บันเทิง

เรียบง่าย

เรียบง่าย

19 มี.ค. 2555

เรียบง่าย:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

           “ความเรียบง่ายเป็นผลมาจากการขัดเกลากิเลสจนบริสุทธิ์แล้ว” (ชอง ดาลองแบร์)
          คนแก่ 2 คนนั่งดูทีวีโดยไม่คุยกันทั้งๆ ที่สนิทกัน…นั่นคือความชินชา หรือ ความเรียบง่าย?
          สามีภรรยาคู่หนึ่งนั่งกินข้าวโดยไม่คุยกันทั้งๆ ที่ไม่โกรธกัน…นั่นคือความชินชา หรือ ความเรียบง่าย?
          ครอบครัวหนึ่งสั่งอาหารเดิมๆ ที่เคยสั่งประจำในร้านมากินกัน… นั่นคือความชินชา หรือ ความเรียบง่าย?
 
          ในบ้านหลังหนึ่งมีเครื่องเรือนไม่กี่ชิ้นกับคนอีกไม่กี่คนที่ทำอะไรแบบเดิมๆ ซ้ำๆ กันทุกวัน… นั่นคือความชินชา หรือ ความเรียบง่าย?
 
          สำหรับฉัน ถ้าสิ่งนั้นมีความเบื่อหน่ายซ่อนอยู่ มันคือ "ความชินชา" แต่ถ้าสิ่งนั้นมีความสุขซ่อนอยู่ มันคือ “ความเรียบง่าย” เพราะบางครั้งความซ้ำซากเป็นคุณสมบัติข้อหนึ่งของความเรียบง่าย…
 
          ฉันเคยคิดว่า การที่คนเราอยู่กันมานานจนร่วงโรยไปตามวัยใกล้ๆ กัน จะนำมาซึ่งความเบื่อหน่าย นานวันเข้าพวกเขาก็คุยกันน้อยลง แต่ความจริงแล้วพวกเขา “เข้าใจกันที่สุด” แล้วต่างหาก เมื่อต่างยอมรับและเข้าใจในกันและกัน ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นได้สร้างรูปแบบของการอยู่ร่วมกันที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นมา ซึ่งเรียกว่า “ความเรียบง่าย” แค่มองตากันก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร ดังนั้นคำพูดมากมายอย่างที่เคยผ่านมาจึงไม่จำเป็นอีกต่อไป…
 
          “ผมไม่ต้องการความสวย ความรวย หรืออะไรมากมายจากคนใกล้ตัวแล้ว นอกจากความเข้าใจ เวลาผมแก่ตัวไปเกิดเจ็บไข้ได้ป่วย บางทีอาจเป็นโรคที่พูดหรือขยับไม่ได้ แค่ผมมองตาคนคนนั้น เขาก็จะรู้ทันทีว่าผมต้องการอะไร…”
 
          นานมาแล้วที่เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเคยพูดกับฉันไว้ น่าแปลกใจที่คนอ่อนวัยกว่าฉันมากมายกลับตระหนักถึงความเรียบง่ายแห่งชีวิตคู่ ทั้งๆ ที่ยังไม่ถึงเวลาที่ก้าวสู่วัยชรา เมื่อก่อนฉันชอบสะสมข้าวของต่างๆ เป็นพักๆ ทั้งของเก่า ของใหม่ ของก๊อป ของจริง จนเต็มบ้านไม่มีที่จะวาง สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นคำตอบสุดท้ายของความต้องการในใจฉัน มันเป็นแค่เครื่องมือของการค้นหาความชอบในตัวฉัน และสุดท้ายมันก็คือที่อยู่ของฝุ่นที่จับเขรอะ เมื่อเริ่มเบื่อฉันเอาของเหล่านั้นไปให้คนอื่นบ้าง ทิ้งไปบ้าง เก็บชิ้นที่ชอบจริงๆ ไว้เพียงไม่กี่ชิ้น…

          ทุกวันนี้ไม่ว่าฉันจะไปที่ไหนพบเจอกับอะไรใหม่ๆ อีกมากมาย ฉันก็ไม่ได้นำสิ่งเหล่านั้นกลับมาครอบครองปรปักษ์เหมือนแต่ก่อน ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งต่างๆ ที่พบเห็นกลับไม่เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกต่อไป ยกเว้นสิ่งนั้นจะมีประวัติอันยาวนานหรือมีที่มาที่ไปที่ควรค่าแก่การจดจำ

          ไม่รู้เพราะเห็นมามากแล้ว หรือเป็นเพราะฉันแก่ลงและเฉื่อยจนไม่ตื่นเต้นกับอะไรอีกแล้ว ดังนั้นในห้องที่ฉันอยู่จึงมีสิ่งของที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวันเพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น…

          โต๊ะเขียนหนังสือใช้ร่วมกับโต๊ะกินข้าว ตู้เก็บดีวีดี และซีดี อย่างละใบ โต๊ะวางทีวีรวมกับเครื่องเสียง เก้าอี้ดูทีวีอีก 1 ตัว ที่นอน 1 ชิ้น (ไม่มีเตียง) ที่ที่ฉันใช้นอนอ่านหนังสือและนอนหลับ (มิใช่หลับนอน) อ้อ! มีตู้เย็นกับตู้ไม้เก็บจานชามอีก 1 ตู้ ทั้งหมดคือสิ่งของต้องใช้อย่างแท้จริงของฉัน คนที่วันๆ ออกไปทำงานนอกบ้านแล้วกลับมานั่งอยู่หน้าทีวีดูทรูวิชั่นส์ เบื่อๆ ก็หยิบหนังใหม่ๆ ออกมาดู (หนังเก่าที่ซื้อมาเก็บไว้เป็นร้อยๆ เรื่องก็ยังดูไม่ครบ) อารมณ์ดีก็หยิบซีดีออกมาเปิดฟังกับเครื่องเสียงไฮโซตัวจ้อยที่โก้ซื้อมาให้ (เพราะรู้ว่าคนอย่างฉันคงไม่ซื้อของดีแต่แพงแบบนี้มาใช้เองเป็นแน่… งก!) นั่นคือความบันเทิงเพื่อผ่อนคลายหรือหลีกหนีจากความเป็นจริงในชีวิตที่บางครั้งมันก็ไม่เคยปรานีปราศรัยกับคนสูงวัยอย่างฉัน…

