
มากไปไหม???
มากไปไหม??? : มองผ่านเลนส์คม โดย... "จ๋า-ยศสินี ณ นคร"
วันนี้นั่งเขียนต้นฉบับมาจากเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศสค่ะ เนื่องด้วยมีภารกิจเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้จัดละครที่ได้ติดสอยห้อยตามนายหรือคุณประวิทย์ มาลีนนท์ มาดูงานเกี่ยวกับวิทยุ-โทรทัศน์ที่นี่ ช่างเป็นบุญของหญิงยศแท้ๆ ที่มีเจ้านายน่ารักและได้ทำงานในองค์กรที่ไม่เคยหยุดนิ่งจริงๆ
ทันทีที่เท้าแตะแผ่นดินฝรั่งเศส ทุกคนก็ก้มหน้าก้มตาหาสัญญาณโทรศัพท์หรือสัญญาณไวไฟต่างๆ กันสุดชีวิต คนที่เปิด Roaming มาไม่มีปัญหาก็เริ่มภารกิจถ่ายรูป อัพโหลด เช็กอิน อัพเดทสเตตัส ลงรูปกันตามโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ สุดพลัง แต่สำหรับคนที่สัญญาณมีปัญหาก็เกิดอาการหน้าหมอง หงุดหงิด ผิดหูผิดใจไปหมด ทำอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ เกิดอะไรเห็นอะไรก็ไม่สามารถอัพเดทได้อย่างเรียลไทม์ ยิ่งเห็นคนข้างๆ ตะบี้ตะบันกดไลค์ก็ยิ่งไม่เลิฟ โอย... ทำไม ชีวิตมันไม่สมบูรณ์ มันขาดหาย มันไม่ใช่อะกิ๊ฟ!!!
ฉันเองอดสงสัยไม่ได้ว่าโซเชียลเน็ตเวิร์กนี่มันเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคนสมัยนี้ได้ยังไง บางคนพอลืมมือถือไว้บ้านนี่ถึงกับกินข้าวไม่ลง มันอยู่ไม่สุข อยากรู้ว่าเพื่อนอัพเฟซบุ๊กไปถึงไหน ใครทวีตอะไรไปแล้วบ้าง ไปกินข้าวกับเพื่อน พออาหารวางก็ต้องแย่งกันถ่ายรูป แล้วต่างคนก็ต่างอัพโหลด เสร็จก็เม้นท์ว่าน่ากินงั้นงี้ แต่กว่าจะตอบเม้นท์เสร็จ อาหารก็เย็นชืด ไม่ได้น่าอร่อยเหมือนในรูปอีกแล้ว
อาการเหล่านี้เรียกว่าเสพติด ผลข้างเคียงมีมากมายค่ะ เอาแค่เพื่อนๆ รอบตัวฉันนี่แหละ มีตั้งแต่อาการหงุดหงิด พูดไม่รู้เรื่องไปจนถึงอาการทางร่างกาย ทั้งปวดหัว ปวดคอ ปวดหลัง นิ้วล็อก กระดูกนิ้วปูดโปนผิดรูป สายตาพร่ามัว แรกเริ่มก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร สงสัยไปว่าเป็นไมเกรมไหม หรือนอนทับเส้น เมื่อตัดสินใจไปหาหมอ คำถามแรกที่คุณหมอถามคือ "ใช้บีบีหรือว่าไอโฟน?" คุณหมอบอกค่ะว่าคนสมัยนี้เป็นโรคนี้กันเยอะมาก เพราะวางร่างกายผิดท่าผิดทาง เมื่อก่อนเรามีแต่คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับรูปร่างของคนเมื่อต้องนั่งทำงาน ต่อมาก็มีแล็บท็อปที่เราสามารถวางบนตักได้เลย หลายคนเริ่มมีปัญหาปวดหลัง จนมาตอนหลังทุกอย่างอัดแน่นรวมกันอยู่ในมือถือสี่เหลี่ยมอันเล็กๆ เรานั่งก็ต้องค้อมตัวลงมาใกล้ เป็นเหตุให้เริ่มปวดคอ ไหล่และหลัง สายตาเพ่งจ้องไปที่จอเรืองแสงเป็นเวลานานก็ส่งผลกับสายตาและทำให้ปวดหัว นิ้วที่ต้องประคองและกดแป้นพิมพ์ตัวเล็กๆ ก็ทำให้เกิดอาการนิ้วล็อก นอกเหนือจากนี้ยังส่งผลทางอ้อมให้เราสมาธิสั้นอีกด้วย สังเกตได้ว่าเรารออะไรไม่ได้นาน อยู่นิ่งเฉยไม่ได้ รถติดนิดเดียวก็ต้องหยิบโทรศัพท์มาดู บางคนนอนโดยที่มือถือคาอยู่กับอก ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้มาจากการที่เราเสพติดชีวิตออนไลน์ล้วนๆ เด็กและเยาวชนทุกวันนี้ใช้เวลามากกว่าหนึ่งในสามของวันเล่นเฟซบุ๊ก แต่เฉลี่ยแล้วอ่านหนังสือแค่วันละไม่ถึงสองบรรทัด!!!
ไม่ใช่ว่าไม่อยากให้เล่นกันนะคะ โซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นก็มีประโยชน์ แต่เราต้องเล่นให้ถูกที่และพอดีบ้าง อย่าลืมว่าในจอสี่เหลี่ยมเล็กๆ นั้นมันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตและไม่ใช่แหล่งความรู้และข้อมูลเพียงอย่างเดียว โลกยังอีกกว้างไกลและยังมีอีกมากมายให้เราค้นหา...
ลองหันมาเสพติดโลกแห่งความจริงกันอีกนิดดีกว่าไหม???
.............................
(หมายเหตุ มากไปไหม??? : มองผ่านเลนส์คม โดย... "จ๋า-ยศสินี ณ นคร")



