บันเทิง

ซ้ำรอย (I)

ซ้ำรอย (I)

26 มี.ค. 2555

ซ้ำรอย (I):เล่นหูเล่นตา โดย.. เจนนิเฟอร์ คิ้ม

           “เมื่อมนุษย์ล้มเหลวต่อ ‘การเรียนรู้’ มนุษย์จะกลับไปสู่ ‘การเลียนแบบ’ หรือ ?” 
 
          ข้อสมมุติฐานหรือข้อสงสัยในใจของฉันซึ่งยังหาคำตอบไม่ได้ แต่มันก็หยุดคิดไม่ได้เช่นกัน … ด้วยความเชื่อที่ว่า “การเรียนรู้” จะนำไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า หรืออย่างน้อยก็ทำให้เกิดข้อผิดพลาดที่น้อยกว่าเดิมเหมือนกับการพยายามแก้ไขข้อบกพร่องของต้นแบบให้ได้แบบใหม่ที่ดีกว่าประมาณนั้น… อย่างฉันถ้าฉันไม่รักที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆ จากตำรา ผู้คน เหตุการณ์และความผิดพลาดในรุ่นพ่อแม่นำมาปรับปรุงและแก้ไขทำให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง ป่านนี้ฉันก็คงเป็นนักเล่นการพนันอย่างที่เตี่ยและต้นตระกูลของฉันเคยเป็น… มันคงเป็นเช่นนั้นเพราะ “การลอกเลียนแบบนั้นง่ายกว่าการเรียนรู้สิ่งใหม่” เห็นๆ และแม้ว่าเราจะพยายามต่อต้านหรือปฏิเสธข้อผิดพลาดที่รุ่นก่อนๆ ได้ทำไว้ แต่บางทีก็เหมือนกับว่าสิ่งเหล่านั้นมันดึงดูดเราให้เข้าไปอยู่ในร่องรอยเก่าๆ ทุกครั้งที่เราเผลอ…
 
          “ผมไม่อยากมีครอบครัว ไม่อยากมีลูก เพราะผมเห็นข้อผิดพลาดและผลเสียที่จะตามมาจากการที่พ่อผมมีเมียหลายคน มีลูกเยอะแยะแล้วทำให้แม่ต้องเสียใจ เมื่อครอบครัวมีปัญหาผลเสียก็มักจะตกอยู่ที่ลูก…”
 
          ถ้อยคำที่ถ่ายทอดความรู้สึกเจ็บปวดและหวาดกลัวอยู่ลึกๆ ของชายคนหนึ่งสะท้อนให้เห็นความพยายามที่จะไม่ให้ชีวิตของเขาซ้ำรอยพ่อแม่ แต่ความจริงก็คือเขามีผู้หญิงหลายคนที่เขาเรียกว่า “เพื่อน” และหลายๆ คนในนั้นตั้งท้องกับเขา แล้วก็จบลงที่การทำแท้งครั้งแล้วครั้งเล่า ฉันไม่รู้ว่าความผิดพลาดในการป้องกันสัมพันธภาพทางเพศเกิดจากเขาหรือผู้หญิงเหล่านั้น เป็นไปได้หรือไม่ว่าบางครั้งอาจจะเป็นความผิดพลาดอย่างจงใจเพื่อจะจับผู้ชายคนนี้ให้ได้ แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตของลูกตัวเอง! ฉันว่าผู้ชายคนนี้ “เรียนรู้” ที่จะปรับชีวิตของเขาให้อยู่คนละร่องกับพ่อ แต่ความจริงก็คือ “เขาล้มเหลว” แต่ไม่ยอมรับมันว่าเขากำลังเดินตามรอยพ่อของเขาอยู่ เมื่อปัญหาที่ตามมามันยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ ที่แม้จะกำจัดผลที่ตามมาด้วยวิธีของเขาแล้วก็ตาม มันก็ยังคงเป็นเรื่องเดียวกันกับที่รุ่นพ่อแม่เขาเคยเจอ ยิ่งเขาพยายามจะวิ่งหนีจากรูปแบบนั้นเท่าไหร่ การเลียนแบบที่เขาไม่เคยยอมรับนั้นก็เข้าสู่ความสมบูรณ์แบบเท่านั้น… พ่อลูกช่างเหมือนกัน
 
          คนบางคนเติบโตมาจากครอบครัวที่ใช้กำลังและความรุนแรงกันมาตลอด เมื่อโตขึ้นเขาอาจจะจำภาพที่แม่และพี่น้องรวมทั้งเขาถูกพ่อขี้เมาทำร้ายร่างกายอยู่บ่อยๆ ขณะที่เขาใช้ชีวิตตามทางเดินของตนเอง หลายครั้งเขาก็ตกร่องที่พ่อเคยทำไว้ เขาใช้กำลังกับลูกเมีย… มันคือการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุดของการกระทำ 2 รูปแบบ การเรียนรู้และการเลียนแบบ แต่จะมีใครที่กล้ายอมรับความจริงว่า… เขาช่างไม่ต่างอะไรกับพ่อที่เขาเกลียด
 
          ชายคนหนึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่เรียกได้เต็มปากว่า ลูกเมียน้อย ไม่ได้รับการรับรองบุตรจากผู้เป็นพ่อ ช่วงระหว่างเด็กจนวัยรุ่น เขาได้เห็นการแบ่งชั้นวรรณะที่เกิดขึ้นจากลูกต่างแม่ที่เป็นเจ้าของบ้านหลังโตและทรัพย์สินทั้งหมดของคนที่เขาเรียกว่าพ่อ เขากับน้องๆ และแม่ต้องระเห็จออกมาจากที่พักพิงชั่วคราว (แต่ยาวนาน) แล้วมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ เขาตั้งใจทำงานหาเลี้ยงตัวเองจนเขาได้ในสิ่งที่อยากมีและอยากเป็น ได้แต่งงานมีครอบครัวมีลูกและเมียที่น่ารัก มันคงจะดีถ้าจบอย่างนั้น แต่ระหว่างนั้นเขาไม่เคยหยุดที่จะมีผู้หญิงมากมายราวกับเขาเป็นคนสำคัญต่อผู้หญิงพวกนั้น เขาแต่งงานลับๆ กับผู้หญิงอีกคนโดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้กันระหว่างหลวงกับน้อย ไม่นานเขาก็คงมีลูกกับอีกบ้าน นี่คือสิ่งเดียวกับที่พ่อเขาเคยทำ เขาอาจไม่ได้รับมรดกเป็นรูปของวัตถุหรือเงินทองที่จับต้องได้ แต่เขาได้รับมรดกทางพฤติกรรมอันเกิดจากการเลียนแบบที่ฝังลึก บางครั้งสิ่งที่เราเกลียดแล้วพยายามจะหนีจากมันกลับเป็นสิ่งที่ “เป็นเราเอง” เสียจนปฏิเสธไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าเขาคือคนเลียนแบบที่ล้มเหลวต่อการเรียนรู้หรือไม่ รู้แค่ว่า… พ่อลูกช่างเหมือนกัน
 
          ฉันนึกเสียดายที่สมัยเรียน ม.ปลาย (สมถวิล ราชดำริ) เป็นเด็กสายวิทย์ แต่กลับไปสอบสายศิลป์ เข้าเรียนเกี่ยวกับภาษาและวรรณคดีไทยที่มศว ปทุมวัน ถ้าตั้งใจเรียนกว่านั้นฉันคงสอบสายวิทย์และเลือกที่จะเรียนด้านจิตวิทยาในมหาวิทยาลัยสักแห่งที่สอบเข้าได้ ฉันจะได้เรียนรู้ให้ลึกซึ้งกว่านี้ว่าการเลียนแบบพฤติกรรมด้านลบในคนเรานั้น เราเลียนแบบมันจากการมองเห็นจดจำ หรือว่ามันเป็นพฤติกรรมที่อยู่ในยีนส์ของมนุษย์สามารถถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นได้กันแน่ ? มันจะเหมือนกับที่อยู่ในพฤติกรรมของสัตว์หรือไม่ เพราะสัตว์หลายชนิดรู้วิธีปีนป่าย บิน ว่ายน้ำ รวมถึงพฤติกรรมแปลกๆ ที่สัตว์ชนิดอื่นทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่พ่อแม่ของมันก็ไม่เคยอยู่สอนลูก เช่น ลูกเต่าฟักออกจากไข่แล้วว่ายน้ำลงทะเลเอง ปลาแซลมอนมันรู้แหล่งผสมพันธุ์และวางไข่ได้อย่างไรเมื่อพ่อแม่มันไม่เคยเขียนแผนที่ทิ้งไว้ แต่มันก็ว่ายน้ำไปตั้งไกลจนเจอ แล้วรุ่นต่อๆ ไปก็ทำเช่นนั้นอีก… แพะภูเขากินเกลือตามภูเขา มันรู้ได้อย่างไรทั้งๆ ที่แม่มันไม่เคยสอนแบบนั้น… นกชนิดหนึ่งไข่ไว้ให้นกกาเหว่าเลี้ยง เมื่อลูกนกเติบใหญ่มันก็ทำเหมือนแม่แท้ๆ ของมันทำต่อแม่นกตัวอื่นๆ สมมุติว่าพฤติกรรมด้านลบในมนุษย์ไม่ถูกถ่ายทอดผ่านยีนส์ งั้นเราไปเอาพฤติกรรมแบบนี้มาจากไหนถ้าไม่ได้เห็นจากรุ่นพ่อแม่ และเมื่อเราปฏิเสธว่าสิ่งเหล่านั้นมันไม่ดี เหตุใดเราจึงทำสิ่งนั้นอีกครั้งแล้วครั้งเล่า คิดแบบคนธรรมดาก็คงว่า “การทำชั่วง่ายกว่าการทำดี” แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันคิดว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเรียนรู้ การเรียนรู้นำไปสู่การพัฒนาและความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ทั้งวัตถุและจิตใจ เมื่อใดที่รุ่นหลังๆ ทำเลียนแบบรุ่นแรกๆ ก็ไม่เกิดการพัฒนาใดๆ เมื่อนั้นคนเราคงโง่ลงไปเรื่อยๆ เมื่อคนโง่ลงไม่ต้องคิดถึงประเทศว่าจะด้อยพัฒนาไปแค่ไหน ความจริงที่เจ็บปวดกว่าก็คือ เราไม่กล้ายอมรับความจริงนั้น แล้วเรีลชยกมันเสียฟังดูดีว่า “กำลังพัฒนา !” (จบแบบนี้เลย)
.............................
(หมายเหตุ ซ้ำรอย (I):เล่นหูเล่นตา โดย.. เจนนิเฟอร์ คิ้ม)