
ความจริง?
ความจริง?:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
“คำขอโทษที่ไม่จริงใจสอดรับกับการอภัยโดยมารยาท”
“บางครั้งความจริงเจ็บปวดยิ่งกว่าคำหลอกลวง”
“อภัย คือ การให้อันยิ่งใหญ่… แต่จะมีใครที่ทำได้อย่างนั้นจริงๆ”
ประโยคต่างๆ เหล่านี้มันผุดขึ้นมาในสมองฉันจากข้อความที่เคยผ่านหูผ่านตาเข้ามาปะปนกันทำให้เกิด… ความจริงที่ขัดแย้งกันขึ้น
เคยรู้สึกไหมว่าบางครั้งรู้ทั้งรู้เราก็ยังคงต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คนดีๆ เขาทำกัน ทั้งๆ ที่เราทุกคนถูกสอนให้เป็นคนดี มีข้อควรและห้ามปฏิบัติมากมาย แต่ในชีวิตจริงบางสิ่งก็บังคับเราให้เดินไปอีกทางกับที่ถูกสอนไว้ ด้วยคำว่า “มารยาท” หรือ “การเอาตัวรอด” ในสถานการณ์นั้นๆ ก็สุดแล้วแต่ เมื่อเราไม่อยากถูกมองว่าเป็นคนแปลกหรือมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปทางลบ เราก็จะซ่อนตัวจริงของเราไว้ใต้ “มารยาท” ราวกับคนกลัวผีแล้วหลบไปอยู่ใต้ผ้าห่มอย่างไรอย่างนั้น การอยู่ใต้ผ้าห่มจะเพื่อหนีผีหรือซ่อนความกลัวไว้ก็แล้วแต่ใครจะเลือกเจตนาใด มีใครบ้างที่จะกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่มีทางรู้คำตอบ อาจจะเป็นไปได้ว่า คนเราทุกคนมีความขลาดและหวาดกลัวต่อความจริงที่ซ่อนอยู่ในจิตใต้สำนึก การโกหกคำโตจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราหลบเลี่ยงกับความจริงได้ในหลายๆ ครั้ง เพราะเราไม่อาจจะหลีกหนีความจริงที่ว่า “ความจริง” และ “คำอธิบาย” อาจจะไม่ใช่สิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากจะฟังจริงๆ หรอก… แม้ว่าความดี ความจริง และความจริงใจจะเป็นสิ่งที่ใครต่อใครอยากจะทำและอยากจะเป็น แต่บางทีทางเลือกก็ไม่ได้มีมากนัก หรืออาจจะไม่มีเลย นานเข้าเราจึงเลือกที่จะโกหกหลอกลวงเพื่อความสบายใจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่าย
คนเราอยู่ห่างไกลจากความจริงเมื่อไหร่น่ะเหรอ ก็เมื่อคำว่า “ภาพลักษณ์” และ “มารยาท” ถูกบันทึกไว้ในพจนานุกรมนั่นแหละ หรืออาจจะเมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันมากขึ้นๆ จนความจริงไม่มีที่จะอยู่ ถ้ามันต้องอยู่มันก็อาจถูกบิดเบือนด้วยความคิดของมนุษย์นั่นเอง…
ตลอดชีวิตของคนเรา เราอยู่กับความจริงแค่ไหน อัตราส่วนของความจริงกับความหลอกลวงของเราเป็นเท่าไหร่กัน 80 : 20 (มองโลกในแง่ดีหรือเข้าข้างตัวเองเกินไปมั้ย?) 50 : 50 (อันนี้อาจฟังขึ้นหน่อย) 40 : 60 (จริงซ้า!) 30 : 70 (จะจริงไปไหน?) ผลที่ออกมาของแต่ละคนจะเป็นเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวเราจริงแค่ไหน
“ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ความจริงอาจสร้างความเจ็บปวดจนวันตาย” โดยเฉพาะความจริงที่ไม่อยู่ข้างเดียวกันกับเรา มันอาจสร้างความเสียหายมากมาย… ตามมา มันจะเป็นอย่างไรถ้าเรารู้ว่าพ่อแม่ไม่ยกมรดกให้เราสักบาท แต่ยกให้น้องคนสุดท้อง เราคงไม่อยากรับรู้ความจริงนั้น ในขณะที่น้องเราคงถูกใจกับความจริงที่เอื้อประโยชน์ให้ นี่แหละความจริงบางครั้งมันไม่อยู่ข้างเรา แม้มันจะจริงแต่เราก็ไม่อยากจะเชื่อหรือรับรู้… ใช่ไหม?
