บันเทิง

เขย่าขวัญหนังไทย หนังไทยเขย่าขวัญ

เขย่าขวัญหนังไทย หนังไทยเขย่าขวัญ

25 พ.ค. 2555

เขย่าขวัญหนังไทย หนังไทยเขย่าขวัญ : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

          รู้สึกตกใจเมื่อทราบรายได้ของหนังไทยเรื่องหนึ่งที่เพิ่งเข้าฉายเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้ตอนที่ดูจะรู้สึกว่าหนังไม่น่าจะทำเงินมากมายอะไรนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า รายได้ของหนังเรื่องนี้จะต่ำอย่างน่าใจหาย และคิดหวังอยู่ลึกๆว่า ถึงแม้หนังซูเปอร์ฮีโร่จะยืนโรงกวาดเงินจากกระเป๋าคนไทยไปอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยหนังไทยน่าจะเป็นทางเลือกให้กับคนดูหนังบางกลุ่มที่เอือมกระแสหนังฟอร์มยักษ์ที่ฉายปูพรมถล่มโรงหนังเมืองไทยอยู่ในตอนนี้
 
          ย้อนกลับไปสำรวจตรวจสอบในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ หนังไทยในแนว ‘เขย่าขวัญเชิงจิตวิทยา’ (ย้ำว่าเขย่าขวัญจริงๆ ไม่ใช่หนังผี) แทบจะไม่เคยมีพื้นที่ปรากฎในหนังไทยเลย (ไม่นับหนังการเมืองที่เกือบๆจะสูญพันธุ์ไปแล้ว) และถึงจะมีอยู่บ้าง แต่ก็เพียงจำนวนน้อยนิด ที่สำคัญไม่มีเรื่องไหนประสบความสำเร็จในระดับปรากฏการณ์เลยแม้แต่น้อย
 
          “รับน้องสยองขวัญ” “13 เกมสยอง” “วิดีโอคลิป” และ “เฉือน” ล้วนเป็นหนัง Psychological Thrillers ที่นำเสนอแง่มุมปมปัญหาทางจิตของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ แม้เรื่องแรกอาจจะหักมุมจบแบบหักด้ามพร้าด้วยเข่าไปสักหน่อยก็ตาม แต่การสร้างอารมณ์ระทึกขวัญนั้นถือว่าทำได้ไม่เลว ขณะที่อีก 3 เรื่องถัดมา การผูกเงื่อนซ่อนปม ทำให้หนังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ด้วยความสงสัยใคร่รู้ของคนดู ล้วนมาจากการสร้างปูมหลังให้แก่ตัวละคร จากนั้นก็ใช้มันเป็นกุญแจไขปริศนาตอนจบให้แก่หนังได้อย่างลงตัว
 
          หนังทั้งสามเรื่อง และอาจรวมถึง “คน-โลก-จิต” ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในตอนนี้ เป็นการพยายามคลำทางใหม่ๆ ให้กับวงการหนังไทย ด้วยการพาตัวละครเอก เดินออกจากกรอบเก่าๆ ขนบเดิมๆ ของหนังไทย จากการเป็นผู้กระทำ มาเป็นผู้ถูกกระทำย่ำยีเสียเอง หรือไม่ก็หาวิธีลบปมด้อย ด้วยการหันด้านมืดออกปะทะกับสังคมแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้หนังจะได้รับคำชมแค่ไหน แต่ความสำเร็จที่คืนกลับมาในรูปเม็ดเงินรายได้ กลับสวนทางจนกลายเป็นการประสานงาที่แทบไม่มีอะไรเหลือให้จดจำรำลึกนึกถึงแต่อย่างใด
 
          จะว่าไปแล้ว หนังที่สะท้อนภาพสังคมไทยโดยเฉพาะการตีแผ่ปมปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนในสังคม ได้ตรงไปตรง หรือกระทั่งเสียดแทงเหน็บแนมด้วยน้ำเสียงแสนเย้ยหยันก็น่าจะเป็นหนังเหล่านี้นี่แหละ “13 เกมสยอง” เสียดสีวาทกรรมเรียลิตี้ที่ครั้งหนึ่งคนไทยนิยมชมชอบรายการแนวนี้กันอย่างบ้าคลั่ง ถึงวันนี้ กระแสนิยมดังกล่าวอาจจะผ่อนคลายลงมาบ้าง แต่ก็ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปั้น ‘Nobody’ เป็น ‘Somebody’ จนถึงขั้นสร้าง ‘Super Star’ ออกมากอบโกยผลกำไรให้แก่ธุรกิจบันเทิงบางราย โดยก่อนหน้านั้น หนังอย่าง “รับน้องสยองขวัญ” ก็พยายามแตะประเด็นนี้ แต่ก็แค่ผิวเผิน และหยิบนำมาใช้หวังเป็นแค่ลูกเล่นของการหักมุมมากกว่าจะให้ความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์
 
