บันเทิง

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 2

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 2

17 พ.ค. 2555

โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 2 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน

          เกือบ 24 ปีเเล้วที่ผมใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านย่านหนองแขม ความจริงแล้ว ผมอพยพย้ายไปย้ายมาตามคุณพ่อของผมนั้นเองเเหละครับ ก็คือท่านไปไหนผมก็จะตามไปทุกเเห่งหน พร้อมด้วยลูกศิษย์ของท่านบางคนที่ยังอยู่ในบ้านก็จะอพยพตามติดกันมาตั่งเเต่สมัยปีพ.ศ. 2514 มาปักหลักอยู่ที่ซอยลือชา อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 10 ปีผ่านไป พ.ศ. 2524 ก็ต้องย้ายสำนักปี่พาทย์มาอยู่ในสวนจำปาใกล้ๆ กับวัดราษฎร์บำรุงย่านหนองเเขม ตรงนี้เป็นทำเลที่ดี คือห่างไกลกับชาวบ้าน สามารถฝึกซ้อมเพลงได้ดึกๆ ดื่นๆ ในยามค่ำคืนโดยไม่ต้องเกรงใจใครตัดปัญหาจากที่เป็นอยู่ในซอยลือชาที่ซ้อมเพลงตอนกลางคืนแล้วจะโดนปาหลังคาบ้าน แต่พออยู่ได้ 8 ปีก็ต้องออกจากสวนจำปาข้ามคลองภาษีเจริญมาไม่ไกลกันนัก มาอยู่ที่ซอยหมวกน้อยอุทิศ เขตหนองแขมเหมือนเดิมก็ตั้งแต่ต้นปีพ.ศ. 2532 จนถึงปัจจุบันนี้ จนกระทั่งคุณพ่อเสียชีวิตไปเมื่อปลายปีพ.ศ.2536 ผมเองก็ต้องดูแลรับภาระเลี้ยงดูลูกศิษย์ชองคุณพ่อที่อพยพมาจากสวนจำปา ตามด้วยลูกศิษย์ใหม่ที่มาฝากตัวตามกันๆ มาอีกหลาย 10 คน ลูกศิษย์คุณพ่อบางคนออกไปเเล้วก็กลับมาเอาหลานมาฝากให้เป็นลูกศิษย์ของผม แต่ที่ดูแล้วคลาสสิกและหาได้ยากยิ่งมากที่สุดก็คือการเป็นลูกศิษย์จากรุ่นสู่รุ่น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อลูกศิษย์คุณพ่อผมที่อยู่มารุ่นไล่ๆ กับผมนั้นได้แยกย้ายกันออกไปมีครอบครัวพออีกสิบกว่าปีก็ส่งลูกชายของเขามาอยู่ที่บ้าน ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ผม และถึงตอนนี้รวมเเล้วก็ 4 คู่พ่อลูก นี่เเหละครับคือการอยู่ในบ้านปี่พาทย์ที่ในสมัยโบราณก็จะเป็นแบบที่บ้านของผม สมัยก่อนนี้จะมีบ้านที่เลี้ยงดูลูกศิษย์แบบพ่อกับลูกกินอยู่กันในบ้านอยู่หลายสำนัก แต่พอถึงในยุคที่ผมเริ่มเติบโตขึ้นมาเท่าที่ผมได้รู้ได้เห็นนั้นก็จะมีบ้านของครูสกล เเก้วเพ็ญกาศ ที่อยู่แถวย่านบางใหญ่ นนทบุรี ที่เลี้ยงดูลูกศิษย์เป็นสำนักกินอยู่ในบ้านมากมายหลายสิบคน เเละอีกหนึ่งสำนักก็คือครูโม ปลื้มปรีชา ใกล้ๆ วัดบางเสาธง ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์ ส่วนที่อื่นนั้นส่วนใหญ่ก็จะเป็นในลักษณะที่มาเรียนวิชาแล้วก็จะกลับไปพอครูมีงานก็จะมาช่วยครูอะไรแบบนี้
 
