บันเทิง

จาก'กลางน้ำ'สู่'ดาดฟ้า'แล้วเทศกาลหนังจะไปไหนต่อ?

จาก'กลางน้ำ'สู่'ดาดฟ้า'แล้วเทศกาลหนังจะไปไหนต่อ?

11 พ.ค. 2555

จาก'กลางน้ำ'สู่'ดาดฟ้า'แล้วเทศกาลหนังจะไปไหนต่อ? : โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร [email protected]

          หลังจาก “เรตติ้งตก” รุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จู่ๆ “หนังกลางแปลง” ก็กลายมาเป็นอีเวนท์ในบ้านเราเมื่อปีที่ผ่านมาอย่าง “น่าสงสัย”
 
          อย่างน้อยก็น่าสงสัยว่า มันจะมาอารมณ์เดียวแบบปั่นจักรยาน แบบนั่งรถไฟ ที่กลายเป็นเทรนด์กำลังพัดแรงแบบตอนนี้ไหม หรือว่าจะมาแค่ขายคู่กับมาร์เก็ตติ้ง “ตีหัวเข้าบ้าน” ที่มีเลศนัยเกี่ยวกับสินค้า
 
          เหมือนวัฒนธรรมพื้นบ้านหลายๆ อย่างนะครับ หนังกลางแปลงมีจุดเด่นที่การขายบรรยากาศ มากกว่าค้าโครงเรื่อง คนที่ไปเที่ยวงานหนังกลางแปลง ก็ไม่ได้ซีเรียสสนใจว่า พวกเขาจะได้ดูหนังที่อยากดูหรือไม่ หรือจะดูภาพยนตร์แล้วสนุกสนานแค่ไหน
  
          เพราะลูกค้าของหนังกลางแปลง ไปดื่มด่ำบรรยากาศ ไปหาแง่มุมอะไรเกี่ยวกับการถวิลหาอดีต(nostalgia) มากกว่าจะสนใจดูหนัง หรือใครแสดง ใครกำกับ
 
          ด้วยมุมคิดแบบนี้ ผมถึงสงสัยแกมดีใจว่า ทำไมระหว่างปี 2010-2011 หนังกลางแปลงถึงดีดตัวอย่างรุนแรง และกลายเป็นกิจกรรมกระจายตัว มีฉายอยู่ทั่วไป ตั้งแต่พัทยา รังสิต และเจริญกรุง ตั้งแต่ลานบริษัท ลานห้างไปจนถึงลานริมน้ำของโรงแรมหรู
 
          ล่วงเลยถึงปี 2012 มีสัญญาณบางอย่างว่า “หนังกลางแปลง” เดินทางต่ออีกก้าวหนึ่ง คือแทนที่จะนั่งดูกับพื้น กับเสื่อ กับดิน กิจกรรมอันนี้ โดดไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ เช่นเทศกาลหนังกลางแปลง “กลางน้ำ” ที่ทะเลพังงา มาจนถึงเทศกาลหนังกลางแปลงที่จัดโดยเกอเธ่ที่ “ดาดฟ้า” ของโรงแรมแห่งหนึ่งในพัทยา
 
          นี่ยังไม่นับข่าวที่บอกว่า จะมีการจัดหนังกลางแปลงบนเรือ ที่ล่องไปเรื่อยๆ เพราะเคยมีองค์กรหน่วยงานลองจัด แล้วปรากฏว่ามันเวิร์ก มันไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะทำไมจู่ๆ เทศกาลหนังกลางแปลง ถึงต้องเกิดอาการสวิง เกิดอาการลอยตัว ไปพึ่งพาการขายด้วยโลเกชั่นแปลกๆ หรือนัยหนึ่ง ตัวของมันเองขายไม่ได้ ต้องไปอาศัยรูปแบบการฉาย บนดาดฟ้า กลางน้ำ และบนเรือ
 
