บันเทิง

บ้านๆ (I)

บ้านๆ (I)

30 เม.ย. 2555

บ้านๆ (I) : เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          หน้าร้อน … จั๊กจั่นร้องเสียงดัง … (แม้มันจะเอาปีกสีกันจนเกิดเป็นเสียง แต่เราก็เรียกว่า “ร้อง” ละกัน) จากระเบียงบนตึกสูงชั้นที่ 13 มองออกไปไม่ไกลมีพื้นที่สีเขียวกว้างใหญ่ที่ยังไม่ถูกสะกดไว้ด้วยคำว่า “ธุรกิจ” มันจึงไม่ได้เป็นที่ตั้งของตึกใดๆ มีเพียงต้นไม้ใหญ่ที่พวกชาวบ้านและมอเตอร์ไซค์รับจ้างแถวนั้นอาศัยร่มเงา นั่งพักและตั้งวงเตะฟุตบอลหรือตะกร้อในยามว่าง มันถูกล้อมด้วยตึกเตี้ยบ้างสูงบ้าง แต่มันก็ยังไม่ยอมเป็นเพื่อนบ้านกับใครอยู่ดี มันอยู่อย่างสันโดษอย่างนั้นมาตั้งนานก่อนที่ฉันจะย้ายมาอยู่ที่คอนโดนี้เสียอีก นอกจากเป็นที่พักพิงของวินมอเตอร์ไซค์และชาวบ้านแล้ว มันยังเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวและค้างคืนของนกกางเขนที่ชอบร้องตอนตี 3 (มันตื่นแล้ว แต่ฉันยังไม่เข้านอน) กับจั๊กจั่นฝูงใหญ่ที่ชักชวนกันส่งเสียงดังในหน้าร้อนที่ร้อนอบอ้าว … ร้อนจนม้ามจะปลิ้นออกมาทางปาก … ร้อนจนตับจะแตก! … ต่อให้ร้อนอย่างไรฉันก็ชื่นใจทุกครั้งที่ได้มองออกไปเห็นทุ่งหญ้าสีเขียวรกๆ บนที่ดินของใครก็ไม่รู้ ได้ยินเสียงสิ่งมีชีวิตที่เราต่างไม่รู้จักกัน แต่มันก็ทักทายฉันทุกๆ วัน

          การอยู่ลำพังบนคอนโดใหญ่โตนี้ มีเพียงยามหรือรปภ.เท่านั้นที่ทักทายฉันตอนเดินเข้ามาที่เหลือล้วนเป็นคนแปลกหน้าที่สงวนตัว จนบางทีฉันรู้สึกคล้ายกับว่าฉันคือสิ่งมีชีวิตสิ่งเดียวที่อยู่บนตึกนี้!

          ยิ่งเวลาค่ำคืนเงียบสงัดที่ทุกคนต่างเข้าห้องใครห้องมัน นั่นแหละ … โดดเดี่ยวสุดๆ แต่ฉันกลับไม่เหงาหรืออ้างว้างคงจะเป็นเพราะอยู่คนเดียวจนชิน หรือไม่ค่อยได้อยู่ทั้งวันที่คอนโดก็อาจเป็นได้ ว่างเมื่อไหร่ก็จะขับรถไปอยู่กับพ่อแม่พี่น้องและหมาอีก 2 ตัวที่บ้านแม่ ทำโน่นทำนี่กินก็หมดเวลาไปค่อนวัน กว่าจะได้นั่งรวมกันหน้าทีวีก็เกือบ 2 ทุ่มไปแล้ว ดูทีวีช่องเดียวกับที่เตี่ยดู (ต้องดูเพราะเตี่ยนั่งทับรีโมทเอาไว้ห้ามใครแตะ) ทุกวันต้องดูช่อง 7 ยกเว้นวันพุธ-พฤหัสฯ ที่พวกเราก่อกบฏดูช่อง 3 เรื่อง “บ่วง” (ไม่ได้เอาใจช่วยคุณชื่นกลิ่นที่แสนดี แต่เอาใจช่วยผีอีแพงที่น่าสงสารและร้ายได้ใจ)

