บันเทิง

Let the Right One In

Let the Right One In

14 พ.ค. 2552

‘ออสการ์’ เด็กชายวัย 12 ขวบ ท่าทางเจี๋ยมเจี๊ยม มักถูกกลุ่มเด็กหัวโจกที่โรงเรียนกลั่นแกล้งอยู่เสมอโดยที่เขาเองก็ไม่เคยตอบโต้ ได้แต่เก็บงำความแค้นไว้ในใจแล้วหาทางระบายออกด้วยการเก็บตัวคนเดียวในห้อง

  พร้อมชักมีดพกที่แอบซ่อนไว้ในห้องนอน ออกมากวัดแกว่งก่นด่าด้วยความอาฆาต หรือไม่ก็ออกไปพร่ำบ่นคนเดียวด้านนอกอพาร์ตเมนต์ที่อาศัยอยู่กับแม่ ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้เอง เขาก็มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนใหม่เป็นเด็กหญิงรุ่นราวคราวเดียวกันชื่อ ‘เอลี่’ ที่เพิ่งย้ายมาอาศัยอยู่ห้องข้างๆ และดูเหมือนว่าชะตาของทั้งสองจะต้องตรงกัน ภายในเวลาไม่นาน ‘ออสการ์’ และ ‘เอลี่’ ก็ผูกมิตรกันอย่างรวดเร็ว เริ่มจากการแบ่งปันของเล่นอย่าง ‘ลูกบิดรูบิค’ ที่ ‘ออสการ์’ ให้ ‘เอลี่’ และเธอก็ตอบรับไมตรีด้วยการสอนให้เขารู้จักตอบโต้คนอื่นบ้าง

 ระหว่างนั้น ก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นบริเวณรอบๆ อพาร์ตเมนต์ โดยเฉพาะคดีฆาตกรรมสองรายที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคนที่ ‘เอลี่’ มักจะบอกว่าเธอเป็น ‘เพื่อน’ กับ ‘ออสการ์’ ไม่ได้ และพยายามเตือนอยู่เสมอว่า ความจริงแล้วเธอไม่ได้เป็นเหมือนสิ่งที่เขาเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ จนสุดท้ายความจริงก็ปรากฏเมื่อ ‘ออสการ์’ พบว่า เพื่อนสาวของเขาเป็น ‘แวมไพร์’ และชีวิตของเธอก็ไม่เหลือใครที่จะอยู่คอยดูแล จนต้องออกตระเวนดูดเลือดจากเหยื่อด้วยตัวเอง

 “Let the Right One In” สร้างจากนวนิยายขายดีชื่อเดียวกันของสวีเดน โดยผู้เขียนคือ John Ajvide Lindqvist รับหน้าที่ดัดแปลงเป็นบทหนังด้วยตัวเอง ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้ นอกจากพล็อตที่แตกต่างจากที่เคยเป็นมาในหนังแนวนี้ที่มักนำเสนอเรื่องราวความรักต่างภพระหว่างมนุษย์-แวมไพร์ หรือแวมไพร์ด้วยกันแต่ต่างเผ่าพันธุ์ หนังกลับหันไปนำเสนอภาพความสัมพันธ์ระหว่างเด็กคนหนึ่ง กับแวมไพร์สาวน้อยที่เธอบอกว่ามีอายุ 12 ปี มานานเท่าไหร่ก็จำไม่ได้แล้ว โดยไม่พยายามชี้ชัด ว่านี่คือความสัมพันธ์แบบความรักหนุ่ม-สาว หรืออาจเป็นแค่ความผูกพันระหว่างเพื่อน แม้ ‘ออสการ์’ เอง จะดูแก่แดดเกินวัยไปสักหน่อยด้วยการเอ่ยปากบอกรักเธอก่อนก็ตาม แต่ทว่า ‘เอลี่’ เอง ก็ดูจะไม่ปฏิเสธหรือตอบตกลงกับสิ่งที่เขาร้องขอ เท่านั้นไม่พอหนังยังสร้างปูมหลังของตัวละครที่ต่างก็มีครอบครัวกะพร่องกะแพร่งไม่สมบูรณ์...

