บันเทิง

Battleship กับแขกที่ได้รับเชิญ

Battleship กับแขกที่ได้รับเชิญ

04 พ.ค. 2555

Battleship กับแขกที่ได้รับเชิญ : มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง : [email protected] , twitter.com/dongongart , facebook.com/dongongart

          เนื่องจากเครดิตทีมงานสร้างจาก Transformers จึงทำให้ Battleship เป็นภาพยนตร์ที่ผมกระหายใคร่อยากดู เป็นผลงานการกำกับของปีเตอร์ เบิร์ก ที่มีพระเอก เทย์เลอร์ คิทช์ มารับบทฮูเปอร์ นายทหารเรือประจำเรือยูเอสเอส จอห์น พอล โจนส์ ที่ออกปฏิบัติภารกิจร่วมซ้อมรบกับนานาประเทศที่อ่าวเพิร์ลในรัฐฮาวาย จากสนามซ้อมกลายเป็นสมรภูมิรบ จากมหาสมุทรกลายเป็นมหาสงคราม เมื่อโลกถูกบุกรุกจากมนุษย์ต่างดาวที่ไม่ได้รับเชิญ แล้วก็คงหนีไม่พ้นที่พระเอกของเราจะต้องลุกขึ้นมาช่วยปกป้องโลกอีกครั้ง  อรรถรสตลอดการชมนึกไปว่ากำลังดูภาพยนตร์เรื่อง Transformers ภาคพื้นน้ำ ลายเซ็นของงานสร้างเรื่องนี้ค่อนข้างเหมือนเดิม
 
          ผมมีความรู้สึกได้ว่าอเมริกาสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อลบล้างปมทางจิตจากการแพ้ต่อญี่ปุ่นในสงครามที่อ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่2 โดยใช้ภาพยนตร์เป็นเครื่องมือในการบรรเทา ตลอดเรื่องล้วนเต็มไปด้วยการสาดขีปนาวุธใส่กันดังกึกก้อง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมว่ามันส่งเสียงดังกว่าระเบิดทุกลูก นั่นคือลูกระเบิดที่ชื่อว่า Americanization หรือเป็นการทำให้ทันสมัยโดยใช้อเมริกาเป็นต้นแบบนั่นเอง ภาพยนตร์เสนอความเป็นอเมริกันออกมาสองวิธีแนบสนิทกันไป วิธีแรกเป็นแบบดั่งเดิมโดยนำเสนอภาพของอเมริกาในฐานะพี่ใหญ่ผู้ปกป้องโลกจากการรุกรานของมนุษย์ต่างดาว สร้างภาพกองทัพเรือของอเมริกาโดยมีตัวแทนคือ ฮูเปอร์นายทหารเรือหนุ่มเป็นฮีโร่  ซึ่งถือเป็นสิ่งที่อเมริกาถนัดที่สุดโดยการพยายามสร้างโลกด้วยการสร้างไอดอล หรือซูเปอร์ฮีโร่  ที่เราได้พบกันใน The Avengers ที่ขนกองทัพซูเปอร์ฮีโร่ เช่น ไอรอนแมน  กัปตันอเมริกา หรือ เดอะ ฮัลค์ เป็นต้น  เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อสอดแทรกความเชื่อในความเป็นอเมริกัน  และในตอนท้ายของเรื่องนั้นประวัติศาสตร์ของอเมริกาไม่ว่าจะเป็นเรือยูเอสเอส มิสซูรี เรือประจัญบานของกองทัพเรือและเหล่าทหารรุ่นเก๋าสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ร่วมกับกลุ่มทหารเลือดใหม่ช่วยกอบกู้โลกเราจากผู้รุกรานไว้ได้
     
          ส่วนวิธีที่สองนั้นอเมริกาก้าวหน้ามากกว่าที่หลายคนจะคาดถึง ในช่วงต้นของเรื่องนั้นผมสังเกตเห็นเหตุวิวาทของฮูเปอร์กับนากาตะนายทหารชาวญี่ปุ่นจากการแข่งขันฟุตบอลระหว่างกองทัพ ชี้ชัดให้เห็นรอยแผลเป็นที่บ่งบอกถึงผลพวงของสงครามครั้งสำคัญของอเมริกากับญี่ปุ่นที่อ่าวเพิร์ล  ผมตกใจมากต่อฉากสำคัญที่ฮูเปอร์ตัดสินใจอย่างชายชาติทหารด้วยการยอมยกตำแหน่งกัปตันเรือให้แก่นากาตะคู่ปรับชาวญี่ปุ่นในการบัญชาการเรือพิฆาตสัญชาติอเมริกัน มันช่างเป็นความคิดที่แยบยลที่สุดเพื่อประกาศให้ญี่ปุ่นและโลกรับรู้ว่าแม้ในอดีตญี่ปุ่นจะเคยสร้างความเจ็บช้ำไว้ให้อเมริกาในสงครามเพิร์ล มากเพียงใด แต่การให้อภัยและการเห็นแก่ส่วนรวมนั้นยิ่งใหญ่มากกว่า นับว่าเป็นการสร้างศรัทธาในอเมริกาอย่างดีที่สุด  ซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมและดูเหมือนจะสัมฤทธิ์ผลมากกว่าการใช้ความเป็นอเมริกันในรูปแบบเดิมๆ
     
          ผมพบว่าในภาพยนตร์เรื่องนี้เสนอความเป็นโลกาภิวัตน์ที่ถูกสะท้อนผ่านความเป็นอเมริกันได้อย่างแนบเนียน  จึงเกิดการรับความเป็นอเมริกันเข้ามาโดยไม่รู้ตัวราวกับว่าความเป็นอเมริกันคือความเป็นเรานั่นเอง  เพราะคนไทยก็พร้อมที่จะเดินตามอเมริกา  สุดท้ายคนไทยก็เสพติดความเป็นอเมริกัน  จนทุกวันนี้จะเห็นได้ว่าคนไทยก็พยายามสร้างฮีโร่มาเพื่อแก้ปัญหาบ้านเมืองแทนที่จะพยายามให้ระบบการเมืองแก้ไขปัญหาของประเทศ  และก็ได้แต่หวังว่าจะมี Thailandization หรือความเป็นไทยขึ้นมาเพื่อให้คนไทยช่วยกันแก้ปัญหาคนไทยกันเอง และเกิดความภาคภูมิในความเป็นไทยมากกว่าที่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้  และอย่าปล่อยให้แขกที่ไม่ได้รับเชิญแทรกตัวเข้ามาจนเสียความเป็นเรา...เสียความเป็นไทย !!
.............................
(หมายเหตุ Battleship กับแขกที่ได้รับเชิญ : มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ  สิงห์ลำพอง :  [email protected] , twitter.com/dongongart , facebook.com/dongongart)