          เมื่อก่อนเตี่ยเป็นแฟนละครช่อง 3 เผลอแป๊บเดียวเปลี่ยนใจมารักช่อง 7 ตั้งแต่ไอ้บุญทิ้งในดาวเปื้อนดิน ตอนนี้ไม้ตะพดเลือดขึ้นสมองเตี่ยกับแม่ไปแล้ว เอ้า! ดูก็ดูจะได้รู้ว่าชาวบ้านร้านตลาดเขามีรสนิยมอย่างไรกัน ดูไปเรื่อยๆ ก็เข้าใจว่าละครหลังข่าวมันคือช่วงเวลาแห่งจินตนาการและการปลดปล่อยของชาวบ้าน ละครจะวนเวียนไปกับอะไรที่ไม่ไกลตัว (คนดู) นัก

          เรื่องราวและตัวละครที่มีความเป็นอยู่แบบชาวบ้านที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่น  มีบทตบตีแย่งพระเอกกันตามที่ต่างๆ โดยเฉพาะตลาดสด

          ฉากเด็ด! เพื่อเอาใจแม่ค้าแม่ขาย พระเอกหรือนางเอกต้องตกระกำลำบาก อาจถูกสลับตัวกันตั้งแต่เกิด ถูกกลั่นแกล้งและเอาชีวิต ท้ายที่สุดก็ได้พบกับพ่อแม่ที่แท้จริง ซึ่ง … โคตรรวย! อั่ม … ไม่มีประเภทว่าตอนสุดท้ายเจอกับบุพการีโคตรจนกันสักคน เดี๋ยวจะเป็นการทำร้ายจิตใจที่เต็มไปด้วยความหวังของคนดู ต้องจบแบบเจิ่ดๆ ที่สำคัญธรรมะต้องชนะอธรรม แล้วถ้าเรื่องไหนดังจริง เพลงประกอบละครต้องมียอดดาวน์โหลดกระจาย มีของเล่นเลียนแบบขายในตลาดด้วยเหมือนเรื่องลูกผู้ชายไม้ตะพดในตอนนี้ที่มีตะพดเลือดของพระเอก “ไอ้ไม้” ขายเกลื่อนอย่างไร้ลิขสิทธิ์ น้องชายฉันบอกว่า “เจ้ ไปดูที่ตลาด 61 (ประชาอุทิศ) สิ มีไม้ตะพดเลือดพลาสติกอันละ 15 บาทด้วยล่ะ แบบที่มีไฟที่หัวกะโหลกก็มีนะ แต่แพงกว่า หลานของแป้ (น้องสะใภ้ฉัน) อายุ 3 ขวบอยู่สุรินทร์ ตอนมันมาบ้านนี้มันยังพูดเลยว่า คุกกี้ (หมาของน้องชาย) อยู่ไหน ไม่กลัวมันแล้ว วันนี้เอาไม้ตะพดเลือดมาด้วยจะไปสู้กับมัน”
 
          ตัวแค่เนี้ยะ ดูซิว่าอินแค่ไหน! เหมือนกันทุกยุคทุกสมัย ที่ละครในทีวีส่งอิทธิพลต่อเด็กโดยเฉพาะของเล่น ตอนฉันเป็นเด็กอาวุธในหนังกำลังภายในของจีนและยอดมนุษย์ของญี่ปุ่น มีดสั้น ทวน ดาบเลเซอร์ หน้ากากจัมโบ้เอ ไอ้มดเอ็กซ์ต่างๆ เด็กๆ ล้วนต้องร้องงอแงขอให้พ่อแม่ซื้อให้จะได้เอาไว้เล่นกับเพื่อนๆ …

