บันเทิง

Men in Black 3แฟชั่น ตัวตนและแว่นสีดำ

Men in Black 3แฟชั่น ตัวตนและแว่นสีดำ

25 พ.ค. 2555

Men in Black 3แฟชั่น ตัวตนและแว่นสีดำ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          ดูจะมักง่ายเกินไป ถ้าเราจะสรุปความคิดเกี่ยวกับ Men in Black ภาค3 ด้วยคำพูดเพียงประโยคแค่ว่า เป็นหนังเกี่ยวกับ ”ผู้ชายมือปราบสองคน”

          เพราะถ้าจะสำรวจและค่อยๆ “ใช้สายตา” ละเลียดดู เราจะพบว่า หนังแฟรนไชส์ที่เดินทางไกลกว่า “กรุงเทพ-เชียงใหม่” ด้วยระยะเวลา 15 ปีจากภาคแรก(1997)ชื่อนี้ มีรายละเอียดมากมายที่ “หว่าน” ลงไปพล็อต แต้มลงบนตัวะคร และมีแง่มุมชื่นชม จิกกัด สรรเสริญและหลอกด่า !

          พ้นจากนี้ไป ถ้าจะไม่สนใจเรื่องราวหรือ story เลย มันก็ยังมีประเด็นอื่นๆ ให้มองอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมภาพลักษณ์(image) เกี่ยวกับสูทดำที่รับอิทธิพลมาจากการ์ดของยุค JFK (ซึ่งมักถูกนำเสนอในตระกูลหนังแฟนตาซี) หรือการนำเสนอสินค้าในเชิง innovation ผ่านรูปลักษณ์ของคอสตูมเสื้อผ้า ท่าแอ็กและรถไฮเทค

          ถ้า Jame Bond 007 เป็น “พารากอน” Men in Black ก็พร้อมจะเป็น “เมกะ บางนา” (ว่าไปนั่น)
  
          สายลับมือปราบ เจย์(วิล สมิท) รับรู้ว่าคู่หูของเขาคือ เคย์ (ทอมมี่ ลี โจนส์) นั้น ไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง และเมื่อสืบหาเรื่องที่เกิดขึ้น ก็พบว่า เคย์ นั้นถูกฆ่าและเสียชีวิตไปแล้วในปี 1969 พอรู้แบบนี้ เจย์ ก็หาทางกลับไปในอดีต กลับไปในปีนั้น เพื่อจะแก้ไขเรื่องที่เคยเกิดขึ้น และช่วยให้เคย์ รอดพ้นจากความตาย

          เรื่องมันฮาตรงที่ว่า ภารกิจในการกลับไปของ เจย์ นั้น ดูแล้วก็แสนจะยุ่งยากอยู่แล้ว เพราะเขาต้องทำทุกอย่างให้ทันเวลาเพื่อจะได้ไม่ให้ เคย์ เสียชีวิต แต่ตัวร้ายที่ร้ายจริง ก็ดันตามกลับไปในปีนั้น เพื่อจะขัดขวางไม่ให้ เจย์ ช่วย เคย์ ได้ พูดง่ายๆ ก็คือ คนฆ่าก็ยังจะตามกลับไป ไม่ให้แก้ชะตากรรม

          โดยส่วนตัว ผมชอบหนังแฟรนไชส์อย่าง Indiana jones กับ Men in Black มากกว่า The Metrix และ Jame Bond 007 ที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ชอบเพราะคอนเซ็ปต์มันชัด และทางที่จะเล่าเรื่องไปข้างหน้า ไม่เข้ารกเข้าพง
 
          ลองตัดเรื่อง “การต่อสู้” ของ “เจย์กับเคย์” กับตัวร้ายในหนังไป เพราะมันไม่ใช่หัวใจของเรื่อง ไม่ใช่จุดเด่นเมื่อเทียบกับหนังแอ๊คชั่นยุคใหม่ “ร่วมรุ่น” บางเวลาออกจะดูเชยๆ เสียด้วยซ้ำ

          แต่สิ่งที่หนังมันทดแทนเข้ามาคือ ความเป็น stylization ของหนัง ที่ก่อให้เกิด “ตัวตน” ของ MIB คำถามง่ายๆ ก็คือ แม้เราๆ ท่านๆ จะดูหนังที่มีฮีโร่ ใส่สูทดำมาหลายเรื่องแล้ว แต่ถ้าให้คนทั่วไป “ลองมานึก” แข่งกัน เชื่อเถอะว่า ฮีโร่ใส่สูทถือปืน ทุกคนจะนึกถึง MIB ก่อนเรื่องอื่นๆ
  
          นี่คือประการแรกของความสำเร็จในการสร้างสไตล์ให้แก่หนัง ประการต่อมา คอสตูมต่างๆ ที่อยู่รอบตัวของแคแรกเตอร์ ก็กลายไปเป็นสินค้าแฟชั่นขายดี ทั้งแว่นตาทุกรุ่น สูทและภาพลักษณ์ของหนัง ที่สะท้อนความใหม่ของภาพยนตร์ ซึ่งไม่ใช่เอาแต่ gothic แบบที่เรื่องอื่นๆ กำลังทำกัน