          นิยามอีกประการของภาพยนตร์ที่มักจะได้รับการพูดถึงหากกล่าวอ้างว่า หนังหรือภาพยนตร์เป็นเสมือนหนึ่งหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่ทำหน้าที่บันทึกความเป็นไปในสังคม หรือบริบททางสังคมส่วนใดส่วนหนึ่ง ณ ห้วงเวลานั้น หนังอย่าง “วิดีโอคลิป” ก็คล้ายกับว่าได้ทำหน้าที่ดังกล่าวเช่นกัน เมื่อเนื้อหาอันว่าด้วยผลกระทบของการถ่ายคลิปวิดีโอ นำมาซึ่งหายนะแก่คนที่เกี่ยวข้อง ทั้งคนถ่าย ถูกถ่าย และนำภาพแอบถ่ายไปเผยแพร่ (ทุกวันนี้ คลิปวิดีโอ ภาพแอบถ่าย ภาพหลุด หลายๆ เรื่อง ตกเป็นข่าวฉาวอยู่บ่อยๆ)
 
          แต่หนังที่ดูเหมือนจะพยายามเป็นไฟฉายส่องแสงไปยังด้านมืดในสังคม และจิตใจของผู้คนร่วมสมัย อย่างเรื่อง “เฉือน” เพื่อให้เราได้เห็นภาพสะท้อนเงื้อมเงาของสังคมอันบูดเบี้ยวบางอย่างออกมาบ้าง ก็ดูเหมือนจะถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดายเช่นกัน มิติของหนังที่พยายามผลักด้านมืด ออกมาสู่แสงสว่างให้ผู้คนได้รับรู้ ก็ถูกคนดูเข้าใจในเจตนาไปอีกอย่าง แม้หนังจะพยายามสะกิดสะเกา ให้เห็นถึงสภาพสังคมอันฟ่อนเฟะ ที่กลายเป็นเบ้าหลอมให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาด้วยความพิกลพิการทางจิตใจ (ซึ่งเป็นประเด็นที่คล้ายคลึงกันกับ คน-โลก-จิต ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในตอนนี้ด้วย)
 
          ในสังคมอันบูดเบี้ยว เราจะเอาตัวรอดให้ได้อย่างไร หนังทั้ง 3-4 เรื่อง ที่ยกตัวอย่างมา ก็หาได้ให้คำตอบแก่เราไม่? หนังเพียงจะส่งเสียงว่า ความมืดดำอับเฉาแบบนี้มีอยู่จริง และเราไม่อาจปฏิเสธมันได้ (น่าเสียดายที่หนัง “Insects in the Backyard” ถูกแบน มิเช่นนั้น มุมมืดอีกด้านในสังคมที่เรามักเบือนหน้านี้ ก็จะถูกนำเสนอออกมาให้เห็น) โลกในอุดมคติมีเพียงแค่ในความฝัน โลกในความจริงที่มีทั้งด้านดีและร้ายต่างหากที่เราต้องเผชิญ และยอมรับที่จะอยู่กับมัน หรือบางคนอาจหาญลุกขึ้นมาแก้ไขเท่าที่มีกำลัง เพื่อให้ด้านสว่างไสวมีพื้นที่มากกว่าก็ตาม
 
          ‘บ้านเมืองเป็นอย่างไร ดูได้จากคนในสังคมนั้น’ แต่ดูเหมือนว่าคำกล่าวนี้ จะใช้ไม่ได้กับสภาพการของหนังไทยในเวลานี้ หนังที่เป็นเหมือนกระจกเงาสะท้อนสังคมอันบิดเบี้ยวและผู้คนที่ผิดเพี้ยน ก็ไม่ได้หมายความว่าคนในสังคมจะวิปริตตาม หากแต่คนดูหนังส่วนใหญ่พยายามเดินออกจากชีวิตไปสู่ความฝัน ที่ไม่มีวันเป็นจริง หลงติดอยู่กับความเพ้อฝันชั่วประเดี๋ยวประด๋าว แล้วกลับออกมาสู้รับปรบมือกับชีวิตกันใหม่ เดินเข้าไปในโรงหนังเพื่อละทิ้งภาระและความทุกข์บางอย่าง ก่อนจะกลับออกมาข้างนอกเพื่อแบกมันขึ้นใส่บ่าอีกครั้ง คนที่โชคดี ก็สามารถหลบเลี่ยงและสลัดมันทิ้งได้ แต่ก็มีอีกหลายคนที่ไม่สามารถปลดตัวเองออกจากแอกแห่งภาระในชีวิต การดูหนังเพื่อผ่อนคลายและหลีกหนี (ในเวลาสั้นๆ) จึงดูเป็นทางออกที่หลายคนพอใจมากกว่าจะให้จอสีขาวขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าสะท้อนภาพมายาที่พวกเขาพบเจอ และอยากเบือนหน้าหนีในชีวิตจริง
.............................
(หมายเหตุ เขย่าขวัญหนังไทย หนังไทยเขย่าขวัญ : คอลัมน์ เอกเขนกดูหนัง  โดย... ณัฐพงษ์ โอฆะพนม )