บันเทิง

อำนาจ

อำนาจ

28 พ.ค. 2555

อำนาจ : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected] https://www.facebook.com/NithinandY

          เมื่อเร็วๆ นี้อาจารย์เกษียร เตชะพีระ แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสนอประเด็นน่าสนใจมากในเฟซบุ๊กของอาจารย์เกี่ยวกับเรื่องการจัดลำดับชั้นทางอำนาจบนฐานศีลธรรมและวัฒนธรรม
 
          อาจารย์อ้างอิงที่มาจากงานวิจัยเรื่องกลุ่มปัญญาชนอนุรักษนิยมไทยของอาจารย์สายชล สัตยานุรักษ์ ที่ว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 หลักใหม่ของบ้านเมืองคือ พลเมืองไทยเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นฐานคติของการปกครองใหม่ในระบอบรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย
 
          ปัญญาชนอนุรักษนิยมไทย ซึ่งต้องการผดุงระเบียบอำนาจเดิมอันไม่เสมอภาคไว้ต่อไปภายใต้ระบอบใหม่ จึงปรับหลักอ้างอิงที่จะมาให้ความชอบธรรมแก่ความเหลื่อมล้ำทางอำนาจ
 
          นั่นคือ ปรับเรื่องชาติตระกูล เป็นศีลธรรม อันได้แก่ความดีและคนดี ซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามกับความไม่ดีและคนไม่ดี
 
          จากนั้นก็เพิ่มวัฒนธรรมเข้าไป ให้สื่อความหมายถึงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งแม้คนไทยหลายคนจะยังไม่ชัดว่าคืออะไร และจริงหรือไม่ ก็สามารถประณามคนไร้วัฒนธรรมไทยได้อย่างรวดเร็ว เช่น ประณามนักร้องอย่างเลดี้ กาก้า ว่า นางทำลายวัฒนธรรมไทย เพราะใส่ชุดโป๊แต่ไปเอาชฎาจากแฟนคลับมาสวมหัว
 
          ว่าแต่คนไทยมีวัฒนธรรมสวมชฎากันตอนไหนในชีวิตประจำวัน ยังน่าสงสัย
 
          ประเด็นจากอาจารย์สายชลนั้น อาจารย์เกษียรสรุปว่า นำไปสู่ผลทางปฏิบัติ (ผ่านคำพูดและการกระทำ) ประเภทที่ว่า "คนไทยไม่ควรมีอำนาจเท่ากัน คนไทยบางคนควรมีอำนาจมากกว่าคนไทยคนอื่น เพราะพวกเขามีความเป็นไทย (วัฒนธรรม) มากกว่า และเป็นคนดีมีศีลธรรมมากกว่าคนไทยคนอื่น และเมืองไทยนี้ดีแล้วที่เป็นเช่นนี้"
 
          ปฏิบัติการนี้เห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย โดยเฉพาะในกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คนดี"
 
          ถ้าสังเกตมาตรฐานคนดีในสังคมไทย บ่อยครั้งก็น่าคิดว่า คนดีเหล่านั้น โดยเฉพาะที่อ้างตัวเป็นพุทธ น่าจะมิได้ยึดหลักการทำความดีกระทั่งถือศีลห้าแบบพุทธ
 
          ความจริงคือแทบจะละเมิดศีลครบทุกข้อ โดยเฉพาะข้อมุสาวาทาฯ ซึ่งมิได้แปลว่าพูดโกหกเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการพูดหยาบ ส่อเสียด และพูดเพ้อเจ้อไร้สาระ
 
          หนักกว่านั้น คือละเมิดศีลข้อแรก ปาณาติปาตาฯ ซึ่งมิได้ห้ามเฉพาะว่าอย่าฆ่าเองหรือใช้คนอื่นฆ่า แต่ยังรวมถึง "จิตคิดจะฆ่า" ด้วย จึงเห็นคนตายเป็นก่ายกองกลางเมืองไม่สะทกสะเทือนใจ และทุกวันนี้บรรดา "คนดี" ก็ยังไม่วายแช่งชักชาวบ้านที่คนดีเกลียดให้รีบตายตก
 
          เอาเข้าจริงแล้ว หลักการของคนดีและความดีในสังคมไทยจึงอาจไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดเลยกับทุกศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือไม่เกี่ยวกับศีลธรรมแบบพุทธ ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ
 
