
YouTube Television!
YouTube Television! : Eat play life โดย.. นันทขว้าง สิรสุนทร [email protected]
ระหว่างที่วัฒนธรรมป๊อปอย่าง YouTube เดินทางในโลกออนไลน์มาถึง 7 ปี ดูเหมือนการรับรู้ใหม่ๆ ทั้งภาพและเสียงก็จะ “รอนแรม” มาอย่างน่าสนใจด้วยน่าสนใจเพราะว่านิตยสาร Time เพิ่งทำสกู๊ปยาวเหยียดหลายหน้า บอกถึงผลกระทบในด้านดีที่ YouTube มีให้แก่มนุษย์ และน่าสนใจเพราะว่าสื่อใหม่อันว่าด้วยคลิปสั้นๆ ในอินเทอร์เน็ตนี้ กลายเป็นพื้นที่ เป็นจักรวาลที่รวมเรื่องทุกเรื่องในโลก มาอยู่ด้วยกันหมดตั้งแต่ความรักยันใคร่ และดินสอไปถึงเรือรบ
เกือบทุกท่านคงทราบแล้วว่า YouTube คืออะไร แต่ถ้ายังไม่ทราบ จะขออธิบายสั้นๆ ว่ามันคือคลิปภาพและเสียงเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ในโลกนี้ สามารถถ่ายตัวเอง คนอื่นๆ เหตุการณ์บังเอิญ หรือเรื่องดีร้ายที่เกิดขึ้น แล้วก็เอาไปไว้ในเว็บตัวเอง ผู้คนก็สามารถเข้าไปดูได้หมด อยากดูอะไรก็คีย์ชื่อเกี่ยวกับเรื่องนั้นลงไป (จบ)
มีหลายเรื่องที่อาจจำไม่ได้ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยลืมเกี่ยวกับการมาของ YouTube ก็คือ ตอนมันมาปีแรกเมื่อ 7 ปีที่แล้ว YouTube ถูกมองว่า จะเป็นแค่ “สิ่งบันทึก” เกี่ยวกับเรื่องที่ผ่านไป และคนไม่ได้ดู แต่ 2 ปีต่อมา มันถูกเรียกโดยสื่ออเมริกันว่า เป็นเหมือน “ที่ปล่อยของ” ของค่ายหนังทั้งหลาย (และหนังที่ไม่มีโอกาสฉายตามโรง)
จำได้ว่าศัพท์คำหนึ่งที่ฮิตมากเมื่อ 3-4 ปีที่แล้วคือ YouTube Theatre หรือ “โรงหนังยูทูบ”
หลังจากนั้นก็มีเรื่อง “ยูทูบคิทเช่น” เกี่ยวกับการเข้าครัวของประชาชนคนทั่วไป ที่ถ่ายการทำอาหารของตัวเองแล้วเอาไปลง จนรายการทีวีหลายรายการทั่วโลก ก๊อบปี้เอาเป็นของตัวเอง (พูดง่ายๆ คือบางคนดังเพราะเอารูปแบบในยูทูป ที่ทำโดยคนอื่นๆ มาเป็นของตัวเอง)
จากข่าวอาชญากรรม มาถึงหนัง จากหนังมาถึงการทำอาหาร มันไม่ได้จบแค่นั้น ตอนนี้ YouTube กลายเป็นพื้นที่อันทรงอิทธิพล เพราะมันไม่ใช่เว็บที่เอาไว้มาโพสต์อะไรก็ได้ ทิ้งไว้สนุกสนาน แต่ Time ได้ยกย่องว่ามันคือ “ทีวีช่องใหม่” เป็นช่องที่คนทั้งโลก เข้าไปดูร่วมกัน มีรายการหลากหลายที่สุดในโลก แถมยังมีสิ่งที่คนทำทีวีทุกชาติในโลกต้องการ นั่นคือ การมีคนดูมหาศาล ! ซึ่งไปๆมาๆ ไม่ใช่สถานีที่ไหน แต่เป็น YouTube นั่นเอง จนตอนนี้นักคิดนักข่าว ได้เรียกสื่อใหม่นี้ว่า กำลังจะเป็น YouTube Television (และแน่นอนว่า ได้เริ่มโปรเจกท์นี้ไปแล้ว)
