บันเทิง

The Lady : ผู้หญิงกล้วยไม้เหล็ก

The Lady : ผู้หญิงกล้วยไม้เหล็ก

18 พ.ค. 2555

The Lady : ผู้หญิงกล้วยไม้เหล็ก : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง [email protected] , twitter.com/dongongart , facebook.com/dongongart

          มนต์วิเศษของภาพยนตร์ช่วยทำให้ผมเข้าใจตลอดช่วงชีวิตของนักสู้เพื่อประชาธิปไตย ออง ซาน ซูจี ด้วยเวลาเพียง 2 ชั่วโมงกว่าเท่านั้น  The Lady เป็นผลงานการกำกับของลุค เบซง  ผู้กำกับชาวฝรั่งเศส เขาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตจริงของหญิงแกร่ง ออง ซาน ซูจี (มิเชล โหย่ว) ผู้นำการต่อต้านรัฐบาลทหารในประเทศพม่า เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย เรื่องเปิดที่วัยเด็กของเธอที่ต้องเสียพ่อไปเนื่องจากผลของการเรียกร้องประชาธิปไตย เธอไปใช้ชีวิตที่อังกฤษและแต่งงานมีดร.ไมเคิล แอริส (เดวิด ธิวลิส) ผู้เป็นสามีที่แสนดีและลูกชายสองคน  ในปี 1988 เธอได้ออกจากอ็อกซ์ฟอร์ดเพื่อกลับมาเยี่ยมมารดาที่ป่วยในพม่า แต่ชะตาชีวิตของนักสู้ทำให้เธอต้องอยู่ที่นั่นนานหลายปี จนต้องเข้าสู่การเป็นนักการเมืองขวัญใจประชาชนด้วยความรักในประชาธิปไตยที่หลั่งอยู่ในสายเลือด  เธอถูกยกย่องว่าเป็น "ผู้นำเพื่ออิสรภาพของประเทศพม่า" ต้องพบอุปสรรคมากมายจากฝ่ายเผด็จการทหาร การกักบริเวณตัวเธอให้อยู่แต่ในบ้านเท่านั้น จนเธอไม่สามารถพบกับสามีและลูกชายทั้งสองที่จำต้องอยู่ที่อังกฤษด้วยผลทางเอกสารวีซ่า จนกระทั่งปี 1999 ความตายมาพรากเธอกับสามีไป  
 
          ผมคงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกตรึงไว้ด้วยการแสดงอันสุดลุ่มลึกของมิเชลโหย่วที่ถ่ายทอดความเป็นออง ซาน ซูจีออกมาจนคิดว่าเธอเป็นออง ซาน  ซูจีตัวจริง  ดูสงบ นิ่ง เยือกเย็น แต่แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น และพลัง  ผมถือว่าเป็นงานแสดงที่สอบผ่านฉลุยอีกครั้งของเธอ
 
          ในดินแดนพม่าภาพแรกที่ปรากฏให้เห็นคือ ภาพป้ายปิดกลางเมืองที่บอกไว้ว่า “จงรักในถิ่นบ้านเกิด” เหมือนมายาที่ตอกย้ำสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงในที่แห่งนั้น แต่สำหรับออง ซาน ซูจี นี่คงเป็นสิ่งที่เป็นแรงผลักให้เธอยังต้องยืนหยัดต่อสู้เพื่อประเทศที่เป็นของแม่ เป็นบ้านเกิดของเธอ  การต่อสู้บนความถูกต้อง การสู้บนความสงบ คือ ตำราพิชัยสงครามที่ออง ซาน ซูจีเลือกใช้ในการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยของชาวพม่า ผมแทบลืมหายใจไปช่วงขณะกับฉากที่ออง ซาน ซูจี เดินผ่านปลายกระบอกมือนับสิบอย่างสงบ  ผมรู้สึกถึงความกล้าและชัยชนะที่สวยงามโดยไม่ต้องแลกด้วยความรุนแรง
      
          อีกตัวละครที่ผมนับถือคือ ดร.ไมเคิล ที่เป็นสามีที่รัก เข้าใจ ตลอดจนเคารพในการตัดสินใจของภรรยาและพร้อมเสมอที่จะอยู่เคียงข้างเมื่ออีกฝ่ายมีภัย แม้รู้ว่าเขาเองไม่สามารถเข้าประเทศพม่าเพื่อไปช่วยเธอได้ แต่ตัวเขาก็พยายามหาเสื้อเกราะกันกระสุนราคาสูงค่าระดับโลกให้กับภรรยา  ด้วยการทำให้คนทั้งโลกมองเห็นในสิ่งที่เธอทำผลักดันให้ออง ซาน ซูจี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จนฝ่ายเผด็จการทหารพม่าไม่กล้าทำอะไรเกินเลยกับออง ซาน ซูจี
      
          มีอยู่ฉากหนึ่งที่แสดงสัญญัติ (sign) สื่อความหมายที่น่าสนใจ  คือฉากที่ดร.ไมเคิล แอริส กำลังนั่งรถเพื่อเดินทางไปสนามบินเพื่อกับอังกฤษ ระหว่างทางเขามองเห็นเจดีย์ชะเวดากอง องค์สุกทองอร่ามยามค่ำคืน ชวนให้เขานึกถึงการปราศรัยต่อหน้าประชาชนพม่าครั้งแรกของออง ซาน ซูจี  เส้นทางการเมืองของเธอเริ่มต้นที่นั่น  แต่อีกความหมายที่ผมรู้สึกได้ นั่นคือ แม้ว่าพม่าจะถือเป็นถิ่นเมืองพุทธเช่นกัน ต่อให้เจดีย์จะตั้งเป็นสง่าเพื่อให้คนเราตระหนักถึงความดีชั่วไว้เพียงไร แต่หากเราไม่ใส่ใจ หรือทำเป็นมองไม่เห็นมันก็คงไม่มีประโยชน์อันใด แม้ว่ามันจะวางไว้ใกล้เราเพียงปลายขนตาก็ตาม
         
          หลายคนคงไม่อยากยุ่งกับการเมือง แต่ขอให้เชื่อเถอะว่าการเมืองก็จะเข้ามายุ่งกับเราเอง  เพราะการเมืองมีอยู่ในทุกสังคมรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในบ้าน  ที่ทำงาน  ในโรงเรียน  ขึ้นอยู่กับว่าหน้าตาและอำนาจของการเมืองในแต่ละแห่งจะออกมาในรูปแบบไหน  อย่างน้อยที่สุดขอให้เป็นการเมืองที่ตั้งอยู่บนความพอดี และอย่าให้พวกเราต้องเขียนประโยคนี้บนแผ่นดินของไทย... “โปรดใช้อิสรภาพของคุณ  สนับสนุนอิสรภาพของเรา”
.............................
(หมายเหตุ The Lady : ผู้หญิงกล้วยไม้เหล็ก : คอลัมน์ มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง  [email protected] , twitter.com/dongongart , facebook.com/dongongart)