การโกหกอาจเป็นบันไดหนีไฟของคนส่วนใหญ่ ถ้ามันไม่สร้างความเสียหายให้ใคร และที่สำคัญมันถูกใช้ถูกที่ถูกทางมันก็คงไม่เลวร้ายนักหรอก (มั้ง?)
“ชีวิตคนเราไม่ควรจะจริงเกินไป” (ดารณีนุช โพธิปิติ)
เพื่อนสนิทของฉันมันให้เหตุผลของการเล่น Instagram มันว่าชีวิตจะเป็นเหมือนละครในช่วงที่เล่นโปรแกรมนี้ มันคงชอบชีวิตเสมือนจริงมากกว่าชีวิตจริงที่เหนื่อยล้าและถาโถม เหมือนคนที่ต้องตั้งการ์ดชกและฮุกอยู่ตลอดเวลา ก็เลยกระโดดลงจากเวทีมาเล่นกระโดดเชือกหรือหมากเก็บแทน… สำหรับฉัน ฉันชอบอยู่กับความจริง (ชอบอยู่กับความจริงกับชอบพูดความจริงมันคนละเรื่องกัน โปรดแยกแยะ!)
เราเริ่มพูดโกหกเพื่อเอาตัวรอด ไล่เรียงไปสุดท้ายที่รักษา “มารยาท” (การโกหกเป็นหน่วยย่อยของมารยาท (เพื่อทราบ)) ใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งไม่ดี แต่จำเป็น ในหลายๆ ครั้ง โกหกแค่ไหนเรียกว่าโกหกแต่พอดี อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความถี่ โกหกมากๆ เข้าก็จะกลายเป็นนิสัย จนกลายเป็นว่า… “เราโกหกคนอื่นบ่อยครั้งจนชินและเราก็เริ่มโกหกตัวเอง” อาศัยคำว่า “จำเป็น” เป็นข้ออ้าง แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อไหร่ควรพูดความจริงและเมื่อไหร่ควรโกหก ก็คงขึ้นอยู่กับพื้นฐานความดีที่มีอยู่ในจิตใจของแต่ละคน หากเรามีเมตตาในจิตใจเราจะรู้ได้เองว่า… การพูดโกหกหรือพูดความจริงที่มิได้เอื้อประโยชน์ให้แก่ตัวเองและแสดงออกอย่างอ่อนน้อมและเรียบง่ายนั้นคือการมีเมตตาต่อผู้อื่น (ฉันว่านะ)
“คำพูดที่เป็นจริงมักไม่น่าฟัง ส่วนคำพูดน่าฟังนั้นไม่จำเป็นต้องจริง” (เล่าจื๊อ) เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วอยากจะจริงแค่ไหนก็แล้วแต่ใจของแต่ละคน บางคนเสียใจที่โกหก ส่วนบางคนโกหกเพราะไม่อยากจะเสียใจ ดังประโยคคมคายที่ว่า…
“ในทุกครั้งที่ท่านรู้สึกเสียใจว่าไม่ได้พูดบางสิ่งบางอย่างออกไป ท่านจะเสียใจเป็นร้อยเท่าถ้าท่านไม่ได้ปิดปากเงียบไว้…”
งั้นไม่พูดอะไร ก็ถือว่าไม่โกหกใช่มั้ย? !!
...................
(หมายเหตุ ความจริง?:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



