบัติการณ์ช่วยเหลือชาวเขาตามพระราชดำริสมเด็จย่าคือ "ช่วยเขา ให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้" โครงการดอยตุง พัฒนามาแล้ว 24 ปี (เริ่มพ.ศ. 2531) ผมเห็นกระบวนการจัดการของเขา, เห็นชาวบ้าน ชาวเขาที่ทำงานที่นี่ด้วยหน้าตาที่แจ่มใสกว่าภาพที่เราเคยชินตา ผมทึ่งในกระบวนการจัดการการพัฒนาที่นี่อย่างมาก และตาสว่างแล้วว่าหาก "โมเดลทางธุรกิจ" ของการทำนา-ปลูกข้าวในประเทศไทยเป็นแบบเดียวกับที่ดอยตุงใช้กับชาวเขา "ชาวนาไทยจะไม่เจ็บ-ไม่จน" อย่างเช่นทุกวันนี้ ความน่าห่วง 2 เรื่อง ณ เวลานี้คือ ชาวนาไทยมีอายุเฉลี่ย 56 ปี และส่งลูกหลานให้เรียนปริญญากันเกือบหมด โดยสั่งว่า "อย่ากลับมาเป็นชาวนาอย่างพ่อแม่" คำถามที่น่าคิดคือแล้วอีก10 ปี ใครจะปลูกข้าวให้เรากินล่ะฮึ!? ชาวนาไทยกำลังผจญกับเศรษฐกิจทาส คือทำมาก-ได้รายได้น้อย และทำเท่าไหร่ต้องเอาไปจ่ายค่าวัตถุดิบในการประกอบการจดเกือบหมด (ลองคิดกันดีๆ ว่าใครบ้างที่ออกแบบวงจรนี้?) อีกเรื่องที่อ.ดุ๊กฝากให้ห่วง คือโลกร้อน หากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกร้อนขึ้นอีก 4 องศา พวกเราจะตายกันหมดโลก! ตอนนี้พวกเรายังคงช่วยได้นะ ขอเพียงแค่ปิดน้ำตอนถูตัว-สระผมกันหน่อยตอนอาบน้ำ ทำแค่นี้ก็ช่วยโลกได้มากโข...
เรื่องนี้ต้องเล่ายาว ไว้จะกลับมาเล่าต่อ ถ้าอังคารหน้าโลกของเรายังอยู่!
.............................
(หมายเหตุ 'คนใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาให้ความรู้ใหม่ๆ แก่ข้าพเจ้า' : คอลัมน์ หนุ่ยรู้โลกรู้ โดย... @nuishow หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์)



