
ห่วง
ห่วง : เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“ถ้าเสียรักไป ฉันจะอยู่ยังไง เสียเธอ… ฉันจะเป็นยังไง เมื่อเธอ เธอคือลมหายใจ เธอคือความหมาย ถ้าเสียรักไป ฉันจะทนไม่ไหว เสียเธอ ฉันจะยอมไม่ได้ ไม่มีทางให้เธอจากไปจากฉัน ต่อให้ดีและร้ายอย่างไร ฉันต้องทำ” (เพลง เสียรักไม่ได้ จากละครเรื่อง บ่วง)
ในละครเรื่อง “บ่วง” (ช่อง 3) เพลงนี้ถูกตีความหมายไว้ 2 ทาง คือ ความรักระหว่าง ชาย-หญิง และความรักของแม่ที่มีต่อลูก คุณหญิงอบเชยไม่ยอมไปเกิด กลายเป็นผีเฝ้าบ้านเพื่อคอยปกป้องคุ้มครองลูกสาว “รัมภา” หรือ “คุณชื่นกลิ่น” ในชาติที่แล้ว จากผีอีแพงที่คอยแย่งผัวอยู่ร่ำไปทุกชาติภพ (หล่อขนาด โฬม พัชฏะ เป็นฉัน ฉันก็จะแย่ง แต่คงต้องกลายเป็นผีก่อนนะ เพราะหากยังมีชีวิตอยู่ต่อให้ใช้คุณไสยก็เกรงว่าคุณหลวงจะเซย์โน) ในเรื่องนี้ฉันสงสารตัวละคร 2 ตัว คือ คุณหญิงอบเชย ที่ “ห่วง” ลูกสาว กับผีอีแพง ที่ติดบ่วงรักบ่วงแค้น ทั้งคู่มีสิ่งที่เหมือนกันคือ “การยึดติด” ในทางพุทธศาสนาสอนว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” และ “การยึดติด คือ ทุกข์ที่หนักกว่ากรรมใดๆ” การยึดติดในความรัก โลภ โกรธ หลง เราเรียกว่า “ติดบ่วง” แต่สำหรับความรักของพ่อแม่ เราแทนคำนั้นด้วยพยางค์เดียว “ห่วง” เป็นการรวมเอาความรัก ความห่วงใย และความกังวลใจเข้าไว้ด้วยกัน โดยมิอาจจะปล่อยวางได้…
อั่ม… ก่อนจะเป็นสาระขอนอกเรื่องนิดนึงนะ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่า ผีอีแพงเนี่ยมันรักคุณหลวงภักดีบทมาลย์ ขนาดอยู่รอมาเป็นชาติๆ รอให้คุณหลวงรูปหล่อกลับชาติมาเกิด แล้วเหตุใดมันจึงไม่เข้าสิงอีเดือน เจ้าของตลาดซึ่งชาติที่แล้วเป็นเพื่อนมัน แต่กลับนั่งอยู่บนขื่อ ดูเพื่อนเอา เอ๊ย! ได้เสียกับผัวตัวเองอยู่ได้ นังนี่มันผีโรคจิตชัดๆ
กลับมาที่ “ห่วง” ที่แม่มีต่อลูก บางทีนะฉันก็รู้สึกขอบคุณหนังหน้าและวาสนาของตัวเองที่ไม่มีปัญญามีผัวเป็นตัวตนและมีลูกมาเป็นตัวๆ คงจะปวดหัวน่าดู ลำพังแค่หาคู่ก็ยากแค้นแสนเข็ญ ขนาดไม่ได้ต้องการคนเก่ง คนดีเลอเลิศอะไรนักหนา แค่คนหน้าตาดี ด้วยถือคติแบบสาวคิดการณ์ไกลสมัยนี้ว่า “ไม่ได้ชอบคนหล่อ แต่อยากให้ลูกออกมาหน้าตาดี” แค่เนียะ! อือ … ผู้ชายเขาก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน เลยเจ๊ากันไป ไม่ได้ไม่เสีย! หาไม่แล้วคงมีลูกออกมาหน้าตาแย่ ไอ้แบบนั้นมันไม่เท่าไหร่ เพราะบินไปทุบหน้าที่เกาหลีได้ แต่ถ้าเลี้ยงลูกออกมาแล้ว มันไม่ได้ดี