          หลังจากที่ครูสกล แก้วเพ็ญกาศ เสียชีวิตลูกศิษย์ของท่านที่มีฝีมือเก่งกาจมากมายก็กระจัดกระจายเเยกย้ายกันไปประกอบวิชาชีพดนตรีไทยต่างๆ กันไปเเละเนื่องจากท่านไม่มีทายาทสืบทอดเครื่องดนตรีปี่พาทย์มากมายของครูสกลก็ถูกขายให้ไปกับสถาบันต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สำนักปี่พาทย์ได้หายไปอีกหนึ่งสำนัก ส่วนทางสำนักปี่พาทย์โตสง่าของคุณพ่อผมนั้นหลังจากที่ท่านได้เสียชีวิตไปก็ยังมีตัวผมเองนี่เเหละที่พยายามทำทุกอย่างให้สถานะของคำว่าบ้านปี่พาทย์ของศิษย์สุพจน์ โตสง่า นั้นมีการดำรงค์ชีวิตต่อไปเหมือนเดิมและแบบเดิม แม้ว่าการกินอยู่และการปกครองสมัยนี้นั้นจะลำบากยากยิ่งมากกว่าสมัยของคุณพ่อผมหลายเท่าตัวนั้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของโลกเราที่ว่าด้วยเรื่องของเศรษฐกิจฝืดเคืองข้าวยากหมากแพงกว่า เดิมมันจึงทำให้คนทั่วไปเริ่มที่จะไม่ค่อยมีสตางค์หาดนตรีปี่พาทย์ไปแสดงตามงานต่างๆ ดังนั้นแล้วรายได้ที่เคยนำมาเข้ากงสีแบบสมัยก่อนนั้นมันจึงไม่ค่อยมีเข้ามาจุนเจือ
 
          ถ้าเราย้อนเวลาไปเกือบๆ 20 ปี ในช่วงนั้นศิลปินตลกกำลังอยู่ในยุคที่เฟื่องฟูจากการทำ VDO ตลกขายและเช่าตามร้าน VDO ที่สำคัญที่สุดก็ คืองานเเสดงตามคาเฟ่ที่ทำให้คณะตลกนั้นมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ พอมาถึงในยุคปัจจุบันนี้เราจะเห็นได้ว่าศิลปินตลกไม่มีงานแสดงตามคาเฟ่เหมือนยุคนั้นเเล้วเนื่องจากคาเฟ่ใหญ่ๆ ได้ปิดตัวลงในบางแห่งที่ยังอยู่ก็เปลี่ยนรูปแบบการแสดงเป็นอย่างอื่นส่วน VDO ก็หมดยุคไปโดยปริยายเนื่องจากโดนแผ่น VCD และ DVD มาเบียดบังความนิยมจึงทำให้บรรดาคณะตลกต่างๆ จึงมีงานแสดงน้อยลงไปกว่าเดิม ดังนั้นแล้วมันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่วงปี่พาทย์ตามงานวัดจะหมดความนิยมและมีงานน้อยลง ไปพร้อมๆ กับตลกคาเฟ่ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มันก็เกิดจากการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาของโลกเราที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป
 
