บันเทิง

บ้านๆ (II)

บ้านๆ (II)

07 พ.ค. 2555

บ้านๆ (II) : เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          แม้ฉันจะอยู่บนคอนโดชั้นสูงๆ แต่วิถีชีวิตของฉันมันช่างสวนทางกัน ฉันควรจะแต่งตัวดีๆ ถือกระเป๋าแบรนด์เนมใบละหลายแสน สวมรองเท้าส้นสูง 4 นิ้วขึ้น อ้อ! อย่าลืมสวมแว่นตาดำอันโตๆ จะได้ดูเป็นซัมบอดี้ (Somebody) ไปเดินเช็กอินแอทห้างหรูๆ กินข้าวร้านแพงๆ เก๋ๆ ใช้เครดิตการ์ดระดับวิสดอมรูดปรี๊ด เห็นอะไรที่ชอบก็ชี้ห่อเอากลับมากองทิ้งไว้ในห้องแต่งตัว ไปไหนมาไหนมีลูกต้องเดินตามคอยรักษาภาพลักษณ์ให้ ทำอย่างนั้นได้ก็ตัวปลอมแล้วล่ะ …

          เอาตัวจริงดีกว่า เวลาที่ไม่ต้องร้องเพลงแลกเงิน ฉันจะไม่แต่งหน้า (ศพ) เพราะขี้เกียจ ตื่นมาอาบน้ำแปรงฟันได้ก็บุญแล้ว จะให้มานั่งติดขนตา รองพื้นอยู่ชั่วโมงกว่าๆ ถึงจะออกจากบ้านได้ ฉันคงจะเป็นซุปตาร์ไปแล้ว มันช่างห่างไกลเหลือเกิน ตื่นมาฉันก็แค่ชำระล้างร่างกายทั้งส่วนซ่อนเร้นและเปิดเผย เช็ดตัวให้แห้งแล้วสวมเสื้อผ้ากันอุดจาดอันมีแค่เสื้อกับกางเกงยีน และรองเท้าแตะ หิ้วกระเป๋าผ้าหรือหนังใบโตๆ ที่ใส่ของหนีตามผู้ชายได้สัก 2-3 วัน เอาแค่นั้นแหละออกจากบ้านแล้วเดินเข้าตลาด หรือเข้าบ้านแม่ไปอยู่กับครอบครัว บางทีไปหาของกินบำรุงชั้นไขมันกับลูกน้องทั้ง 2 (นุชนาฎและสีเกด) ดูซิว่าใครจะไขมันจุกอกตายก่อนกัน คงจะเป็นนังนุชเพราะตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว ฉันควรจะไล่มันออกตั้งแต่รู้ว่ามันผ่าตัดถุงน้ำดีเพราะความดีก็ไม่ค่อยจะมี ถุงเก็บน้ำดียังไม่มีอีก ช่างเถอะ! ที่คบกันได้เพราะร้ายเหมือนกัน ไม่ได้อาศัยความดีที่ไหนนี่ …

          ฉันได้วิถีชีวิตแบบบ้านๆ มาจากแม่ เพราะแม่เป็นคนบ้านนอก ยายกับตาเลี้ยงไหม ทอผ้าไหมและเลี้ยงควายเพื่อไถนา ฉันเห็นสิ่งเหล่านั้นมาตั้งแต่ตัวจ้อย ทุกปีแม่จะพากลับไปเยี่ยมตายายที่ต่างจังหวัด แต่พอตายายเสียไป ก็ไม่ได้ไปอีกเลย กระนั้นแม่ของฉันก็ยังคงดำรงชีวิตในแบบคนบ้านนอกเหมือนที่เป็นมา

          “น้าสุก” ที่เป็นเหมือนแม่อีกคนของฉัน อยู่กับพวกเรามาจนเป็นสาวแก่ คอยเป็นนางหนอง (สนองพระโอษฐ์) แม่ของฉัน ทุกครั้งที่นางดำริจะกินนั่นกินนี่ อะไรที่ออกแนวคันทรี่ (บ้านนอก) ยิ่งมีน้องสะใภ้ตัวจ้อยของฉันมาร่วมวงด้วยแล้ว เวรี่บ้านน้อก บ้านนอก ไม่ว่าในครัวจะทำทั้งอาหารจีน ไทย ฝรั่ง แต่แม่ก็จะสั่งกินแต่อาหารอีสานของโปรดของนาง ราวกับกลัวว่าตัวเองจะลืมพื้นเพเดิม

          แม่ทำให้ฉันกินอาหารอีสานขนานแท้เป็นเกือบทุกอย่าง ไม่นับรวม ส้มตำ ลาบ น้ำตก ซุปหน่อไม้ ไก่ย่างที่โกอินเตอร์ไปแล้ว พวกนั้นมันเพลนๆ (Plain) ธรรมดาเกินไป แม่ฉันนั้นออริจิ (Original) กว่า แม่ชอบกินตำกุ้งฝอย ตำขนุน ซุปแตงร้าน ซุปมะเขือ อ่อมไก่บ้าน แจ่วปลาร้า บองปลาร้า หมกปลา บางทีแม่เอาปลากรายดิบๆ มาตำใส่เครื่องปรุงคล้ายกับลาบ เรียกว่า “ลาบปลาตอง” รสชาติเหมือนลาบแป้งเปียก (ไม่ชอบกินเพราะมันเละๆ เหมือนอ้วกเด็ก) อาหารหลายอย่างที่แม่ทำกินนั้นออริจินอลดั้งเดิมมาก ไม่มีขายต้องทำกินเอง

          อาหารของแม่เป็นซีซั่น ตามฤดูกาล เช่น หน้าร้อนกินไข่มดแดง หน้าหนาวกินสะเดา แม่กินแบบนั้น วัตถุดิบที่ได้ส่งตรงมาจากแหล่งของมัน บางทีน้าสุกกลับไปบ้านนอกก็จะหอบของกินกลับมาให้แม่ทำกิน ทุกปีช่วงสงกรานต์ “แป้” น้องสะใภ้ตัวจ้อย แม่ครัวประจำบ้านฉันจะกลับไปสุรินทร์ ไปทำบุญให้พ่อ พวกฉันฝาก กุ้ง เนื้อปู ปลาหมึก และผลไม้ไปทำบุญ แป้เล่าว่าทำข้าวผัดปู ต้มยำกุ้ง ผัดบร็อคโคลี่ใส่กุ้ง เอาแอปเปิล สาลี่ หั่นใส่จานถวายพระท่าน ชาวบ้านที่มาร่วมทำบุญชะเง้อมอง โดยเฉพาะเด็กๆ ได้กินของเหลือจากพระคนละคำสองคำ คนที่นั่นไม่ค่อยมีโอกาสได้กินของทะเลสดๆ ตัวโตๆ และผลไม้นอก พวกเขาจึงตื่นเต้นกัน น่าสงสารคราวหน้าจะซื้อไปเผื่อ …

          ขากลับ แป้หอบข้าวสาร หอมแดง ปลาร้า มาฝากที่บ้านกองพะเนิน กะว่ากินไปอีกครึ่งปีถึงจะหมด (ถ้าไม่เน่าเสียก่อนนะ) ของพวกนั้นธรรมดา ไฮไลท์อยู่ที่นี่ … แอ่น แอน แอ๊น … ไข่มดแดงสีขาวอวบใส แป้เอามาใส่ไก่บ้านต้มมะขาม ล้ำมาก … ก! แถมแม่เป้ง (นางพญามด) ตัวโตเกือบ 1 ซม. บางตัวสีเขียว บางตัวสีน้ำตาล เอามาคั่วเกลือกินเล่น ฉันกินได้ไม่ถึง 10 ตัว ขอยอมแพ้ขี้เกียจเด็ดปีกมันออก กินยังไงก็ไม่อิ่มเสียที บางคนอาจยี้ใส่ แต่ฉันคุ้นกับมันตั้งแต่เด็ก

          ตอนที่ไปอยู่กับตายาย สแนค หรือของกินเล่นสำหรับเด็กๆ อย่างพวกเรานั้นมากมายหลายสิ่งเริ่มจาก กุ๊ดจี่ (ที่อาศัยอยู่ในกองขี้ควาย) อันนี้ขอผ่านไม่ใช่เพราะรังเกียจขี้ควาย แต่เพราะมันเป็นแมงปีกแข็งดูยังไงก็ไม่น่ากิน …  ตั๊กแตน เอาไม้เสียบแล้วเอาไปจี่ใส่กองไฟที่ผู้ใหญ่ก่อไว้ตอนเช้า ตอนไหม้ไฟกลิ่นหอมมาก เด็ดปีกและขาออกแล้วใส่ปาก ที่น่าสงสารแต่มันอร่อยก็คือ ดักแด้ เห็นตั้งแต่นอนอยู่บนกองใบหม่อนที่ยายเลี้ยงไว้ พอมันคายไหมออกมาพันรอบตัว ยายก็เอาไปต้มในหม้อดิน สาวไหมออกมาเก็บไว้ย้อมสีแล้วค่อยทอผ้าซิ่น เมื่อยายเอาเส้นไหมออกจากตัวมันก็ยังเหลือเปลือกหุ้มตัวอีกชั้น ต้องฉีกออกถึงจะกินตัวมันข้างในได้ รสชาติมันๆ พอยายเสียแล้วก็ไม่ได้กินอีกเลย … คิดถึงตายายจัง
 
          ด้วยวิถีชีวิตและวัฒนธรรมการกินอันแข็งแรงของแม่ฉัน ทำให้พวกเราไม่เคยลืมที่มาของพวกเรา … “ กำพืด ” เมื่อมันสวยงาม แข็งแรง และจริง มันก็คือรากเหง้าแห่งตัวตนของเรา ฉันไม่เคยปฏิเสธมัน ไม่รู้สึกต่ำต้อย ฉันว่ามันทำให้ฉันเป็นคนแบบนี้ เป็นบ้านๆ … ถ้า “ บ้านๆ ” จะแปลว่า จริง … ไม่ดัดจริต … และไม่ตอแหล (อุ๊ย! อันนี้ไม่แน่ใจ!)
.............................
(หมายเหตุ บ้านๆ (II) : เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)