
จริงหรือปลอม
จริงหรือปลอม:พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected]
เมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยของนักวิชาการอเมริกันชื่อ คริสโตเฟอร์ คาร์เพนเตอร์ บอกว่าเฟซบุ๊กทำให้คนหลงตัวและไม่ใส่ใจเพื่อนในชีวิตจริง เหตุผลรวมๆ ก็คือ ภาพลักษณ์ที่แต่ละคนสร้างขึ้นในเฟซบุ๊ก ได้เข้าไปครอบงำตัวตนที่แท้จริง โดยมีเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กเป็นผู้สนับสนุนการดำรงอยู่ของตัวตนนั้นๆ
คาร์เพนเตอร์บอกว่า พวกคนหลงตัวในเฟซบุ๊กมีลักษณะร่วมคือชอบโอ้อวด ซึ่งอาจเพราะไม่อยากถูกละเลยหรือต้องการโฆษณาตัวเอง อีกทั้งยังมีความรู้สึกว่าตนสมควรใช้ประโยชน์จากบุคคลอื่นได้และต้องได้รับการยอมรับนับถือ โดยคนเหล่านี้มีแนวโน้มยอมรับการขอเป็นเพื่อนจากคนแปลกหน้าได้ง่าย ชอบอัพเดทวอลล์ตัวเอง ชอบเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ และมักชอบขอความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่ขณะเดียวกันไม่ค่อยช่วยใครเลย
คนแก่อย่างเราที่มีงานสื่อเป็นอาชีพหลักและใช้เฟซบุ๊กมาแล้วสองปี ใครขอแอดมารับหมด อ่านแล้วต้องย้อนนึกทบทวนความหลงตัวของตัวเองอย่างเร่งด่วน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องรีบโต้แย้งคณะวิจัย เพราะเขาสรุปตอนท้ายว่า การวิจัยนี้ยังถือเป็นงานปลายเปิด ยังไม่ฟันธงเป็นทฤษฎี
สำหรับเรา คนใช้เฟซบุ๊กไม่ได้มีเพียงคนที่อยากหาเพื่อน หาคู่ หาชู้ (กิ๊ก) ขายของ หรือโอ้อวดตัวเองว่าเก่งอย่างนั้น ดีอย่างนี้ รวยอย่างโน้น เก๋อย่างนู้น ฯลฯ เพื่อให้ได้รับคำยกย่องหรือเสียงชื่นชมโสมนัสซึ่งอาจหาได้ยากในชีวิตจริงเท่านั้น คนอีกกลุ่มที่งานวิจัยไม่ได้พูดถึง คือคนที่ใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการทำงาน เช่น คนทำสื่อ นักคิด นักเขียนและนักเคลื่อนไหวทางสังคมผู้เปิดเผยชื่อจริงหน้าจริง ชนิดที่ไม่มีทางเป็นตัวปลอม
เราเองใช้เฟซบุ๊กเป็นช่องทางในการติดตามข่าวสารที่สนใจ ติดตามความคิดของผู้คนในสังคม และเขียนสิ่งที่คิด เพราะในชีวิตจริงไม่มีพื้นที่เขียนในองค์กรสื่อที่ทำงานอยู่มานานแล้ว เนื่องจากภาระบริหารและอื่นๆ เป็นตัวจำกัดเวลา เพิ่งจะกลับมาที่ "คม ชัด ลึก" นี้ก็ต้องขอบคุณบรรณาธิการ แต่สารภาพว่ายังไม่ค่อยลงตัว ยังเขียนด้วยอารมณ์งงๆ ว่าอยู่ผิดที่ผิดทางหรือไม่ ได้แต่หวังว่าจะไม่มีท่านผู้อ่านตะคอกถามว่าเป็นคนไทยหรือเปล่า ไปอยู่ประเทศอื่นซะไป๊