นี่สิเจ็บปวดยิ่งกว่า ได้ดีในที่นี้หมายถึง เลี้ยงตัวเองให้รอดก็พอ ขอแค่นี้สมัยนี้ยังลำบากเลย เด็กบางคนกว่าจะเรียนจบ พ่อแม่แทบจะกราบแล้วกราบอีก ยิ่งการวางแผนการเรียนให้ลูกนั้นยุ่งยากซับซ้อนจนเลือดตาแทบกระเด็น ด้วยค่านิยมที่ว่าเข้าเรียนโรงเรียนดีๆ ได้ ก็เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ได้ จบมาก็มีโอกาสได้งานดีๆ เติบใหญ่ไปเป็นเจ้าคนนายคน ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อแม่ เช่นนี้แล้วพ่อแม่ส่วนใหญ่จึงทุ่มเททั้งกำลังเส้น (สาย) และกำลังทรัพย์ (สิน) เพื่อเป็นใบผ่านทางให้ลูกมีเก้าอี้สักตัวนั่งในชั้นเรียนของโรงเรียนชื่อดังต่างๆ ทั้งสาธิตและเครือคาทอลิก
“นี่อีเจ๊ปุ๋ม เพื่อนน้อง มันไม่ได้กินไม่ได้นอนจนตาโบ๋ เพราะลุ้นให้ลูกเข้าเรียน ม.1” คุณน้องปอม เจ้าของร้านคิทเช่นแอนด์มอร์ (Kitchen & More) วิลล่าอารีย์ แนะนำเพื่อนสนิทให้ฉันรู้จัก … อือ นางเป็นคุณแม่ตัวกะเปี๊ยกที่ดูโทรมราวกับไปไถนาแทนพระโคในงานพิธีแรกนาขวัญ 3 วัน 3 คืน ยังไงยังงั้น
“อาทิตย์หน้าก็เปิดเทอมแล้ว ยังหาโรงเรียนให้ลูกไม่ได้เลยพี่ โรงเรียนที่จะเข้าก็เกิดพลิกล็อก เข้าไม่ได้ซะงั้นทั้งๆ ที่จองไว้นานแล้ว พอดีมีพี่คนหนึ่งเขาจะฝากกับบราเดอร์อีกที่ให้ แป๊ะเจี๊ยะ 200,000 จะให้ทำอะไรหนูยอมทำทุกอย่างเลยพี่ วันนี้หนูเพิ่งไปโรงเรียนนั้นมา มีผู้ปกครองนักเรียนกับลูก 2 คนนั่งข้างๆ หนู เขาดูไม่ค่อยสบายมีหน้ากากสีขาวปิดปาก มีผ้าคลุมหัว รู้ทีหลังว่าเขาป่วยเป็นมะเร็งเต้านม นั่งทำท่าจะร้องไห้เพราะกลัวลูกไม่มีที่จะเรียน เราเห็นแล้วก็สงสาร หัวอกแม่ด้วยกัน… ”
เล่ามาถึงตรงนี้ นางก็ป้ายน้ำตา ทำให้ฉันดราม่าไปด้วยอีกคน ฉันเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเวลาที่จะเอาลูกเต้าไปฝากเรียน นอกจากจะมีเงินแล้วยังต้องมีเส้น มีคนฝากให้อีก สมัยที่ณัฐ หลานชายฉัน (ตอนนี้อายุ 26 ปีแล้ว) กำลังจะเข้า ม.ปลาย ฉันขอร้องผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เคยรับปากว่าจะช่วย พอเอาเข้าจริงกลับไม่ช่วย (จำไว้เลยมึง!) ร้องไห้ไป 2-3 วัน ไอ้ที่กลัวจะไม่ได้โรงเรียนดีๆ นั้นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่สำคัญก็คือ ฉันเสียใจที่ไม่มีใครช่วยเมื่อถึงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างที่สุด เพราะนั่นหมายถึงอนาคตของหลานทั้งคน จนในที่สุดพี่นักดนตรีในวงที่ฉันร้องซึ่งเป็นหัวหน้าภาคดนตรีของโรงเรียนหนึ่งเขาฝากให้ ฉันเสียแป๊ะเจี๊ยะแสนเดียว ครั้งนั้นฉันก็ได้เรียนรู้ว่า ตน และ เงิน แลเป็นที่พึ่งแห่งตน ถ้าพ่อแม่พอจะมีเงินแป๊ะเจี๊ยะหลักแสนก็พอที่จะมีสิทธิ์ลุ้นโรงเรียนชื่อดัง บางโรงเรียนตังค์ไม่เอา ขอเป็นรถตู้ยี่ห้อโฟล์คสวาเกนแลกกับเก้าอี้ให้ลูก 1 ตัว ดูไม่น่าเกลียดเท่าไหร่เพราะไม่ได้อยู่ในรูปของเงิน แต่มูลค่ารถ 3-4 ล้านบาท พ่อแม่รวยๆ ก็สู้ตาย… มองไปไกลๆ โรงเรียนไหนก็ได้ ไม่ต้องมีชื่อ พ่อแม่ยังต้องเอารถไปแลกเงิน (คาร์ฟอร์แคช) เอาของมีค่าไปตึ๊งโรงรับจำนำเพื่อให้ลูกได้ร่ำได้เรียน ถ้าลูกตั้งใจเรียนก็ดีไป คุ้มกับเงินที่พ่อแม่ต้องเสียไป แต่เด็กอีกมากมายก็มิได้นำพา ติดเพื่อน ติดแฟน หนีเรียน หนีไปอยู่ด้วยกัน มีลูกตั้งแต่ยังเด็ก ไม่ชวนกันไปทำแท้ง ก็ทิ้งลูกไว้ให้พ่อแม่เลี้ยง บางคนเรียนจนจบมีงานทำ บางคนจบแล้วก็ยังเกาะพ่อแม่กิน แค่ฟังก็ปวดปีกมดลูกข้างซ้ายแล้ว การมีลูกสมัยนี้ไม่ต้องหวังที่จะพึ่งพา แค่ให้ลูกพึ่งตัวเองให้ได้ก็เพียงพอแล้ว ความรู้คือสิ่งที่พ่อแม่ต้องการให้ลูกมีเพื่อจะเลี้ยงดูตัวเองในภายภาคหน้า แต่ระหว่างเรียนเด็กๆ ในยุคดิจิตอลนี้ก็ต้องการมากกว่าแค่อุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น พวกเขาต้องการ ไอ ทั้งหลาย ทั้ง ไอโฟน ไอแพด ไอพอด สารพัด ด้วยเหตุผลที่ว่า “ใครๆ เขาก็มีกัน” เด็กต่างจังหวัดบางคนยังต้องการมอเตอร์ไซค์ขี่ไปเรียนอีก พ่อแม่ทำไร่ทำนา รับจ้างสายตัวแทบขาดก็ต้องหามาประเคนลูกก่อนที่จะชักดิ้นชักงอตายเสียก่อน คุณปอมเพื่อนฉันให้เหตุผลเรื่องนี้ว่า
“น้องอ่านในหนังสือเขาบอกว่าเด็กสมัยนี้เป็นเด็ก มี แอนด์ มาย (Me & My) คือ เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง มีแค่ตัวฉันและของฉัน เขาจะไม่สนใจสิ่งที่พ่อแม่สอน และไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคำว่า ครอบครัว เหมือนรุ่นเราอีกแล้ว”
ฟังคุณปอมพูดแล้วบาดไปถึงมดลูก ดีแล้วที่มดลูกของฉันไม่ได้เป็นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ลูก” เพราะไม่รู้จะรับมือยังไงกับเด็กสมัยนี้ เด็กดีๆ ก็มีไม่น้อย แต่เด็ก “เวร” นี่มันเยอะเหลือเกิน แต่ถึงอย่างไรไม่ว่า เด็กดี หรือ เด็กเวร ขึ้นชื่อว่าเป็น “ลูก” พ่อแม่ก็ยังต้อง “ห่วง” ไปตลอดชีวิต ถึงตรงนี้ฉันยกมือไหว้ท่วมหัวที่ไม่มีผัว (เลยไม่ต้องมีลูก) ส่วนคุณปอมเพื่อนฉันบอกว่า… โชคดีที่เป็นตุ๊ด!
.............................
(หมายเหตุ ห่วง : เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



