
โลดแล่นไปในวงการบันเทิงกับ'บีม-กวี'
หากนึกถึง "บีม" กวี ตันจรารักษ์ ในอดีตหลายคนคงนึกถึงหนึ่งในนักร้องของวงบอยแบรนด์ชื่อดัง "ดีทูบี" ที่ตอนนี้เขาได้ผันตัวเองมารับบทบาทในฐานะนักแสดง มาดูกันว่าบทสัมภาษณ์ของหนุ่มบีมจากรายการ "ซุปตาร์ในดวงใจ" ทางช่อง แมงโกทีวี เป็นอย่างไรกันบ้าง
ผลงานปัจจุบัน
ตอนนี้มีซีรีส์เรื่อง "จุดนัดภพ" ในเรื่องผมเล่นเป็นผีความจำเสื่อม จำเหตุการณ์อะไรไม่ได้เลย ว่าตัวเองเป็นใครและทำไมถึงตาย แต่จะมีคน 3 คนที่เขาบังเอิญมองเห็นเรา ซึ่งค่อนข้างยากเพราะต้องใช้จินตนาการเวลาเล่นคนเดียว แต่ถือเป็นซีรีส์ที่น่าสนใจ โดยจุดนัดภพออนแอร์ทุกวันเสาร์ เวลา 23.15 น. ทางช่อง 3 และเป็นเรื่องแรกที่ได้ร่วมงานกับพี่ "ตู่" (ปิยวดี มาลีนนท์) เขาเป็นคนน่ารักเรามีปัญหาอะไรสามารถปรึกษาเขาได้หมด เป็นการร่วมงานกันที่ดี
ในเรื่องต้องเป็นผีความจำเสื่อม นิสัยจริงๆ ขี้ลืมไหม
ขี้ลืมเหมือนกันนะ บางทีออกมาจากรถก็ลืมกุญแจรถ ออกจากบ้านลืมกุญแจบ้านเอาไว้ในบ้าน ลืมโน่นลืมนี่ตลอดและยิ่งเป็นมากในตอนเช้าเวลารีบๆ จะยิ่งขี้ลืม แต่ก็ลืมแค่ของจุ๊กจิ๊กเล็กๆ ยังไม่ขนาดลืมชื่อตัวเองแบบในละคร (หัวเราะ)
เคยเจอเหตุการณ์ลึกลับ หรือมีผีมาให้เห็นบ้างหรือเปล่า
ยังไม่เคยเจอ อาจจะเป็นเพราะว่าที่กองถ่าย มีการไหว้พระเวสสุวรรณทุกครั้งที่ออกกอง จะมีการถวายของและขอท่านว่า ให้ถ่ายทำได้ราบรื่น เพราะฉะนั้นจะไม่มีเหตุการณ์อะไรพิเศษที่ผมเจอและสัมผัสเอง แต่บางทีมันเป็นความรู้สึกของเราเอง เวลาที่ไปเจอโลเกชั่นที่แปลกๆ อย่างครั้งหนึ่งถ่ายที่โรงเรียนร้างในกรุงเทพฯ ย่านเทเวศน์ เป็นโรงเรียนที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 20-30 ปีแล้ว ข้างในห้อง โต๊ะเรียนต่างๆ ก็ระเกะระกะมีฝุ่นจับ พอถ่ายจนถึงตอนกลางคืน มันก็เลยน่ากลัว บรรยากาศวังเวงแม้จะไม่มีอะไร แต่สิ่งแวดล้อมมันพาไปเท่านั้นเอง
ภาพยนตร์ "คืนวันเสาร์ถึงเช้าวันจันทร์" เป็นอย่างไรบ้าง
ผมเล่นเป็นแขกรับเชิญ แต่ "แดน" (วรเวช ดานุวงศ์)แสดงกับ "แพทตี้" (อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธา) เป็นนักแสดงนำ ซึ่งผมอยากมีส่วนร่วมในภาพยนตร์ของน้องและเป็นเรื่องแรกที่น้องเขากำกับด้วย อยากดูว่าเขากำกับออกมาเป็นอย่างไร ส่วนกับแพทตี้ที่แดนดึงมาเล่นเพื่อหวังอยู่กับแฟนตลอดหรือเปล่า อันนี้ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นแผนของเขาหรือเปล่า (หัวเราะ) แต่เขาขยันมาก เล่นไปด้วยและกำกับไปด้วย บางทีเขาวิ่งไปวิ่งมา เราก็รู้สึกว่าเหนื่อยไปไหม (หัวเราะ) คือเป็นหนังของเขาจริงๆ เป็นโรแมนติกคอมเมดี้ ผมว่าน่าจะโดนใจวัยรุ่นได้ง่าย
มีโอกาสจะกลับมาร่วมงานกับแดนอีกไหมในรูปแบบของงานเพลง
เราอยากทำงานเพลงร่วมกัน ในลักษณะซิงเกิ้ล ต้องดูว่ามีคนสนใจอยากจะให้ร่วมไหม แดนตอนนี้ติดสังกัดของโซนี่ฯ แต่ผมไม่ได้ติดสัญญากับใคร หากจะร่วมงานกันจริง ต้องมีการพูดคุยกันว่าจะกระทบกับงานของแดนไหม ซึ่งเราเคยคุยกันในเรื่องนี้เหมือนกัน ต้องดูว่าโปรเจกท์ที่จะดึงเราสองคนมาร่วมงานกันนั้น น่าสนใจไหม
หลายคนอยากให้มีคอนเสิร์ต "แดนบีม" อีกครั้ง