          ละครจักรๆ วงศ์ๆ ละครแนวฮีโร่ ไปจนถึง ผีๆ สางๆ ที่ดูกันได้ทั้งบ้านล้วนปลูกฝังให้เด็กๆ เป็นคนดี อยู่ฝั่งความดีที่จะต่อสู้กับความชั่วของผู้ร้ายเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น คงต้องยกความดีความชอบให้คุณแดง (สุรางค์ เปรมปรีดิ์) ที่วางต้นแบบของความบันเทิงเพื่อชาวบ้านไว้จนสืบทอดมาถึงปัจจุบัน เป็นความบันเทิงที่จรรโลงใจคนดูได้ทุกระดับ จึงไม่เป็นที่สงสัยว่าเหตุใดเรตติ้งละครช่อง 7 จึงเป็นเลข 2 หลักมาโดยตลอด แม้ฉันจะไม่ค่อยได้เสพละครแนวนี้เมื่อฉันโตขึ้น แต่เมื่อกลับมาดูอีกครั้งพร้อมกับเตี่ย ในวัยที่ใครๆ เรียกฉันว่า “ป้า” มันทำให้ฉันยอมรับความจริงที่อยู่ตรงหน้าว่าละครแนวบ้านๆ แบบนี้จะยังคงอยู่ให้ความบันเทิงกับคนไทยต่อไปอีกนานแสนนานตราบเท่าที่คนไทยส่วนใหญ่ยังอยู่คู่กับความจนและห่างไกลความเจริญทั้งทางด้านความเป็นอยู่และการศึกษา ทีวีเป็นความสุขขั้นพื้นฐานสิ่งเดียวที่เข้าถึงเขาเหล่านั้น

          แม้ประเทศไทยจะมีการตื่นตัวทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารไอที (IT) แต่ความจริงก็คือมันยังไปไม่ถึงไหน ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ หากมองภาพรวมเพราะเพียงแค่ทีวีบางหมู่บ้านยังต้องมารวมกันดูเครื่องเดียวกันโดยใช้ไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟที่อาศัยพลังงานจากน้ำมัน นั่นคงเจ็บปวดพอที่จะทำให้เราหยุดเพ้อเรื่องคอมพิวเตอร์ไปได้สักพัก ความเจริญขั้นสูงสุดมีเฉพาะเมืองหลวง เมืองหน้าเสื่อที่ต้องหมั่นสร้างภาพเพื่อให้ทัดหน้าเทียมตากับนานาชาติ … “ ทีวี ” ได้วิวัฒน์จากจอตู้สู่จอแบน จากพลาสมา (Plasma) ไปเป็น แอลซีดี (LCD) และ แอลอีดี (LED) สู่ความคมชัดที่สุดในยุคนี้ด้วยภาพระบบ เอชดี (HD-High Definition) ไกลไปมั้ย? สำหรับชาวบ้านที่ทีวียังใช้เสาอากาศหนวดกุ้งอยู่เลย จะให้เอาเงินที่ไหนมาติดจานหรือเครื่องรับ ชีวิตจริงนี่มันเจ็บปวดนะ นั่นไงล่ะ เราถึงได้ต้องพึ่งพาความบันเทิงจากจอทีวีเพื่อจรรโลงและเสริมสร้างกำลังใจ หรืออย่างน้อยก็ให้ได้ลืมความจริงในชีวิตอันแสนลำบากที่ต้องเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่อให้มันเป็นละครน้ำเน่า แต่มันสร้างความสุขให้คนดูได้นั่นก็ถือว่ามันมีประโยชน์และได้ทำหน้าที่ของมันแล้ว
 
          เสียงจั๊กจั่นหยุดและดังขึ้นเป็นพักๆ แม้ขณะที่ฉันกำลังเขียนต้นฉบับนี้อยู่ มันก็ยังไม่หยุดส่งเสียง ตึกสูงจากพื้นดิน 13 ชั้น “ไม่ได้ทำให้ฉันชอบแหงนมองฟ้ามากไปกว่าก้มลงดูดิน” เห็นต้นไม้สีเขียวๆ เติบโตบนพื้นที่ว่างเปล่านั้นอย่างตามมีตามเกิด ไม่มีใครรดน้ำ  แต่มันก็ยังเติบโตและเป็นสีเขียว ชีวิตคนเราก็เช่นกัน สุขและทุกข์ตามอัตภาพ แต่ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ด้วยตัวของเราเอง …

          อยู่บนที่สูง ใครว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว มันจะไม่เป็นเช่นนั้นหากเราหมั่นมองลงมาข้างล่างอย่างเข้าอกเข้าใจ … ใจเขาใจเรา
.............................
(หมายเหตุ บ้านๆ (I) : เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)