
ผู้หญิงของผม'She is my Iron Lady'
ผู้หญิงของผม'She is my Iron Lady':มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง
คงจะดูเชยไปแน่ๆ ถ้าหากวันนี้จะพูดถึงวงการภาพยนตร์โดยไม่มีการเอ่ยถึงงานสำคัญงานหนึ่ง นั่นคือ งานการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 84 ที่ผ่านมา และบนเวทีอันทรงเกียรติระดับโลกปีนี้หนึ่งในดาวดวงเด่นแห่งค่ำคืนนั้นคงจะไม่พ้นเธอคนนี้ ” เมอริล สตรีฟ” นักแสดงหญิงชาวอเมริกันวัย 62 ปีที่คว้ารางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมไปครองจาก The Iron Lady ในบทบาทอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ แห่งอังกฤษ ทำให้เธอได้เป็นเจ้าของรางวัลออสการ์ 3 ครั้ง โดยเธอได้รับรางวัลออสการ์เป็นครั้งแรกในชีวิตจากภาพยนตร์เรื่อง Kramer vs. Kramer และครั้งที่สองจากภาพยนตร์เรื่อง Sophie's Choice จนทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงในประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเข้าชิงออสการ์ถึง 17 ครั้ง
ตลอดเส้นทางในการแสดงของเธอนั้นมีภาพยนตร์มากมายที่ผมรู้สึกประทับใจ แต่บทบาทการแสดงของเธอที่ยังคงอยู่ในความทรงจำและเป็นภาพยนตร์ในดวงใจจนถึงทุกวันนี้ “ The Bridges of Madison County” (1995) ภาพยนตร์รักสุดแสนโรแมนติกที่นำเสนอเรื่องราวของ ฟรานเชสก้า (เมอริล สตีฟ) แม่บ้านลูกสองชาวอิตาเลียนที่ย้ายตามสามีมาทำไร่ อยู่ที่ไอโอวา ภาพยนตร์เล่นกับช่วงเวลาสี่วันที่เธอต้องอยู่บ้านเพียงลำพังและเป็นสี่วันที่จะมีความหมายกับเธอไปตลอด ชีวิต เมื่อเธอได้พบกับ โรเบิร์ต (คลินต์ อีสวูด) ช่างภาพที่เดินทางมาบันทึกและเขียนบทความเกี่ยวกับ สะพานโรสแมน ซึ่งเป็นสะพานคู่เมือง เมดิสัน เคาน์ตี้ ความประทับในอีกฝ่ายต่างก็เกิดขึ้นกับคนทั้งสอง และเมื่อเธอต้องพ่ายแพ้ต่อ ความเหงาในหัวใจจนพัฒนาก่อเป็นความรักขึ้น แต่ด้วยหน้าที่กับความรับผิดชอบในฐานะแม่ของลูกและภรรยา ฟรานเชสก้าเลือกที่จะตัดความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับโรเบิร์ตลง เธอเลือกที่จะอยู่ทำหน้าที่แม่และภรรยา ให้ดีที่สุด ณ ชนบทอันเงียบสงบแห่งนั้นต่อไป และเลือกที่จะเก็บความรักอันบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเธอกับเขาไว้เพียงใน ความทรงจำแต่เพียงผู้เดียวจวบจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งลมหายใจของชีวิต
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์หลายสถาบัน และได้มีการวิจัยว่าเป็นภาพยนตร์ที่ทำให้ที่ผู้ชายเสีย น้ำตามากที่สุด โดยแก่นของเรื่องที่พยายามจะบอกถึง "การให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว " และฉากที่สะท้อนในสิ่งที่ภาพยนตร์พยายามพาคนดูไปให้ถึงแก่นที่ตั้งธงไว้ คงหนีไม่พ้นฉากสำคัญในไคล์แม็กซ์ของเรื่อง ซึ่งสำหรับผมแล้วฉากนี้เพียงฉากเดียวเมอริล สตีฟก็ได้รับรางวัลออสการ์ในสถาบันของผมเองไปครองได้แล้ว มันช่างเป็นการแสดงที่สุดกดดัน แสนหดหู่ เจ็บปวด เธอทำให้ผู้ชมทุกคนรู้ถึงความรู้สึกทั้งหมดของตัวละคร และสิ่งต่างๆ ที่จะคงอยู่กับชีวิตที่เหลือของเธอ จนไม่กล้าคิดว่าถ้าเป็นตัวเราจะทำอย่างไร จะเลือกอะไร กับฉากที่เมอริล สตีฟในเงาของ ฟรานเชสก้าต้องตัดสินใจขณะที่โรเบิร์ตจอดรถติดไฟแดงอยู่ด้านหน้า และรถของเธอกับสามีจอดตามมาด้านหลัง ในวินาทีนั้นเธอเชื่อว่าหากเพียง เปิดประตูรถออกไป เธอก็สามารถใช้ชีวิตกับคนที่เธอรักตามที่หัวใจเรียกร้อง แต่แล้วเธอกลับเลือกตัดสินใจที่จะอยู่กับ ครอบครัวเพราะเห็นแก่ลูกและการเป็นภรรยา ภาพยนตร์แสดงความคิดในแบบสตรีนิยม (Feminism) จากการที่ผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะทำตามในสิ่งที่ตัวเองปรารถนา แต่อีกทางก็ถูกบังคับจากกรอบของสังคมที่กำหนดไว้ให้พวกเธอเดินตาม เหมือนกับประโยคที่เธอได้บอกกับโรเบิร์ต ในค่ำคืนหนึ่งว่า
“เมื่อผู้หญิงแต่งงาน, มันคือชีวิตที่กำลังเริ่มต้นใหม่ แต่ในอีกมุมหนึ่งชีวิตของเธอคนนั้นก็จบลงไปแล้ว”
หรือว่าการแต่งงานมันคือการเริ่มต้นและจุดจบของชีวิตไปพร้อมๆ กัน ยังคงเป็นคำถามปลายเปิดที่เรายังต้องค้นหาคำตอบปลายที่ปิดกันต่อไป ซึ่งคงต้องขอยกความดีส่วนหนึ่งให้กับการถ่ายทอดของเมอริล สตีฟ ที่ช่วยทำให้เห็นซึ่งสัจธรรมบางอย่างบนโลกเล็กๆ ใบนี้ และหากวันนี้ใครที่ยังไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้..คนที่สามารถสะท้อนทุกด้านทุกมุมของผู้หญิงจากทุกบทบาทที่เธอได้รับ...ผู้หญิงแกร่ง...ผู้หญิงเก่ง...ผู้หญิงมากความสามารถ ผมจะแนะนำให้คุณรู้จักเธอ .She is my Iron Lady...ผู้หญิงของผม.. “ เมอริล สตีฟ ”
...................
(หมายเหตุ ผู้หญิงของผม'She is my Iron Lady':มองผ่านเลนส์คม โดย... องอาจ สิงห์ลำพอง)