          ความดีและคนดีในสังคมไทย มาพร้อมอำนาจ ซึ่งสืบทอดจากชาติตระกูล
 
          คนไทยจำนวนหนึ่ง (ส่วนมากพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ) ซึ่งครอบครัวมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจยาวนานกับคนชั้นสูงในสังคมไทย หรือมีโอกาสได้อยู่ในแวดวงคนชั้นสูงและคนมีอำนาจ จึงมักนึกเอาเองว่า พวกตนดีและสูงส่งกว่าไอ้พวกชาวบ้านหน้าโง่ไร้วัฒนธรรม
 
          คนกรุงเทพฯ หรูๆ ซึ่งใช้ชีวิตประจำวันแถวเอ็มโพเรี่ยม พารากอน และอาคารสำนักงานหรูหรากลางเมือง ไม่เคยรู้ว่าชาวบ้านรู้จักชฎาจากลิเกและละครจักรๆ วงศ์ๆ ทางทีวีตอนเช้าวันเสาร์-อาทิตย์มานานแล้ว จึงกรี๊ดกันสนั่นเมืองเรื่องเลดี้กาก้าสวมชฎา ซึ่งถือเป็นของสูงประจำราชสำนักสยามและเป็นของต้องห้ามอันแบบบางอย่างยิ่งในวัฒนธรรมไทย
 
          ในแง่นี้วัฒนธรรมไทยอันงามดีมีแบบแผนที่มาพร้อมอำนาจ จึงบอบบางอย่างยิ่งและพร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ เพราะส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากจินตนาการของฝ่ายอำนาจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูอำนาจ และผู้ที่แวดล้อมอยู่ในวังวนอำนาจ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชีวิตจริงของคนทั่วไป

          อำนาจของเลดี้ กาก้า ในวงการดนตรีโลกที่ส่งผลสะเทือนถึงชีวิตคนสามัญไม่บอบบางและไม่แตกสลายง่ายเหมือนสัญลักษณ์อำนาจอย่างชฎา
 
          คนดีและความดีแบบไทยๆ ที่ดูหมิ่นเลดี้ กาก้า ไม่เคยตระหนักถึงความมุ่งมั่นและการทุ่มเททำงานหนัก เพื่องานของเธอในโลกดนตรี ไม่เคยตระหนักถึงสิ่งที่เลดี้ กาก้า ทำให้แฟนเพลงของเธอตระหนักถึง "การเคารพตัวเอง" หรือ "การเห็นคุณค่าของตัวเอง" ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตมนุษย์ และจากต่างมุมมอง การที่มนุษย์เห็นคุณค่าของตัวเองเรียกว่า "ดี"
 
          การสวมชฎาสำหรับเลดี้ กาก้า คือการแสดงออกว่าเธอเคารพวัฒนธรรมอันแตกต่างที่เธอยังไม่รู้จัก เมื่อแฟนคลับส่งชฎาให้ เธอก็สวมชฎา แล้วบอกว่า เธอรู้สึกว่ากรุงเทพฯ อบอุ่นและมีความหลากหลายน่าประทับใจ
 
          ส่วนการแต่งชุดเปิดเผยเนื้อตัว จะไปว่าอะไรเธอได้เล่า ในเมื่อมันคือตัวเธอ คือเลดี้ กาก้า
 
          นี่คือเส้นทางธรรมชาติเส้นทางหนึ่งของการประสมประสานทางวัฒนธรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเป็นปกติทั่วโลก และทำให้โลกเคลื่อนไปข้างหน้า เกิดความเจริญรุ่งเรือง
 
          คิดอย่างนี้สนุกและสอดคล้องกับความเป็นจริง อีกทั้งชวนตื่นตาตื่นใจกับอนาคตยิ่งกว่ายืนกอดชฎา แล้วก็หูแว่วได้ยินไปว่าโลกกำลังสรรเสริญตัวเราอยู่
 
          ก่อนโวยและด่าคนอื่นกรุณาทบทวนความคิดความเข้าใจในสมองกันบ้าง อย่างน้อยสักสองวินาที
.............................
(หมายเหตุ อำนาจ : คอลัมน์ พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected]
https://www.facebook.com/NithinandY)