
เล่นหูเล่นตา:ใกล้ฝั่ง(I)
ใกล้ฝั่ง (I) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา : โดย ... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“ชีวิตในโลกนี้มิใช่การตกอยู่ในห้วงทุกข์ มิใช่วิบากกรรม แต่เป็นสิ่งเกินกว่าที่เราจะคิดจินตนาการได้ ชีวิตอาจจะรื่นรมย์อย่างไรข้อจำกัดได้ เพียงเรายอมรับมันอย่างที่มันเป็นและอย่างที่มันหยิบยื่นให้แก่เรา ”
- มาร์คัส ออเรลิอัส -
“นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ”
พวกเราอันประกอบด้วย ฉัน นก (พี่สาว) อั๋น (น้องชาย) และหลานชายอีก 2 ตัว ณัฐ กับ บิว นั่งพนมมือแต้ตั้งนะโม 3 จบ ก่อนจะกล่าวคำถวายสังฆทานตามพระท่านจนจบ แล้วถวายเครื่องสังฆทานที่หลานชายทั้งสองซื้อหามาให้ฉันได้ทำบุญในวันเกิดที่วัดไตรมิตร … โดยปกติแล้วก็อย่างที่บอก ฉันมักใช้เงินในการทำบุญโดยใส่ซองผ่านเพื่อนสายธรรมะทั้งผอง (โดยเฉพาะท็อป ดารณีนุช) การจะลากสังขารเข้าวัดดูจะผิดปกติวิสัยของฉันยิ่งนัก ก่อนหน้านั้นก็ได้ไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยที่วัดพระราม 9 เพื่อถวายภัตตาหารเพลในงานทำบุญวันเกิดแม่ของท็อป ดารณีนุช ครบรอบ 84 ปี
“ฉันอยากให้เพื่อนๆ มากันเยอะๆ มาทำบุญด้วยกัน มาเป็นเพื่อนแม่ฉัน แม่คงดีใจ เพราะเพื่อนแม่ส่วนใหญ่ก็ล้มหายตายจากไปเกือบหมดแล้ว แม่ฉันก็ไม่รู้จะอยู่อีกนานเท่าไหร่…”
ฟังแล้วน้ำตาจะไหล ไม่ใช่ซึ้งใจในความกตัญญูของท็อป แต่อีก 10-20 ปี ข้างหน้าก็คงจะหนีสภาพนี้ไปไม่พ้น นัดพบกับเพื่อนๆ ตามวัด เฉพาะงานวันเกิดและงานศพ ซึ่งครั้งนั้นเพื่อนฝูงก็มากันบางตา ขาประจำเหนียวแน่นแบบพี่ก้อง พี่จี๋ (ทอมตัวเล็กประจำกลุ่ม) พี่เต็ง หุ้นส่วนบริษัทโซนิกซ์ ยูธ ออแกไนเซอร์เขามากันครบ พี่แจง (วราพรรณ) กับ โกนุ้ย สามีก็มาพร้อมของกินอีกมากมาย ฉันนั่งยุกยิกเพราะเมื่อยขาเมื่อยเข่าเวลานั่งพับเพียบ (คนมันบาปไง! ได้ยินนะ!) ส่วนสีเกดนั่งสบายๆ เพราะป้าหวี (แม่นาง) เป็นมรรคทายิกาประจำวัดต่างจังหวัดหลายวัด นางจึงคุ้นชินกับการนั่งพับเพียบฟังพระเทศน์นานๆ พระเทศน์จบ ฉันเพลเสร็จ ประพรมน้ำมนต์เรียบร้อย ท็อปก็ถอยแม่กับพ่อมาพร้อมรถเข็นคนแก่ ออกมาอีกศาลาทำพิธี มอบดอกไม้ช่อใหญ่ และอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองปกป้องพ่อกับแม่ จากนั้นพวกเราก็นั่งล้อมวงกินก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเจ้าอร่อยที่ท็อปจัดมาให้ พร้อมกับไอติมและขนมหวานอีกหลายหลาก … วันนั้นอากาศร้อนมาก พวกเราทุกคนเหงื่อโซมกาย แต่ข้างในเย็นชื่นใจอย่างประหลาด ไม่รู้เพราะอยู่ในเขตพัทธสีมาหรือว่าบุญคุ้มกระหม่อม ร่างกายที่ผ่องถ่ายไอร้อนออกมาทางเหงื่อจึงถูกแยกออกจากจิตที่นิ่งและเย็นซึ่งซ่อนอยู่ภายใน แม้พวกเราจะกำลังคุยกันบ้าบอและส่งเสียงโหวกเหวกอยู่ก็ตาม… ฉันไม่รู้หรอกว่า “บุญ” หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ก็แน่ใจว่าคุณสมบัติข้อหนึ่งของบุญก็คือ “เย็น”
แม่กับพ่อของท็อปมีโรคประจำตัว แต่ด้วยการที่ได้รับการดูแลและใส่ใจอย่างดีจากท็อป ทำให้ทั้งคู่หน้าตาแจ่มใสราวกับมิได้มีโรคภัยไข้เจ็บติดตัว ต่างก็อยู่ล่วงเลยมากว่า 8 ทศวรรษ … “อะไรทำให้คนเรามีระยะเวลาของชีวิตที่ต่างกัน? (ฉันคิดในใจ) ทำให้เหตุการณ์หนึ่งแวบเข้ามาในเวลานั้น … พ่อของนังนุชนาฎที่นอนนิ่งเป็นผักอยู่ในโรงพยาบาลมาเกือบครึ่งปีแล้ว เดี๋ยวก็ย้ายเข้าห้องไอซียู เดี๋ยวก็ย้ายออกมาอยู่ห้องปกติ ตามลำตัวมีแผลกดทับที่นับวันจะแผ่วงกว้างออกไปเรื่อยๆ หมอก็ได้แต่ให้ยาปฏิชีวนะเพื่อชะลอการเสื่อมและการขยายพื้นที่เสียหายของเนื้อเยื่อส่วนนั้น สภาพร่างกายผ่ายผอมราวกับมัมมี่ที่แกะผ้าพันออก พ่อของนุชนาฎอายุ 67 ปี เป็นคนแข็งแรง จิตใจดีและขยันขันแข็ง อยู่ดีๆ ก็เส้นเลือดในสมองแตกแล้วก็นอนนิ่งตั้งแต่นั้นมา… ชาติที่แล้วพ่อไปทำอะไรมา (ฉันถามในใจ) นุชนาฎร้องไห้ทุกครั้งที่เห็นสภาพพ่อเป็นแบบนั้น พ่อไม่ฟื้นขึ้นมาอีกแล้ว ได้แต่ภาวนาให้พ่อหมดเวรหมดกรรม จากไปอย่างไม่เจ็บไม่ปวดสักวัน … “อะไรทำให้คนเรามีจุดจบที่ต่างกัน ?” (ฉันคิดในใจ)
“คุณพ่อของพี่ชาลอตเพิ่งเสีย วันนี้น้องเลยส่งพวงหรีดร้านบุหงา-เสาวภา เอาสีขาวเขียวที่พี่ชอบแล้วเขียนชื่อพี่กับพี่โก้ มิสเตอร์แซกแมน ส่งไปให้เรียบร้อยแล้วตั้งแต่บ่าย…”
“พี่ก้อง (ปิยะ) โทรมาบอกว่า พ่อพี่นิด เจ้าของร้านฟาดามัส เขาก็เสีย น้องก็ส่งพวงหรีดร้านบุหงา-เสาวภา ไปให้อีกพวง ช่วงนี้ผู้ใหญ่หลายๆ คนก็ทยอยเสียกันไป… เฮ้อ !”