          ผมรู้สึกว่าคนดูหนังยุคใหม่ ให้ความสำคัญกับโลเกชั่นมาก พูดง่ายๆ คือ บริบทบรรยากาศหรือสถานที่ดู สำคัญกว่าตัวหนังเอง ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะว่าไม่นานมานี้ นิตยสารที่ทรงคุณค่าเล่มหนึ่งอย่าง monocle ก็เคยลงสกู๊ปการฉายหนังกลางแปลง ที่ตั้งอยู่ตามสถานที่เที่ยวต่างๆ และปีนี้ มันมาบูมที่บ้านเรา โดยเฉพาะการขายให้นักท่องเที่ยว
 
          บางคนอาจจะต่อว่า ทำนองที่ว่า ทำไมคนดูหนังไม่สนใจภาพยนตร์ ไปให้ความสำคัญกับเรื่องของสถานที่ โลเกชั่น ว่าต้องแปลกๆ ไปดูบนท้องฟ้าบ้าง ไปลอยอยู่กลางน้ำบ้าง แต่ผมเห็นแย้งว่า เราไม่ควรซีเรียสฟันธงว่า หนังนั้นควรจะดูที่ไหน
 
          เพราะที่สุดแล้ว หนังกลางแปลง จะดูในห้องประชุมมหาวิทยาลัย หรือจะชมกลางลานห้าง รวมไปถึงริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถ้ามันไม่เวิร์ก กิจกรรมเหล่านั้น ก็จะย้อนกลับมาตอบคำถามของตัวมันเอง
และผม

          ก็ไม่เชื่อว่า เอาเข้าจริงๆ หนังกลางแปลงที่ต้องฉายบนเรือนานๆ มันจะสนุกตรงไหน เพราะมันมีเงื่อนไขหลายอย่าง
แต่ข้อเขียนใน “คม ชัด ลึก” วันนี้ ก็เหมือนสัปดาห์ที่แล้วที่ว่า ต้องการจุดประเด็นใหม่ๆ ให้มองไปยังกิจกรรมแปลกๆ ศุกร์ที่แล้ว ผมเสนอเรื่องเราน่าจะมีเทศกาลหนังของคนต่างชาติ ที่หลายชาติมาอยู่ในบ้านเรา (ซึ่งมีตั้งแต่ชาติดีๆ เป็นมิตร ไปจนถึงชาติหมา)
 
          มาถึงศุกร์นี้ เลยอยากขออนุญาต เปิดแง่มุมเกี่ยวกับวัฒนธรรมคลาสสิกอย่าง “เทศกาลหนังกลางแปลง” เพราะการที่มันไปอยู่ดาดฟ้าเอย กลางน้ำเอย บนเรือเอย นั้น มันต้องไม่ใช่เรื่องราวที่เล่ามาอย่างปรกติ แต่มันน่าจะมีอะไรให้เราได้ตีความสิ่งที่เกิดขึ้น
และมันคงจะดี ถ้าหน่วยงานหรือการตลาดของบ้านเรา จะลองเข้าไปจัดกิจกรรมแบบนี้ แบบเป็นเรื่องเป็นราว คิดใหม่ทำใหม่ ที่ไม่ใช่รวบธีมหนัง แล้วหาสปอนเซอร์มาจ่าย เพราะแค่นั้น ใครๆ ก็คิดได้ ทำไปแล้ว และเจ๊งไปแล้ว
 
          และถ้าหน่วยงานไหนจะทำจริงๆ มันสมองที่มีรอยหยักน้อยๆ ของผม ขอเสนอ “เทศกาลหนังกลางแปลงริมทะเล” ที่หัวหิน เอาแบบหลายจอ ไม่ใช่จอเดียว แต่อาจจะจัดยาวๆ บนหาดทราย
  
          และถ้าจะจัดแล้ว ก็ต้องทำใจ
 
          อย่าไปบ่นว่า คนหนุ่มสาวมานั่งกินเบียร์ ไม่ยอมดูหนัง
 
          เพราะเอาเข้าจริงๆ สปอนเซอร์งานทำนองนี้ ก็มักจะเป็นเบียร์ แล้วเบียร์กับหนัง คนรักและริมทะเล มันไม่เข้ากันอีตรงไหน จริงไหม?
.............................
(หมายเหตุ จาก'กลางน้ำ'สู่'ดาดฟ้า'แล้วเทศกาลหนังจะไปไหนต่อ? : โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร [email protected])