กลับมาที่เรื่องตัวตนกับเฟซบุ๊ก น่าสนใจว่า ถ้าใช้สมมุติฐานของทีมวิจัยคณะนี้ คนทำสื่อทุกคน โดยเฉพาะคนหน้าจอซึ่งมีรัศมีเสมอ “ดารา” ก็น่าจะต้องเป็นคนหลงตัวมาก เพราะความ “เป็นที่รู้จัก” นั่นคือ ยิ่งมีคนรู้จักมาก ยิ่งมีคนฟัง คนอ่าน คนเชื่อและให้การสนับสนุนทุกการแสดงออกของคนทำสื่อคนนั้นๆ มาก คนทำสื่อคนนั้นก็จะยิ่งหลงตัวมาก ยิ่งคิดว่าตนมีฤทธิ์มาก มีอำนาจมาก มีความรู้มาก มีความดีมาก สมควรเป็นผู้ชี้ถูกผิดให้สังคมยิ่งกว่าใครๆ แม้ว่าความคิดและการแสดงออกของเขาอาจมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องปลอม
การแสดงออกของคนทำสื่อไทยไม่น้อยในวันนี้ เข้าข่ายสมมุติฐานข้างต้น ซึ่งแปลว่าสมมุติฐานนี้ไม่ถึงกับเลื่อนลอย แม้ยังต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก
ประเด็นก็คือ เมื่อใครๆ ในเฟซบุ๊กหรือช่องทางอื่นๆ ในโลกโซเชียลมีเดียสามารถเป็น “คนที่มีความน่าสนใจ” เป็นที่รู้จักหรือได้รับความชื่นชมในแวดวงอื่นๆ ที่อยู่ห่างจากชีวิตจริง ใครๆ เหล่านั้นก็อาจพอใจจะอยู่อย่างคนสำคัญในโลกจินตนาการ จนลืมโลกจริงและแวดวงคนคุ้นเคยเดิมๆ ซึ่งมีความสำคัญแต่มันกลายเป็นความปกติจนมองไม่เห็นก็ได้
ในกรณีนี้คนทำสื่ออาชีพซึ่งชินกับสถานะ “คนสาธารณะ” มานานอาจมีภูมิต้านทานมากกว่าคนทั่วไปจำนวนหนึ่ง แต่ก็เป็นไปได้ว่า คนทั่วไปจำนวนมากที่กลายเป็น คนสาธารณะ ในเฟซบุ๊กอาจไม่อยู่ในสภาวะหลงตัวเลย ซึ่งน่าสนใจว่า แต่ละคนเหล่านั้น รู้ตัวหรือลืมตัวเมื่อกำลังใช้เฟซบุ๊กหรือเครื่องมือโซเชียลมีเดียอื่นๆ พวกเขาใช้มันเพื่อสร้างตัวตน หรือใช้มันผ่านตัวตนเพื่อเป้าหมายอื่น หรือพวกเขาสร้างทั้งตัวตนและเป้าหมาย แล้วหลงตัวตนและเป้าหมายที่สร้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว?
บางทีหนทางไปสู่คำตอบ อาจเป็นเพียงการถอยห่างจากตัวตนในโลกจินตนาการเพื่อ “คิด” และ “ทำความเข้าใจ” อย่างจริงจังบ้าง แต่เพราะคนไทยจำนวนมากในสังคมแห่งความคลุมเครือ ไม่ค่อยสนใจว่าอะไรคือของจริง อะไรคือของปลอม อะไรคือความจริง อะไรคือความเชื่อ อีกทั้งไม่ได้รับการสนับสนุนให้คิดหรือแสวงหาความจริงซึ่งมักถูกขู่ว่าอาจทำให้ถึงตาย
คำตอบที่ได้ จึงมักเป็นการคลุมโปงอยู่ในความคลุมเครือต่อไป เพื่อความมั่นคงทางใจที่หลอกตัวเองว่ายั่งยืน
.............................
(หมายเหตุ จริงหรือปลอม:พริกกะเกลือ โดย... นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ [email protected] <mailto:[email protected]>)