          ลองแวะเข้าไปสำรวจเนื้อในของหนังบ้าง
 
          MIB 3 ไม่ได้พูดเรื่องตำรวจปราบผู้ร้าย แต่มันแตะประเด็นและยกย่องธีมหลักเกี่ยวกับ “การมีตัวตน” (identity) ของมนุษย์ เจย์ ไม่เห็นการมีอยู่ของ เคย์ เขาจึงอาสากลับไปในปี 1969 เพื่อช่วยเหลือให้ เคย์ มี “ชีวิต” ปี 1969 นี่ก็ยิ่งสุดยอดแห่งความหมาย ปีที่ว่านี้ เป็นปีที่คนดำถูกแอนตี้จากสังคม ไม่มีสิทธิ์มีเสียงจะมีชีวิตที่ดีอะไร มีอยู่คล้ายๆ “สัตว์ประหลาด” (หนังเรื่อง The Help ก็แตะประเด็นนี้) ภาพของสัตว์หน้าตาประหลาด ถูกแทนค่าตัวตนของคนผิวดำ
 
          เมื่อ เจย์ กลับไปในปี 1969 เขาโดนตำรวจจับทันทีด้วยข้อหาขับรถหรู (เป็นการแดกดันว่า คนดำจะมีชีวิตหรูได้ยังไง) ทั้งยังตามติดด้วยเหตุการณ์โดนจับอีกหลายครั้ง ซึ่งมันสะท้อนว่า ไปๆ มาๆ ไม่ใช่ เคย์ ที่ไม่มีตัวตน แต่เป็น เจย์ น่ะแหละที่เหมือนไม่มีตัวตนมากกว่า เพราะปี 1969 ไม่ต้อนรับเขา
  
          หนังพยายามจะเชิดชูว่า สิ่งซึ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ก็คือ ตัวตนหรือรากเหง้า การกลับไปผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ของสังคมอเมริกันในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ทั้งสงคราม การเมืองและโศกนาฏกรรม รวมไปถึงการไปดวงจันทร์ จึงถูกแวะจิกกัด เห็นแนมอย่างสนุกสนาน จนเกือบจะเป็นหนังชวนรักชาติอยู่อ้อมๆ (เพียงแต่ไม่ถึงดีกรีของ Rocky)

          สิ่งที่จะมาทำร้าย “ตัวตน” ของคนเราได้นั้น มีอยู่หลายอย่าง แต่ทางหนึ่งที่แสดงออกมาก็คือ การ “รบกวน” และ “ระราน” ตัวตนของเจย์แอนด์เคย์ ผ่านบรรดา “เอเลี่ยน” ทั้งหลาย ที่มาในรูปลักษณ์ต่างๆ กัน ทั้ง ชาวต่างชาติในร้านอาหารจีน, สัตว์หลายสายพันธ์ในหน้าตามอนสเตอร์ และ ตัวร้ายที่ไม่เห็นหน้าตาจริงตลอดทั้งเรื่อง

          ซึ่งอัตลักษณ์เหล่านี้ คือตัวแทนของบรรดาเอเลี่ยน ทั้งหลาย (ที่คนต่างด้าวก็คือ เอเลี่ยนแบบหนึ่งด้วย)

          MIB 3 ลดท่าทีที่จะมุ่งตรวจสอบอดีตของสังคมอเมริกัน ด้วยสายตาก้าวร้าว ขวางโลกแบบที่หนังในตระกูลสงครามเคยเป็น แต่มีอารมณ์ขันเข้ามาช่วยให้หนังมีความนุ่มนวลมากขึ้น และเราก็ได้เห็นว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา อเมริกันต้องผ่านอะไรบ้าง จนได้ “เกียรติประวัติ” และ “แผลเป็น”

          การยิงปืนปล่อยอาวุธของสายลับคู่หูกับตัวร้ายในหนัง จึงเป็นเรื่องที่เล็กที่สุด เมื่อเทียบกับบริบท(context) ที่ห่อหุ้มอยู่โดยรอบ

          มีประโยค “แดก” สังคมยุคใหม่คำหนึ่งที่ผมชอบ เขาบอกว่า

          “ความจริงรสขม หรือจะสู้คำโกหกรสหวาน” ฟังแล้วนึกไปถึงชะตากรรมของประชาชนบางประเทศ ที่ค่อยๆ ตาสว่างว่า ที่ผ่านมา กรูโดนหลอกใช้

          ไม่ใช่ 300 จะไม่ได้ สัญญาอีกหลายข้อ คงหายไปอีกไม่นานนับจากนี้

          รักนะ เด็กโง่
.............................
(หมายเหตุ Men in Black 3แฟชั่น ตัวตนและแว่นสีดำ : คอลัมน์ หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)