บันเทิง

แมนนวล

แมนนวล

21 พ.ค. 2555

แมนนวล : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

            “ลูกค้าระดับ…การ์ด เชิญด้านในค่ะ”
 
          ฉันกับสีเกด เดินเข้าไปด้านในตามที่พนักงานคนนั้นบอก… แอร์เย็นฉ่ำ พอทิ้งก้นลงบนโซฟาหนังนุ่มๆ พนักงานอีกคนก็มาคุกเข่าอยู่ข้างๆ เอาใบฝากใบถอนที่เตรียมไว้ไปทำธุรกรรมทางการเงินแทนเรา ก่อนไปเธอถามว่า “รับเครื่องดื่มอะไรดีคะ” ฉันหันมองไปที่ลูกค้าคนอื่น เขาสั่งชา กาแฟ โกโก้เย็นดื่ม ในขณะที่นั่งรอบางคนหยิบมือถือ 3G กับไอแพดขึ้นมาทำอะไรฆ่าเวลาโดยไม่มีเวลาหันมามองคนรอบข้าง ได้แต่นึกในใจว่า “ไฮโซ…”
 
          ไม่นานพนักงานคนเดิมก็นำสมุดบัญชีมาคืนให้ เสร็จธุระฉันเดินออกไปกับสีเกดผ่านหน้าลูกค้าที่นั่งรออีกมากมาย… พวกเขายังต้องนั่งรอต่อไปตามคิว…
 
          “เราไปนั่งรอในห้องรับรองผู้โดยสารกันเถอะ” สีเกดบอกกับฉันที่สนามบิน
          “เข้าไปนั่งได้เหรอ?”
          “ได้สิ… คราวนี้ลูกค้าเขาจองชั้นธุรกิจให้”
 
          ข้างในนั้นมีโซฟาให้นั่ง มีของว่าง ทั้งคุกกี้ แซนด์วิช ผลไม้และเครื่องดื่มอีกหลากหลาย มีไว้บริการลูกค้าที่จ่ายมากกว่าชั้นธรรมดาหรือชั้นประหยัด ซึ่งโดยปกติพวกฉันก็นั่งชั้นธรรมดาที่ต้องไปนั่งออรอกันที่ประตูทางออกขึ้นเครื่องปะปนกับผู้โดยสารคนอื่นๆ แต่คราวนี้ไม่… ได้แต่นึกในใจว่า “ไฮโซ…”
 
          อะไรที่มันเกินๆ อะยะอะยังมากมายกว่าที่เคยได้รับได้รู้ ฉันจะเรียกสิ่งนั้นว่า “ไฮโซ” ในความหมายของฉันคงจะเป็นแค่เสี้ยวหนึ่งของความหมายที่แท้จริงของคำคำนี้ เพราะจนป่านนี้ฉันก็ยังไม่เข้าใจความหมายของมันจริงๆ หรอก รู้แค่ว่าอาจจะแปลว่า มั่งคั่ง… เอาแต่ใจ… เหนือกว่าธรรมดาทั่วไป หรือเป็นส่วนตัว ไม่ต้องปะปนกับคนอื่น แอบคิดว่าบางทีมันก็ได้ดั่งใจและอัตโนมัติเกินไปจนรู้สึกห่างเหินกับความเป็นธรรมดาและถูกแยกออกจากคนธรรมดา ไม่รู้สิ! บางทีฉันอาจจะคิดผิดก็ได้นะ ในความไฮโซฉันชอบแค่ความสบายและรวดเร็ว ที่เหลือมันไกลเกินไปกว่าตันตนของฉันที่ออกจะบ้านๆ เจ๊กๆ อยู่มาก       หากเปรียบกันแล้ว ถ้า “มั่งคั่ง” เทียบกับ “อัตโนมัติ” (Automatic) “ธรรมดา” ก็น่าจะเทียบกับ “แมนนวล” (Manual) ถึงมันจะดูชักช้าไม่ได้ดั่งใจ แต่มันก็เข้าใจได้ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน… ที่สำคัญมันจริงใจและสัมผัสได้
 