อยากให้มีเหมือนกัน แต่หากจะทำแบบนั้น ต้องเป็นของทางอาร์เอส ด้วยเรื่องเพลงต่างๆ ต้องคุยกับทาง"เฮียฮ้อ" (สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์) แต่ผมกับแดนยินดีอยู่แล้ว คิดว่าอย่าง "ดีทูบี" ก็ต้องมีการทำคอนเสิร์ต 10 ปี ซึ่งเป็น 10 ปีที่เราเจอเรื่องราวมาหลายเรื่อง บางทีเจอแฟนคลับหรือคนรู้จัก มักถามว่าเมื่อไหร่จะกลับมารวมตัวกัน เพราะเขาเห็นว่ามี "แร็พเตอร์" มา คือต้องดูหลายๆ องค์ประกอบ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่
อยู่วงการมา 10 ปี เส้นทางสายนี้เป็นอย่างไรบ้าง
เจอมาหลายเรื่อง ทั้งตอนที่เพิ่งเริ่มตั้งไข่ เริ่มหัดเดิน จนรู้สึกว่าเราเดินมาได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ ทั้งเรื่องของเพื่อนที่ประสบอุบัติเหตุ ตอนนี้แดนและบีมยังคงคิดถึง "บิ๊ก" (ปาณรวัฐ กิตติกรเจริญ) อย่างเวลาถ่ายหนัง ถ้าเขายังอยู่คงมี 3 คน เราคงได้อยู่ด้วยกัน คือคิดถึงเขาตลอด ทุกวันนี้ก็เหมือนขาดๆ อะไรไป พอเราออกมาทำงานเดี่ยวๆ ก็เจอมาหลายเรื่อง แต่ผมก็มีความสุขกับงานในวงการ เพราะเคยออกไปทำงานอื่นๆ 1-2 ปี ทำให้รู้สึกว่าวงการบันเทิงให้ความสุขกับเรามากที่สุด อยากขอบคุณวงการที่ทำให้เราได้มาอยู่ตรงนี้ มีคนเป็นร้อยเป็นพันอยากเข้ามาแต่ไม่มีโอกาส วงการนี้เป็นทั้งที่พึ่งพิงเป็นทั้งบ้าน ให้ประสบการณ์ให้ข้าวกิน ให้ความรักที่ผู้คนต่างๆ มอบให้ เหมือนโอบเราเอาไว้ให้เรามีความสุขที่ได้อยู่ในตรงนี้ เราได้ลองทำอะไรหลายอย่างแต่อยากลองทำพิธีกรดูบ้าง ได้ฟังเรื่องราวชีวิตของคนที่เป็นเรื่องราวที่พิเศษและการที่เราสามารถไปดึงเรื่องราวในมุมมองของชีวิตของเขาที่สนุกๆ ให้คนได้ฟัง คือ 10 ปี ที่ผ่านมามีแต่คนมานั่งถามเรื่องราวในชีวิตผม ตอนนี้ผมอยากเป็นฝ่ายฟังเรื่องราวในชีวิตของคนอื่นบ้าง คงเป็นการเปลี่ยนบทบาทไป แต่ส่วนตัวยังไม่เคยได้ลองทำเลย
ความรักในตอนนี้
กับ "ออย" (อฏิพรณ์ จิตต์ธรรมวงศ์) เขาเป็นคนง่ายๆ รู้ว่าบทบาทของบีมเป็นอย่างไร อยู่ด้วยแล้วแฮปปี้ เป็นคนที่คอยให้กำลังใจทุกอย่าง คบกันมาไม่เคยมีปัญหาอะไรที่ใหญ่ แต่ตอนนี้ด้วยความที่เทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย มีโปรแกรมโหลดรูปภาพต่างๆ บางทีถ่ายรูปมาอยากเอาลง จนมีข่าวว่าอยู่ก่อนแต่ง แต่จริงๆ ไม่ใช่ถ่ายด้วยกันไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านเดียวกันทำให้ต้องระวังตัวมากขึ้น แต่กับข่าวนี้ขำๆ มากกว่า แต่ทางบ้านน้องเขาก็อาจจะเสียหายไปผมก็เสียใจ
ชีวิตคู่ในอนาคต
เรื่องนี้ผมยังไม่ได้วางแพลนเลยมีคนถามมาหลายคนแล้ว แต่ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ก็คงแต่ง แต่ที่ผมได้ดูน้องทั้ง 3 คน ที่เขาแต่งงานไปหมดแล้ว ทำให้ได้เห็นว่าการแต่งงานเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากใช้ทั้งเงินทั้งเวลา ใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการเตรียมงาน จึงคิดว่ายังไม่ถึงเวลา ยังไม่เคยคิดถึงเรื่องแต่งงานเลย
นี่คือบทสัมภาษณ์ของหนุ่มบีม ที่น่าจะทำให้หลายคนในวงการได้ตระหนักคิด และค่อยๆ ประครองตัวบนเส้นทางบันเทิงที่แสนจะวกวนนี้ไปได้อย่างตลอดรอดฝั่ง