 ‘ออสการ์’ อาศัยอยู่กับแม่เพียงลำพัง (แม้จะเคยไปอยู่กับพ่อในเวลาสั้นๆ แต่ก็พบว่า สถานภาพของ ‘พ่อ’ นั้น ช่างห่างไกลกับการเป็นผู้นำครอบครัวและความเป็นชายเสียเหลือเกิน) ในขณะที่ ‘เอลี่’ แม้จะเป็นแวมไพร์ แต่สถานะความเป็นเด็กก็ต้องการผู้ใหญ่มาคอยดูแล แต่สุดท้ายเธอก็ไม่มีใคร ที่สำคัญทั้งคู่ต่างก็พบว่าพวกเขา คือส่วนที่หายไปของกันและกัน ผนวกกับบรรยากาศชานกรุงสตอกโฮล์ม ที่เงียบสงบ ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลนในตอนกลางวัน และอากาศขมุกขมัวมืดสลัวไร้ซึ่งแสงสียามค่ำ ที่ให้ความรู้สึกเปลี่ยวเหงาแสนอ้างว้าง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากความสัมพันธ์ของเด็กทั้งสองจะก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะต่างขาดความอบอุ่นในที่ทางของตน เท่านั้นไม่พอ ดูเหมือนหนังยังสนุกกับการสร้างความคลุมเครือ และความไม่ชัดเจนที่ว่านี้ ทำให้คนดูสนุกกับการนำไปคิดต่อ หรือคาดเดาต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปได้ต่างๆ นานา เป็นต้นว่า ชายกลางคนที่ดูแล ‘เอลี่’ ซึ่งหลายคนเหมาเอาว่าเขาคือพ่อของเธอนั้นที่แท้จริงเป็นใคร ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เป็นแบบไหน หรือเหตุผลที่แท้จริงว่าทำไม ‘เอลี่’ ถึงพยายามสร้างกำแพงระหว่างเธอกับ ‘ออสการ์’ ในตอนแรก ที่เพียงเพราะว่าตัวเองเป็น ‘แวมไพร์’ กระนั้นหรือ? กระทั่งวันเวลาที่ทั้งสองใช้การสื่อสารกันด้วยรหัสมอส เราก็ไม่สามารถถอดข้อความเหล่านั้นให้เข้าใจได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งที่สุดตลอดเวลาก็คือ ความงอกงามในความสัมพันธ์ พร้อมๆ กับการเติบโตของเด็กคนหนึ่งทั้งในเรื่องวุฒิภาวะ อารมณ์ และอาจรวมทั้งร่างกายและจิตใจ

 “Let the Right One In” เป็นคำเชื้อชวนให้เข้ามาข้างในห้องหรือในบ้าน ตามตำนานของแวมไพร์ ที่จะไม่สามารถเข้ามาในบ้านได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าบ้านหรือได้รับคำเชื้อเชิญเสียก่อน ซึ่งเดิมทีผู้กำกับ โทมัส อัลเฟรดสัน พยายามจะตัดฉากนี้ออกไป แต่ทว่าผู้เขียนบทและในฐานะเจ้าของบทประพันธ์ยังคงยืนกรานที่จะให้มีฉากนี้เอาไว้ ดังนั้นเมื่อเด็กน้อย ‘ออสการ์’ คิดจะลองของด้วยการไม่เอ่ยคำเชิญ ‘เอลี่’ เข้าบ้าน หากแต่พยักพเยิด แค่กวักมือล้อเล่นผิวปากเรียก และ ‘เอลี่’ ก็ลองดีด้วยการฝืนเดินเข้ามา ผลลัพธ์ที่ได้นอกจากเป็นฉากกุ๊กกิ๊กน่ารักเรียกรอยยิ้มแล้ว ยังตามมาด้วยความหวาดผวาชวนขนหัวลุกในเวลาเดียวกันได้อีกด้วย แม้หน้าหนังจะพะยี่ห้อของการเป็นหนังสยองขวัญ แต่กลับนำเสนอภาพความรุนแรงอย่างค่อยเป็นค่อยไป พูดง่ายๆ คือเล่นระดับดีกรีความรุนแรง ผกผันไปตามความเข้มข้นของเรื่องราวและความสัมพันธ์ของตัวละครที่คืบคลานสมอโดยที่เขาเองก็มีที่เขาเองก็มีไปอย่างต่อเนื่อง แม้ในตอนเปิดเรื่องที่หนังจะพยายามอธิบายการออกหาเหยื่อด้วยวิธีการวางยาสลบแล้วจับห้อยหัวเพื่อเชือดคอ แต่กลับใช้มุมกล้อง และการเคลื่อนไหวของตัวละครเพื่อปิดบังกรรมวิธีโหดร้ายเหล่านั้นได้อย่างมีชั้นเชิง หรือแม้แต่ฉากที่แวมไพร์สาวน้อยกระโดดตะครุบเหยื่อด้วยความหิว กระหาย หนังก็ไม่ได้นำเสนอภาพป่าเถื่อนรุนแรง แต่ครั้นเมื่อหนังดำเนินมาจนถึงจุดไคลแม็กซ์ แค่ฉากปรากฏตัวช่วยเพื่อนของเธอในสระว่ายน้ำ ก็ชวนให้หวาดผวาขนลุกขนพองสยองเกล้าถึงขั้นเอาตายได้เลยทีเดียว

 แม้ท้ายที่สุด หนังจะไม่ได้เรียกร้องอารมณ์ถวิลหาความรักโรแมนติกเหมือนหนังรักแวมไพร์เรื่องอื่นๆ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “Let the Right One In” ก็มีเสน่ห์ที่น่าสนใจในแบบฉบับของตัวเองอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะตอนจบที่ลงเอยแบบร้ายแต่น่ารักอย่างยากจะหาใครเหมือน


"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"

ชื่อเรื่อง : Let the Right One In
ผู้เขียนบท : John Ajvide Lindqvist
ผู้กำกับ : Tomas Alfredson
นักแสดง : Kare Hedebrant, Lina Leandersson
ความยาว : 114 นาที
วันที่เข้าฉาย : 14 พฤษภาคม 52
โรงภาพยนตร์เฮ้าส์ อาร์ซีเอ เพียงแห่งเดียว