          “ตุ้บ!” ฉันโยนกล่องโฟมใบโตที่อุ้มเอาไว้นานจนปวดเอวลงบนพื้น หันไปมองรอบๆ มีคนกำลังง่วนอยู่กับบางอย่าง บ้างก็มารับ บ้างก็มาส่ง ใกล้ๆ เท้าฉันจึงเต็มไปด้วยกล่องพัสดุต่างๆ ม้วนผ้า สายไฟ เลยไปถึงสปอยเลอร์หน้าของรถก็ยังเอามาส่งกัน อือ… เขามากันถูกที่แล้วล่ะ ก็ที่นี่มันเป็นบริษัททัวร์เล็กๆ ที่รับ-ส่งของทั่วไป ไม่รับประกันความเสียหายระหว่างทาง ค่าส่งก็แสนถูก ร้านค้าและผู้คนจึงส่งของผ่านบริษัทนี้ คนที่มาทำธุระส่วนใหญ่เป็นพนักงาน ลูกจ้างระดับล่างๆ และแมสเซนเจอร์ ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ชายหน้าบ้านๆ ตัวดำๆ ไม่แน่ใจว่าผิวคล้ำอยู่แล้วหรือขี่แมงกาไซค์ตากแดด มีฉันเป็นอีเจ๊แก่ๆ ยืนโง่ๆ อยู่ท่ามกลางผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย คงจะดูไม่เข้าพวกหรือเก้กังอยู่นาน คนที่มาส่งของคนหนึ่งสวมเสื้อแจ็กเก็ตประจำบริษัทมองมาที่ฉันแล้วเดินเข้ามาพูดว่า
 
          “จะส่งของเหรอ กดบัตรคิวรึยัง ต้องกรอกใบส่งก่อน อยู่ที่โต๊ะนั่น”
 
          ฉันเดินไปที่โต๊ะ ใกล้ๆ กันมีเครื่องกดบัตรคิวง่อยๆ อยู่เครื่องหนึ่ง ฉันกดเบาๆ กระดาษคิวก็ไม่ออก ผู้ชายคนเดิมเลยต้องกดให้แรงๆ หลายครั้ง ฉันทำตามที่เขาบอกแล้วไปยืนมั่วๆ กับกลุ่มคนที่มาส่งของ (ไม่เห็นมีใครยืนต่อแถวหรือเข้าคิวนี่นา) สิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างของคนเหล่านี้คือยืนรอเฉยๆ…ไม่มีใครหยิบเอามือถือขึ้นมากดนั่น กดนี่ ส่งนั่น ส่งนี่ หรือเล่นเกม ไม่มีเครื่องมือสื่อสารที่ฉันคุ้นตา ไม่ว่าจะไอโฟน หรือ ไอแพด ที่พอจะเห็นบางคนคุยโทรศัพท์อยู่ก็รุ่นที่ซื้อกันไม่กี่พันบาท “หมายเลข 820 เชิญที่ช่อง 3” นั่นแหละถึงตาฉัน พนักงานรับเอาของไปชั่งแล้วส่งไปตามช่องที่มีลูกกลิ้งกลมๆ เลื่อนของไปโดยใช้มือผลัก แอบผิดหวังเล็กน้อย กะว่าจะได้เห็นสายพานเลื่อนไปเหมือนที่เคยเห็นทั่วไป พนักงานหันมากรอกรายละเอียดต่างๆ ลงไป เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉันแล้วบอกให้รอจ่ายตังค์ ฉันก็ยืนมึนต่อ เพราะไม่มีช่องไหนเขียนว่าจ่ายตังค์ มีเพียงโต๊ะติดกันที่พนักงาน 2 คน กำลังง่วนเขียนอะไรอยู่แล้วคนก็ไปมุงๆ ราวกับรอลุ้นหวย… “อ้าว แล้วกรูจะทำไงต่อเนี่ย?” สักเดี๋ยวผู้ชายแปลกหน้าที่มาทำธุระแบบเดียวกันหน้าโหดๆ เดินตรงเข้ามาหาฉัน “ซวยล่ะกู…ใครฟะ…จะเอาอะไรกะกูเนี่ย” ฉันกอดกระเป๋าไว้แน่นขณะที่เขาก้าวเข้ามา
 
          “รอจ่ายเงินช่องนี้” เขาชี้ไปที่โต๊ะที่มีคนมุงเยอะๆ นั่น (ฉันรู้สึกผิดที่คิดอคติแบบนั้น) ยืนรอนานจนเหงื่อซึม เพราะมันเป็นห้องเปิดโล่งติดกับถนน ทุกคนยืนอยู่บนฟุตบาทแล้วทำธุรกรรมกันไป ในที่สุดเขาก็เรียกเพื่อไปจ่ายเงิน ฉันส่งเงินให้… “ใช่ เจนนิเฟอร์ คิ้ม รึเปล่า” พนักงานที่รับเงินถามขึ้น ฉันพยักหน้าแล้วนางก็หันไปคอนเฟิร์มกับเพื่อนๆ ว่า “เห็นมั้ย? ฉันบอกว่าใช่ตั้งแต่แรกแล้ว” พนักงานพวกนั้นคงงงว่า “อีนี่มาทำอะไรที่นี่? ทำไมไม่ให้คนอื่นมาทำแทน” ฉันปล่อยให้พวกเขาคิดไปตามใจ ส่วนฉันเดินยิ้มกลับไปที่รถ ซึ่งจอดไว้ไม่ไกล… ฉันได้บางอย่างกลับมา
 
