บันเทิง

เทศกาลหนัง(คน)ต่างชาติเพื่อตลาดของ foriegner ในไทย

เทศกาลหนัง(คน)ต่างชาติเพื่อตลาดของ foriegner ในไทย

04 พ.ค. 2555

เทศกาลหนัง(คน)ต่างชาติเพื่อตลาดของ foriegner ในไทย : หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          ถ้าคำเหน็บแนมที่บอกว่า ลูกจะเป็นเพศอะไรอย่าไปซีเรียสมาก เพราะเมื่อโตขึ้นพวกเขาและเธอก็จะเลือกเพศตัวเองเป็นจริงนั้น เราก็อาจจะสามารถพูดได้อีกคำว่า ในอนาคตของทุกประเทศนั้น จะไม่มีคนแค่ชาติเดียวอาศัยอยู่เพราะมันจะกลายเป็น “ยูไนเต็ด” หรือนานาชาติคละเคล้าผสมปนปนกันเต็มไปหมด อังกฤษก็มีมุสลิม อเมริกันก็มียิว ไทยก็ไม่ได้รบการยกเว้น เพราะตอนนี้มีทั้งพม่าแถวพระราม 2 มีเกาหลีแถวนานา มีญี่ปุ่นยึดเอ็มโพเรียม และมีคนอินเดียเข้ามาจัดกิจกรรมทุกวันอาทิตย์ (รวมทั้งทำงานกันเยอะแยะในสายสื่อมวลชนในบ้านเรา)

          ผมเป็นพวกเน้นความเป็น “มนุษย์” มากกว่าความเป็น “ชาติพันธุ์” สนใจ humansmมากกว่า nationalistic ฉะนั้น การมีอยู่ของชาวต่างชาติแบบคละเคล้าปนเป จึงไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจสำหรับผม (เว้นแต่ว่าพวกเขาจะมาทำร้ายคนไทย ตามที่เป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ จากคนกัมพูชาบ้าง คนพม่าบ้าง)ที่ไม่แอนตี้ เพราะผมเป็นพวกไม่ได้คิดว่า เพลงป๊อปดีเด่นกว่าเพลงลูกทุ่ง หรือเพลงคลาสสิกสูงส่งกว่าหมอลำ ทุกแนวทางศิลปะล้วนมีคุณค่าในตัวเอง

          แต่เมื่อไปดูหนัง Always 3 และต่อด้วย From Up on Poppy Hillสองเรื่องรวดแถวสยาม ผมพบจุดร่วมอย่างหนึ่งที่เหมือนกันอย่างไม่ตั้งใจมอง นั่นก็คือ ในโรงและรอบที่ดูนั้น มีสาวแม่บ้านชาวญี่ปุ่นจูงลูกสาวมาดูหนังแบบแน่นขนัด ถึงขนาดบางรอบมีแต่คนญี่ปุ่นกินพื้นที่มากกว่าครึ่ง (และก็ให้บังเอิญอีกว่า หนังสองเรื่องนี้ของญี่ปุ่น ต่างมีหมุดหมายวันเวลอยู่ที่ปี 1964
ซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิกทั้งสองเรื่อง)

          Always 3 เหมือนแม่บ้านที่ภาระเยอะและเสียสละ ส่วน From Up on Poppy Hill เหมือนเด็กสาวที่แรกแย้มและยังไร้เดียงสา
แต่มุมมองหนึ่งที่คิดเอาเองระหว่างกลับบ้านว่า ในเมื่อบ้านเรามีคนต่างชาติหรือ foriegner มากมายขนาดนี้ ทำไมเราไม่มีการจัดเทศกาลหนังสำหรับคนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

          บางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า คนอินเดียนั้นถึงขนาดรวมตัวกันจัดเหมาโรงที่เอ็มโพเรียม และจัดฉายหนังอินเดียร่วมสมัย

          มานานหลายเดือนแล้ว ขณะที่สาวเกาหลีและญี่ปุ่น นอกจากเช่าหนังแผ่นจากร้านเกี่ยวกับภาพยนตร์ในบ้านเขา ที่เดินทางมาถึงบ้านเราคนไทยยังได้พบชาวต่างชาติชาวเกาหลีและญี่ปุ่นอยู่เสมอๆ ในโรงหนังบ้านเรา

          ผมเลยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราจะมีเทศกาลหนัง ที่มุ่งเอาใจคนกลุ่มนี้ เราก็น่าจะได้เม็ดเงินหรือกิจกรรมที่เป็นประโยชน์กับพวกเขาด้วย จะจัดแบบจริงจังถึงขั้นมีเสวนารับฟังความรู้สึกของพวกเขา ที่มาอยู่ในบ้านเรา หรือจะจัดแบบฉายหนังเฉยๆ ก็น่าสนใจอยู่ดี

          บางคนบอกผมว่า พวกเขาได้รับรู้ว่าบ้านเขาคิดอะไรไปถึงไหน หรือมีเหตุการณ์ทางสังคมอย่างไร ก็อาศัยเอาจากหนังที่ได้ดู เพราะบางคนข้ามาเรียน 7-8 ปีและแต่งงานกับคนไทย ไม่ได้กลับไปอีก

          เรามักจะมีการจัดเทศกาลหนัง ที่มีธีมเรื่องผู้หญิง, ความรัก, การเมือง, คนข้างถนน มันคงจะแปลกดีถ้าเราจะลองเซ็ทเวลาจัดฟิล์มเฟสติวัล ให้กับหนังคนต่างชาติในบ้านเราบ้างพม่าที่พระราม 2 , เกาหลีที่นานา, ญี่ปุ่นที่สุขุมวิท, อินเดียที่สยามพารากอน ฯลฯ บางทีถ้ามีการจัดงานแบบนี้ขึ้นมา มันจะช่วยสะท้อนวัฒนธรรมและอารมณ์ของสังคม ที่เราจะได้เห็นจากตัวภาพยนตร์
 
          ผมเคยไปตะลอนอยู่ลอนดอนไล่เรื่อยไปถึงเอดินเบิร์กอยู่ช่วงหนึ่ง ที่นั่นจะมีการจัดเทศกาลหนังให้กับคนยุโรปตะวันออก โดยจัดธีมเป็นวันๆ ให้กับคนดู เข้ามาชมฟรี ผลก็คือ หลังจากจัดไป 2-3 ปี รัฐบาลของพวกเขาเสนอเงินทุนให้ผู้กำกับหนังของประเทศนั้นๆ สามารถนำเอาเงินไปถ่ายทำหนัง เกี่ยวกับ “ชาวต่างชาติ”และออกฉายทั่วโลกกลายเป็นโมเดลอย่างหนึ่งของการหาทุนในปลายยุค 90หรือถ้าให้มีน้ำหนักหน่อย อาจจะลองเซตทีมงานไปอยู่แถวสถานที่ต่างๆ และลองสอมถามพวกเขาเกี่ยวกับไอเดียแบบนี้ อาจจะได้รูปแบบที่น่าสนใจจากไลฟ์สไตล์ของพวกเขาเอง
 
          เพราะไม่ใช่กระเป๋าแบรนด์เนม ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้นที่หาเงินได้ “หนัง” ตามโรง ก็เปิดบัญชีของชาวต่างชาติ ได้เช่นกัน
.............................
(หมายเหตุ เทศกาลหนัง(คน)ต่างชาติเพื่อตลาดของ foriegner ในไทย : หนังโรงเล็ก โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)