“พี่อ้อยที่เชียงใหม่โทรมาบอกว่า คุณแม่หกล้มหลายหนแล้ว พี่อ้อยต้องคอยระวังและดูแลอย่างหนัก ไม่มีเวลาคุยกับใครเลยช่วงนี้”
ผู้หลักผู้ใหญ่ใกล้ตัวก็ 70 ปลายๆ ถึง 80 ต้นๆ ที่แต่ละคนต้องได้รับการดูแลและประคบประหงมอย่างที่สุด คุณแม่ดาวเรือง แม่บุญธรรมของโก้ มิสเตอร์แซกแมน นี่ก็ 84 เพิ่งผ่าตัดเปลี่ยนหัวเข่าได้ไม่นานก็หกล้มอีก เวลาที่โก้กับฉันไปเยี่ยม แม่จะดีใจมากมาย ยิ่งกับโก้ด้วยแล้ว แม่จะดูมีชีวิตชีวาเหมือนไม่เจ็บไม่ไข้ และดีใจที่ลูกมาหาราวกับว่าโก้เพิ่งกลับมาจากสนามรบ แม่จะกอดโก้ลูบหัวลูบหลังเหมือนโก้เป็นเด็กตัวเล็กๆ ของแม่ มือของคุณแม่ดาวเรืองเหี่ยวและตกกระ ตาฝ้าฟางคู่นั้นเต็มไปด้วยความรักและเมตตา ดวงหน้าที่งดงามนั้นไม่ต่างไปจากภาพถ่ายขาวดำเมื่อครั้งยังละอ่อนที่แขวนอยู่บนฝาผนัง “บ้านลุงกับป้า” ที่เชียงใหม่ คุณแม่ชอบออกไปเที่ยวและพูดคุยกับเพื่อนๆ ฉันเคยตามไปนั่งดูคุณแม่เล่นไพ่ตองกับเพื่อนๆ ในวันหยุดเมื่อหลายปีมาแล้ว ผู้สูงวัย 4-5 คน นั่งล้อมวงนับเลข สิริอายุรวมกันคงใกล้ๆ พันปี! แต่ละคนมีกระป๋องเศษสตางค์ส่วนตัวเอาไว้ลงทุนตาละ 5 บาท เดี๋ยวนี้แม่ไม่ไปเล่นแล้ว แม่มองไม่ค่อยเห็น แต่ก็ชอบเที่ยวอยู่บ้าง เวลาไปห้างพี่อ้อยเล่าว่าแม่จะซื้อเสื้อแบบเดียวกันครบทุกสี เอามาแขวนไว้ใส่ไม่ซ้ำกันทั้งอาทิตย์ แม่คงคิดว่าเวลาเหลือน้อย จะทำอะไรก็รีบๆ ทำ แม้ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงออกไปหาความสุขและความสนุกนอกบ้านอย่างที่เคยเป็น แค่ได้แต่งตัวสวยๆ นั่งดูทีวีอยู่กับบ้าน มีลูกหลานมาเยี่ยมก็มีความสุขได้เหมือนกัน ฉันเพิ่งจะได้ค้นพบวิถีทางแห่งความสุขในแบบนี้ จากที่เคยเชื่อมาทั้งชีวิตว่า ถ้าแก่ตัวไปวันๆ นั่งอยู่แต่กับบ้าน ดูแต่ทีวีชีวิตฉันคงอับเฉาน่าดู เหมือนที่คุณแม่ดาวเรืองเป็นอยู่ และเหมือนที่อ่านเจอในหนังสือของ ลีโอ ตอลสตอย
“ไม่ต้องแสวงหาความสุขไปทุกที่ แต่จงพร้อมเสมอที่จะพบมัน”
- จอห์น รัสกิน -
----------
(หมายเหตุ : ใกล้ฝั่ง (I) : คอลัมน์ เล่นหูเล่นตา : โดย ... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)
----------