          เหล่าบรรดาลูกจ้างที่รับหน้าที่มารับมาส่งของ ยืนกระจัดกระจายหาความเป็นระเบียบไม่ได้ แถมยังต้องรอขั้นตอนการรับส่งที่ใช้เพียงคน “ขน” (ของ) และ คน “เขียน” (บิล) ไม่มีอะไรเป็นเครื่องช่วยระบบคอมพิวเตอร์ ออโตเมติก ดิจิตอล ไม่ต้องหา มีเพียงเครื่องกดบัตรคิวที่ดูจะเป็นหน้าเป็นตาเครื่องนั้นกับเสียงประกาศหมายเลขคิว นอกนั้น บ๊าน…บ้าน แมนนวลสุดๆ แถมยังต้องรอนานกว่าจะเสร็จไปแต่ละรายการ นั่นคือระบบการทำงานแบบแมนนวล ซึ่งซ่อนบางอย่างที่น่าประทับใจไว้ในนั้น คนที่มาทำธุรกรรมเหล่านั้นล้วนอยู่ในระดับเดียวกัน… ใช้แรงงาน ไม่มีการแบ่งระดับชั้นวรรณะใดๆ บางคนขนของหนักๆ พวกที่ยืนรออยู่ก็ช่วย แม้แต่ฉันคนแปลกหน้าที่ไม่เข้าพวก เขาก็ยังเขามีน้ำใจมาช่วยบอก ฉันเห็นความมีน้ำใจผ่านการปฏิสัมพันธ์โดยไม่ห่วงภาพลักษณ์ใดๆ ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมองว่าดีหรือร้าย ไม่มีใครคิดว่า “ไม่ใช่เรื่อง!” หรือเพราะพวกเขาไม่ใช่คนรวย ไม่ใช่คนเมือง เป็นเพียงแค่คนต่างถิ่นที่มาหากินในกรุงเทพฯ ความโอบอ้อมอารีมีน้ำใจที่ฝังรากลึกตั้งแต่เกิดมันยังคงอยู่และพร้อมใช้ในทุกสถานการณ์ ฉันยังคงเชื่อว่าสิ่งดีงามในความเป็นคนนั้นมันอยู่ในตัวของคนทุกคน แต่บางทีพลังแห่งการต่อสู้ดิ้นรน ความอยากมี อยากดีอยากเด่นเกินใครๆ มันทับถมและบดบังความดี ความศรัทธาที่มีต่อมนุษย์ด้วยกัน ไม่ให้มันถูกนำมาใช้ ให้ความสำคัญเฉพาะตัวเอง โดยไม่สนคนอื่น ผู้คนจึงไม่ใส่ใจกันและกันจนกลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ต่างถูกแบ่งแยกด้วยตัวเลขในบัญชีเงินฝาก แหล่งที่อยู่อาศัย รวมถึงสังคมในระดับต่างๆ มันน่าเสียดายสำหรับใครที่เป็นเช่นนั้น เพราะคนเหล่านั้นหมดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับความจริงใจของผู้คนธรรมดาๆ ด้วยว่า …ในความมีระดับนั้น ความธรรมดาอันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ได้ถูกจำกัดและกำจัดออกไปจากคนคนนั้นโดยปริยาย โชคดีที่ฉันไม่มีระดับขนาดนั้น (ตั้งแต่หน้าแล้ว) ฉันจึงสามารถทำสิ่งต่างๆ แบบชาวบ้าน ได้รับรู้และเชื่อมั่นในคุณค่าของคนธรรมดาๆ ด้วยการสัมผัสด้วยใจอย่างตรงไปตรงมา และนั่นคือเหตุผลที่ว่า ในที่ที่คนอย่างฉันไม่ควรอยู่หรือไป แล้ว “อีนี่มาทำอะไรที่นี่?”…บางทีชีวิตแบบแมนนวลมันจริงกว่าแอบอัตโนมัติตรงที่ ;
 
          เมื่อคนรวยใช้เงินคุยกัน
          คนจนกลับใช้ใจคุยกัน…
          เมื่อคนรวยอยู่ในโลกสมมุติ แต่คนจนอยู่ในโลกแห่งความจริง
          และแม้แต่ความตายที่ยุติธรรมที่สุด
          เมื่อคนจนตายเรียกว่า… หมดเวรหมดกรรม
          แต่คนรวยตายกลับเรียกว่า… สิ้นบุญ!
.............................
(หมายเหตุ แมนนวล : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)