
ในวันที่ไม่มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก!!!
ในวันที่ไม่มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก!!! : มองผ่านเลนส์คม โดย... 'จ๋า-ยศสินีย ณ นคร'
ฟังดูแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยใช่ไหมคะ ในยุคสมัยที่ดูเหมือนเฟซบุ๊ก คือบัตรประจำตัวประชาชนของคนทั้งโลกไปซะแล้ว แต่มันเป็นไปแล้วค่ะ วันนี้จะขออนุญาตเล่าเรื่องที่ดูจะขัดกับสิ่งที่เขียนประจำอยู่สักหน่อยเพราะสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเองสดๆ ร้อนๆ นั้น นำหญิงยศไปสู่เก้าชั่วโมงของการถูกตัดขาดจากโลกภายนอกและเน็ตเวิร์กใดๆอย่างสิ้นเชิง!! เคยได้คิดลองเตรียมตัวกันไว้บ้างไหมคะชาวโลกไซเบอร์ทั้งหลาย??
อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าฉันและคณะผู้จัดละครอีกประมาณสิบคนมีโอกาสเดินทางตามคุณประวิทย์มาลีนนท์มาร่วมงานเทศกาลทีวีที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลาสิบวัน โดยเราจะทำงานที่เมืองคานส์เป็นเวลาห้าวัน หลังจากนั้นนายจะพามาเที่ยวในนครปารีสโดยเราเลือกที่จะเดินทางกันโดยรถไฟเร็ว TGV ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดห้าชั่วโมง ตลอดเวลาที่ไปร่วมงานที่เมืองคานน์นั้น มีการพูดถึง Social Network กันอย่างดุเดือด รับรองว่ามันจะเปลี่ยนวิถีการดูทีวีของพวกเราในไม่ช้า สัญญาว่าอาทิตย์หน้าจะมาเล่าให้ฟังอย่างแน่นอน หลังจากที่ตื่นเต้นตกใจและไฟลุกโชนกับการตื่นตัวของ Social Network อย่างแพร่หลาย แถมที่เมืองคานส์ก็มีสัญญาณไวไฟให้ใช้อย่างเหลือเฟือ พวกเราก็ลั้นลามาขึ้นรถไฟไฮโซตอนประมาณหกโมงเย็น นั่นแปลว่าเราควรจะไปถึงนครปารีสตอนห้าทุ่มกว่าๆ เราเดินเชิดๆ ขึ้นรถไฟชั้นหนึ่งด้วยความกรุณาของนาย โดยมีคนคอยช่วยขนกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ 25 ใบไปไว้อีกโบกี้หนึ่ง นั่งคุยกันว่าเราจะเอาโลกไซเบอร์มาผนวกกับทีวีได้อย่างไร ผ่านไปเกือบสองชั่วโมง รถไฟก็เหมือนจะช้าๆ หยุดๆ จนสุดท้ายก็จอดสนิทเบาๆ เราพยายามจะมองออกไปข้างนอกก็มองไม่เห็นอะไร พอส่องไฟฉายออกไปถึงเพิ่งรู้ว่ารถไฟเราจอดสนิทอยู่กลางอุโมงค์ เริ่มมีเสียงประกาศเป็นภาษาฝรั่งเศสที่ฟังไม่รู้เรื่อง เราเดินไปถามฝรั่งแถวๆ นั้นถึงได้ความมาว่ารถไฟเสียและติดต่อใครไม่ได้ เพราะกลางอุโมงค์นี้ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ใดๆ ทั้งสิ้น!!
เฮ้ย!! จะบ้าเหรอ?? นี่มันพ.ศ.ไหน ปีไหนกันแล้ว จะมารถไฟเสียกลางทาง ติดต่อใครไม่ได้มันเป็นไปได้ยังไง เขียนบทละครอย่างนี้มีหวังคนดูด่ากระจายว่าไม่สมจริง!! คิดยังไม่จบดี มือก็หยิบมือถือมาเปิดทันที ปรากฏว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ค่ะ ไม่มีใครมีสัญญาณโทรศัพท์กันสักคน!!!
ประหลาดดีค่ะ เวลาปกติธรรมดาเพียงแค่กินข้าวกับอะไร ไปเที่ยวที่ไหน จะนอนกี่โมง ตื่นเช้าตื่นสายก็ต้องรายงาน ถ่ายรูปลงนู่นนี่เต็มไปหมด ให้คนกดไลค์ให้คอมเม้นท์ แต่พอเข้าหน้าสิ่วหน้าขวาน ติดอยู่ในรถไฟที่ไหนก็ไม่รู้กลับขอความช่วยเหลือจากใครไม่ได้เลย ทวิตก็ไม่ได้ เฟซบุ๊กก็ไม่ได้ เอาแค่จะส่งข้อความหรือโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากใครยังไม่ได้เลย ตลอดเวลาเกือบเก้าชั่วโมงที่นั่งอยู่รถไฟนั้นก็เลยได้แอบคิดนิดๆ ว่าตกลงเราเอาชีวิตไปแขวนติดอยู่กับพวกโลกไซเบอร์มากเกินไปหรือเปล่า ทั้งๆ ที่บางครั้งในยามคับขันสิ่งเหล่านี้มันกลับไม่ได้ช่วยเหลือเราได้สักเท่าไหร่เลย
สุดท้ายหลังจากผ่านไปเก้าชั่วโมงก็มีขบวนรถไฟคันใหม่มาเปลี่ยน แต่พวกเราต้องอพยพของทั้งหมดรวมทั้งร่างกายที่เหนื่อยล้าและกระเป๋าเดินทาง 25 ใบข้ามทางรถไฟไปขึ้นรถคันใหม่ตอนเวลาประมาณตีสามกว่า เรื่องมืดไม่ต้องเอ่ย เรื่องหนาวไม่ต้องถาม เรื่องหิวนั่นยิ่งแล้วใหญ่ ในเวลานั้นมีแต่ "เพื่อนมนุษย์" จริงๆ เท่านั้นที่เป็นที่พึ่ง หาใช่ "Followers" หรือ "เพื่อนของคุณ" ตามเพจต่างๆ ก็ไม่ใช่ เดินไปก็คิดไปว่าฉันจะเล่นเฟซบุ๊กให้น้อยลง จะไม่ทวิตอย่างบ้าคลั่งอีกแล้ว เพราะเมื่อลำบากมันไม่ได้ช่วยอะไรเลย!!! คับแค้นใจจนเดินไปขึ้นรถไฟขบวนใหม่ และทันทีที่รถไฟแล่นออกจากอุโมงค์มาพบกับสัญญาณโทรศัพท์ สิ่งแรกที่ฉันทำก็คือ...
ระบายทุกอย่างลงไปบนสเตตัส.... (เฮ้อ....)
.............................
(หมายเหตุ ในวันที่ไม่มีโซเชียล เน็ตเวิร์ก!!! : มองผ่านเลนส์คม โดย... 'จ๋า-ยศสินีย ณ นคร')