          ถึงตรงนี้แล้วฉันเลิกค้นหาความชอบผ่านวัตถุ แต่กลับหันเหความสนใจมาที่ตัวของฉันเอง (ซึ่งไม่รวมการฉีดโบท็อกซ์หรือออกกำลังกายใดๆ) ด้วยการอ่านหนังสือแนวขัดเกลาจิตใจและปัญญาที่น้องคนหนึ่งซื้อมาให้อ่าน รวมถึงหนังสือแนวชีวประวัติของบุคคลสำคัญของโลกที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์หรือสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่วงการต่างๆ) เช่น สตีฟ จ็อบส์ โดยวอลเตอร์ ไอแซคสัน ฯลฯ

          ด้วยความรู้สึกที่ว่าฉันเกิดและแก่มาจนป่านนี้ฉันได้รู้จักผู้คนและสิ่งต่างๆ บนโลกนี้มาพอสมควร รู้ว่า… “ผู้คนเปลี่ยนไปตามโลกและทุกสิ่งล้วนไม่แน่นอน” เวลาที่ฉันมีเหลือนั้นน้อยเต็มที แต่ก็ยังยาวนานพอที่ฉันจะใช้ค้นหา… ตัวเอง! โดยที่ไม่รู้ว่ากว่าจะถึงวันสุดท้ายของชีวิตฉันจะได้ค้นหาตัวเอง… จนเจอหรือไม่ แต่อย่างน้อยการอ่านหนังสือผ่านถ้อยคำของบุคคลอันชาญฉลาดเป็นเหมือนการได้สนทนากับบุคคลเหล่านั้น ความโง่ของฉันก็จะลดน้อยลงไปกว่าที่เป็นอยู่ ฉันไม่หวังให้ตัวเองเป็นคนฉลาดที่สุด ขอแค่โง่น้อยที่สุดก็พอแล้ว (ขอมากไปมั้ย?)
 
          เมื่อได้ตระหนักว่าการค้นหาตัวตนของฉันมันซับซ้อนและต้องใช้ความละเอียดอ่อนของปัญญาเป็นเครื่องมือในการค้นหา สิ่งที่เหลือในชีวิตฉันมันจึงควรจะเรียบง่าย

          อะไรที่แปลว่าเรียบง่ายน่ะหรือ ก็คือ ลดความอยากให้น้อยลง “อุปสรรคและอุปทานนั้นแปรผันตามกัน” เมื่อไม่ต้องการหรือมีความอยากน้อยลง ความยุ่งยากในการไขว่คว้ามาครอบครองก็หมดลงไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น โชคดีที่ชีวิตเลยหลักสี่ไปทางมิราเคิล แกรนด์ ปาฏิหาริย์ต่างๆ มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้ (หากเราไม่ทำให้มันเกิดขึ้นด้วย… เงิน!) ดังนั้นเรื่องราวของความรักหรือคนรักที่ไม่อาจซื้อได้ด้วยเงิน หรือใช้ความอ่อนวัยไร้เดียงสาเข้าแลกจึงตกไป เหลือเพียงแค่ตัวฉันคนเดียวที่กำลังเหี่ยวและหง่อมไปตามวัย สิ่งที่ทำให้ตื่นเต้นก็ลดลงไปตาม มีเพียงความลึกซึ้งและเข้าถึงจิตใจของตัวเองอย่างเรียบง่ายที่ต้องไปให้ถึง

          อย่าแปลกใจที่บางครั้งคุณผู้อ่านอาจเห็นผู้หญิงวัยกลางคนหน้าซีดๆ รวบผมเรียบๆ สวมเสื้อยืด กางเกงยีน รองเท้าแตะ เดินตามข้างถนน กินอาหารริมฟุตบาท หรือวุ่นวายกับการจับจ่ายในตลาด ทำให้ต้องหันไปถามคนข้างๆ ว่า ใช่มั้ย? “อีนี่นะ” ก็ขอให้ฟันธงได้เลยว่าใช่! แม้ว่าจะธรรมดาเกินไป ถ้าคุณจะรับรู้ว่าความธรรมดาเป็นคุณสมบัติอีกข้อของความเรียบง่ายอย่างไร้ซึ่งภาพลักษณ์อันเป็นเพียงเปลือกหยาบๆ มีเพียงความจริงตรงหน้าที่สัมผัสได้อย่างเป็นธรรมชาติ นั่นจะทำให้ฉันเดินยิ้มไปทั้งวันมากกว่าตอนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตอลังการงานสร้างเสียอีก

          เพราะยิ่งธรรมดาและเรียบง่ายมากขึ้นเท่าใด ฉันก็ยิ่งเข้าใกล้ตัวตนของฉันมากขึ้นเท่านั้น และนั่นก็แปลว่ากิเลสของฉันถูกขัดเกลามากขึ้น แม้จะยังห่างไกลจากคำว่า “บริสุทธิ์แล้ว” ก็ตาม…

          ป.ล. ความจริงก็คือ สิ่งที่ฉันเรียกว่าเรียบง่าย แต่คนรอบข้างกลับเรียกมันว่า มักง่าย! …เฮ้อ
.............................
(หมายเหตุ เรียบง่าย:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)