เมื่อเป็นเช่นนั้น แสดงว่าในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา คนที่ไม่ได้สนใจอะไรกับ YouTube มากมาย ถึงขั้นที่อาจจะคิดว่า มาเร็วก็ไปเร็ว หรือ “มาเร็ว เคลมเร็ว” (รวมทั้งผม) ก็มีอันหน้าแตกเพราะว่า นอกจากจะไม่ได้ไปเร็วแล้ว มันยังอยู่อย่างแข็งแรง สุขภาพดี และท่าทางจะมีอายุยืนในโลกออนไลน์
เรื่องที่น่าปรบมือให้กับ YouTube ในบางมุมก็คือ มันทำให้ nobody หรือคนธรรมดา กลายไปเป็นคนดังหรือคนมีชื่อเสียง เป็น somebody ได้ในเวลาข้ามคืนหากว่าเขามีความสามารถและไอเดียที่ดีจริง หรืออีกอย่างหนึ่ง หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า นักทำโฆษณาทุกประเทศนั้น เขามีไอเดียที่มันหลุดกรอบ และสนุก ทว่าไม่สามารถเอาไปทำจริงได้เพราะอาจจะแรง กวนตีน และสุดโต่ง
พวกเขาก็สามารถนำมาปล่อยลงใน YouTube ให้ดูได้
มีอีกหลายรายการและอาชีพมหาศาล ที่เข้ามาใช้บริการของ YouTube นี้ แต่เมื่อมองอย่างละเอียดสำรวจ สิ่งหนึ่งที่มันได้สร้างและสะท้อนออกมา โดยที่คนทั้งโลกก็อาจจะไม่รู้ตัว นั่นก็คือ การเป็น “นักเล่าเรื่อง” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า storyteller
คำว่านักเล่าเรื่องนั้น แปลง่ายๆ ว่าแต่ละคนที่เข้าไปนำเสนอคลิปของตัวเองในนั้น จะมีวิธีการที่ไม่เหมือนกันเลย แต่หลายคนจะมี “ทริก” ในการรู้ว่า จะเล่าอย่างไรให้น่าสนใจ และเริ่มต้นลงท้าย โดยที่ไม่ต้องกล่าวถึงตัวเอง
Time magazine อาจจะชื่นชมยกย่องหลายอย่าง แต่ในมุมที่พวกเขาไม่ได้พูดถึง ก็คือ การเป็น “นักเล่าเรื่อง” ของคนทั้งโลก และเพราะการเป็นนักเล่าเรื่องนี่แหละ ที่ทำให้หลายอย่างมันน่าสนใจขึ้นมา ไม่ใช่ “เรื่องที่ถูกนำมาเล่า” นะ แต่เป็น “วิธีการเล่า” ที่สำคัญกว่า
ตัวอย่างง่ายๆ ที่บอกได้ว่าคนเรามีวิญญาณของการเป็นนักเล่าเรื่องมากแค่ไหน ดูได้จากคนทำงาน คนยุคใหม่ สาวๆ (มากกว่าหนุ่มๆ) ที่เวลาจะกินอาหาร กินไอติม หรือทานเมนูอะไรก็ตาม เขามักจะหยิบมือถือและกล้องขึ้นมาถ่ายอาหารในจานนั้น ก่อนนำไปโพสต์ลงในเฟซบุ๊ก และถ่ายเป็นคลิปไปลงใน YouTube
ฉะนั้น ท่ามกลางสายตาหลายร้อยล้านที่จับจ้องมองไปยังคลิป YouTube ราวกับมันคือ ทีวีช่องใหญ่ ที่ถ่ายทอดสดโลกทั้งโลกนั้น
เรื่องหนึ่งที่ติดตามมาด้วยก็คือ การเป็น storyteller ของคน
“นักเล่าเรื่อง”นะครับ ไม่ใช่ "นักสร้างเรื่อง”
.............................
(หมายเหตุ YouTube Television! : Eat play life โดย.. นันทขว้าง สิรสุนทร [email protected])