          ศิลปินตลกนั้นโชคดีที่ส่วนใหญ่จะมีรายการทีวีมารองรับจึงทำให้มีที่ทำมาหากินกันไปอย่างร่ำรวย  แต่ว่าเหล่าบรรดานักดนตรีปี่พาทย์ทั้งหลายแหล่นั้นไม่ได้มีรายการทีวีมารองรับเหมือนอย่างศิลปินตลก เเต่นักดนตรีไทยก็โชคดีกว่าคณะตลกตรงที่สถาบันการศึกษาทั่วประเทศได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาดนตรีไทยในระดับอุดมศึกษากันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวและนักดนตรีไทยในยุคใหม่นี้ก็จะสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีและก็เริ่มมีปริญญาโทและเอกกันแล้ว นักดนตรีไทยยุคนี้ส่วนใหญ่ก็จะผันตัวเองไปเป็นครูอาจารย์สอนดนตรีไทยตามสถาบันต่างๆ หรือไม่ก็ไปเป็นนักดนตรีประจำอยู่ตามกองดุริยางค์ต่างๆ หรือที่เป็นหน่วยงานของราชการอย่างกรมศิลปากรหรือกรุงเทพมหานครและถ้าลองคิดกันเล่นๆ ว่าอีกต่อไปประมาณ10 ปีอัตราตำแหน่งของครูหรือกองดุริยางค์ต่างๆ ก็คงต้องเต็มไม่สามารถเปิดรับได้ เหล่านักดนตรีไทยที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาที่มีมากขึ้นทุกปีก็ต้องตกงานตามๆ กันไปและถึงเวลานั้นแล้วจะกลับมาหากินตามงานวัดเหมือนสมัยก่อนมันก็คงจะเป็นไปได้ยากเพราะเอาแค่ในปัจจุบันนี้หัวหน้าคณะปี่พาทย์หรือแต่ก่อนที่นิยมเรียกกันว่า โต้โผปี่พาทย์ มันก็เริ่มจะหายกันไปจนเกือบจะหมดแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วตัวผมเองนั้นก็สามารถพูดได้เต็มปากเลยว่า ตัวผมนี่แหละคือ โต้โผปี่พาทย์ ที่ยังคงสภาพเหลืออยู่ในยุคปัจจุบันนี้และก็ยังคงรับงานแสดงปี่พาทย์อยู่เหมือนเดิมถึงมันจะมีอยู่เพียงน้อยนิดกระจิ๊บกระจ๊อย และตัวผมเองก็จะออกไปทำการแสดงในบางงานตาม แต่ราคาว่าจ้างที่เหมาะสม ทั้งนี้ก็เพื่อให้คำว่า สำนักปี่พาทย์ และ โต้โผปี่พาทย์ นั้นยังคงอยู่เอาไว้มิให้หมดไปกับในยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนแปลง ในอนาคตผมเองอาจจะได้ชื่อว่า โต้โผคนสุดท้าย ของคณะปีพาทย์ก็เป็นไปได้ แต่โดยความจริงแล้วคนทั่วไปเขาจะมองว่าผมคือ ขุนอิน นักระนาดเอกที่มีชื่อเสียงคนรู้จักกันทั่วประเทศไม่ใช่โต้โผปี่พาทย์ตามงานวัด  แต่หลายคนก็จะรู้ดีว่าที่บ้านผมนั้นเป็นสำนักปี่พาทย์หรือบ้านดนตรีไทย ที่มีรายการทีวีและเคเบิลทีวีต่างๆ เข้ามาถ่ายทำที่สำนักหรือที่บ้านของผมมากกว่า 40 รายการและผมเชื่อว่าคงไม่มีสำนักไหนหรือบ้านของใครจะมีรายการทีวีต่างๆ เข้ามาถ่ายทำมากมายอย่างที่สำนักหรือบ้านของผม ซึ่งตอนนี่ก็กำลังอยู่ในระหว่างการถ่ายทำรายการ กบนอกกะลา ในวันที่ 25 เดือนนี้ลองติดตามชมกันได้ทางช่อง 9 ท่านผู้อ่านจะได้รู้ถึงการใช้ชีวิตของบ้านปี่พาทย์ แต่เอาเข้าจริงแล้วรายได้หลักของผมที่หล่อเลี้ยงสำนักปี่พาทย์ของผมนั้นมันไม่ได้อยู่ที่วงปี่พาทย์แบบสมัยก่อนแล้วและมันก็ไม่ใช่รายการทีวีต่างๆ ที่เข้ามาถ่ายทำในบ้านของผม แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงของผมที่ก้าวทันยุคของโลกสมัยใหม่ แต่จะเป็นอะไรเอาไว้ฉบับหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ครับ
.............................
(หมายเหตุ โลกเปลี่ยนไป ดนตรีไทยก็เปลี่ยนแปลง 2 : คอลัมน์ โลกใบนี้ดนตรีไทย โดย... ขุนอิน)