บันเทิง

เศรษฐา จากวันนั้น...ถึงวันนี้

เศรษฐา จากวันนั้น...ถึงวันนี้

22 มี.ค. 2555

เศรษฐา จากวันนั้น...ถึงวันนี้:เป็นคุ้งเป็นแคว โดย... เคน สองแคว

          วันอังคารกลางเดือนที่ผ่านมา พี่ต้อย เศรษฐา ศิระฉายา ศิลปินแห่งชาติ ปี 2554 สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล-ขับร้อง) ได้จัดคอนเสิร์ต “จากวันนั้น..ถึงวันนี้ เพราะมีคุณ” ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งนักฟังเพลงวัยใกล้กลางคนพาเหรดกันมามากมายจนบัตรขายหมดเกลี้ยง
 
          ก่อนอื่นต้องชื่นชมคณะทำงานที่รักษาเวลาในการแสดงได้ตรงเป๊ะ เริ่ม เวลา 20.00 น. ซึ่งหาได้ยากในคอนเสิร์ตบ้านเราทั้งนักร้องในหรือต่างประเทศ ไม่รู้เป็นไง มาแสดงในเมืองไทยเป็นต้องผิดเวลากันไปเสียหมด งานนี้จึงทำเอาแฟนเพลงที่มาถึงแล้วยังนวยนาดอยู่ข้างนอก ต้องรีบเดินกันเข้ามาเป็นขบวน ถ้าเราสร้างระบบให้แข็งแรงเช่นนี้ เชื่อว่า อีกหน่อยเราจะก้าวไปถึงจุดที่ว่า ใครมาช้ากว่าเวลาแสดงคอนเสิร์ต ต้องรอเข้ามาชมในช่วงพักครึ่งแบบที่ฝรั่งเขาทำกัน ดัดนิสัยเสียๆ กันบ้าง
 
          รายละเอียดในคอนเสิร์ตนั้น ผู้อ่านคงได้ทราบจากสื่ออื่นๆ กันบ้างแล้วว่า สุดยอดประทับใจขนาดไหน ในที่นี้จึงจะขอกล่าวถึงความหงุดหงิดที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดงานหนึ่งของเมืองไทย เพื่อเป็นบทเรียน
 
          จุดแรกคือ คอนเสิร์ตเพลงแนวนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชมที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีครอบครัวแล้ว หลายคนจูงลูกหลานมาดูด้วย น่าจะเป็นภาพที่อบอุ่นดี หากแต่เด็กที่มาด้วยนั้นผู้ใหญ่ควรอบรมเรื่องของมารยาทในการชมมรสพด้วย
 
          ที่นั่งข้างๆ ของผู้เขียน มีเด็กผู้ชายอายุไม่น่าถึงสิบขวบเข้ามาดูกับแม่ ซึ่งเขาก็ถามโน่นนี่ ตามประสาเด็กกำลังเรียนรู้ นิดๆ หน่อยๆ ก็พอเอ็นดู แต่เมื่อบ่อยมากเข้า มันกลายเป็นการรบกวนสมาธิของผู้ที่อยู่ข้างเคียง ขณะที่The Impossibles กำลังร้องเพลง “ชื่นรัก” ซึ่งประสานเสียงอย่างไพเราะ เด็กน้อยที่ว่า ก็เจื้อยแจ้วไม่หยุด แถมบางช่วงก็โพล่งขึ้นมาว่า เขาหัวเราะอะไรกันเหรอ ไม่เห็นขำเลย เพราะช่องว่างของวัยนั่นเอง ทำเอาผู้เขียนต้องกระซิบบอกว่า อย่าคุยเสียงดังนะครับ ทำเอาอารมณ์หงุดหงิดกันไปบ้าง แต่ถ้าไม่พูดเสียเลย ก็คงเสียอรรถรสในการชมคอนเสิร์ตอีกหลายเพลง
 
          ขณะที่คอนเสิร์ตยังไม่จบ ครอบครัวที่ว่า ก็พากันลุกพรึ่บกลับบ้านกลางเพลงซะงั้น คาดว่าเด็กคงง่วงนอน น่าเสียดายแทนผู้ใหญ่ที่ไม่ได้ดูเพลงสุดท้าย “เป็นไปไม่ได้” ที่ไพเราะสวยงามชวนขนลุกขนชัน และช่วงหลังพักการแสดง เพลง“ฉันเป็นของเธอ” ที่เป็นเพลงอมตะนำมาร้องใหม่ ถือว่าเป็นช่วงการแสดงต้องปรบมือให้ดังๆ กับความไพเราะที่ไม่รุ่มร่าม แค่เสียงร้องคุณภาพกับเปียโนก็เอาอยู่
 
          ระบบแสงสีเสียงในคอนเสิร์ตนี้ เกือบจะสมบูรณ์ ถ้าไม่ติดตรงไมโครโฟนของนักร้องนำที่เสียงเงียบไปในช่วงเพลงแรก และไฟแสงสีชวนหงุดหงิดบ้างในบางช่วงเพราะไม่ได้สื่อตามอารมณ์เพลงเลย เพลงเศร้าๆ เหงาๆ แต่กลับสาดไฟสีแดงเพลิงไปเต็มเวที ผู้เขียนไม่ได้รังเกียจแสงสีแดง แต่มันถูกใช้แบบไม่ถูกที่ถูกจังหวะ ถ้าเลือกสีไฟได้ถูกโทนอารมณ์ผู้ชมจะคล้อยตามได้มากขึ้น อย่างในเพลง “ว้าเหว่” ที่นำมาร้องใหม่ ท่อนเพลงขึ้นต้นที่ว่า “ว้าเหว่อยากเร่ไประบายสี เขียว ขจี ห่มชีวีพฤกษ์ ไพร อยากบินไปทาสีฟากฟ้าให้ดูงามตาเป็นฟ้าใหม่....” ผู้ควบคุมแสงสีกลับเปิดแช่ไฟนิ่งสนิทไว้อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
 
          เสน่ห์ของคอนเสิร์ต “จากวันนั้น...ถึงวันนี้ เพราะมีคุณ” ในครั้งนี้ ต้องยกเครดิตให้คุณเศรษฐาที่พยายามพูดคุยสอดแทรกให้ข้อมูลของเพลง ให้เกียรติคนทำงานเบื้องหน้าเบื้องหลังโดยตลอด ช่วงแขกรับเชิญสองสาว แหม่ม พัชริดา วัฒนา และ ปุ้ม อรวรรณ เย็นพูนสุข ที่ปรากฏตัวในไม่กี่เพลง แต่ก็แสดงความสามารถในการประสานเสียงได้อย่างโดดเด่นสมกับเป็นมืออาชีพทีเดียว
 
          คอนเสิร์ตครั้งนี้ เศรษฐาได้ทำอัลบั้มเพลง “จากวันนั้น...ถึงวันนี้ เพราะมีคุณ” ที่รวบรวมเพลงดัง 40 บทเพลง ของ 4 บรมครูเพลง ให้แฟนเพลงได้ซื้อหาด้วย เจ้าตัวลงทุนเองหมดไปหลายล้านบาทสำหรับงานชุดนี้ ผู้ที่ได้เป็นเจ้าของและฟังแล้วจะรู้ว่า ความสามารถด้านศิลปินในด้านการร้องเพลงของเศรษฐานั้นหาตัวจับยากจริงๆ
.............................
(หมายเหตุ เศรษฐา จากวันนั้น...ถึงวันนี้:เป็นคุ้งเป็นแคว โดย... เคน สองแคว)