
ชีพจรลงท้อง (อีก)
ชีพจรลงท้อง (อีก):เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
เครื่องบินลำเล็กหน้าเหมือนสัตว์ปีกที่บินบนฟ้าพาฉันและสีเกดเหินฟ้าไปอย่างพอเพียงและเจียมเนื้อเจียมตัวด้วยที่นั่งช่วงสั้นที่เหมาะสำหรับคนขาสั้นอย่างเราสองคนเป็นที่สุด… พนักงานหยิบหน้ากากกับเสื้อชูชีพออกมาสาธิตวิธีการแบบแมนวล (Manual) ต่อหน้าต่อตา ซึ่งขอสารภาพว่าผู้โดยสารอย่างฉันกับสีเกดที่ขึ้นบนเครื่องทีไรเป็นหยิบโน่นอ่านนี่ ไม่ก็หลับเลยไม่ทันได้สนใจ (ทั้งๆ ที่สำคัญต่อชีวิตในยามฉุกเฉิน) หากเกิดเหตุอันใดกับเราสองคนก็ให้เหมาเอาว่า “เสียชีวิตทันที !” โดยไม่ต้องควานหาร่างให้เปลืองแรง เพราะตายตั้งแต่ขาดอากาศแล้วล่ะ (ใช้หน้ากากออกซิเจนไม่เป็น !?) คนอย่างฉันน่ะ ไม่ตายง่ายๆ หรอก เพราะก่อนตายต้องทุรนทุรายเสียก่อนน่ะเซ่ ! ในที่สุดเครื่องก็ลงจอดโดยสวัสดิภาพ ตอนล้อแตะรันเวย์อาจจะกระทบกระเทือนช่วงล่างและกระดูกเชิงกรานบ้างเล็กน้อย… อย่างน้อยก็ยังได้บอกตัวเองในแง่ดีว่า “ยังรู้สึกอยู่ !”
ถึงท่าอากาศยานปลายทางสมองก็ยังมึนๆ อยู่จนกระทั่งได้ยินผู้คนที่ผ่านไปมา “แลงใต้” กันนั่นแหละถึงได้รู้ว่ามาถึง “ตรัง” แล้ว พนักงานจากโรงแรมสวมชุดกะลาสียืนถือป้ายเขียนชื่อ “เจนนิเฟอร์ คิ้ม” รออยู่ก่อนแล้ว ฉันจึงเดินตรงไปหาแล้วขึ้นรถตู้โรงแรมไป สนามบินอยู่ห่างจากโรงแรมรูปเรือที่สวยเก๋แค่ 15 นาที… รับกุญแจที่หน้าแผนกต้อนรับแล้วเอากระเป๋าไปวางไว้ในห้อง… ห้องสวยหรู มีโต๊ะทำงานแยกส่วนพร้อมโซฟานั่งเล่น ดูทีวีจอแบนแอลอีดีรุ่นเดียวกับที่บ้านคาดว่าน่าจะเพิ่งปรับปรุงมาใหม่ สีเกดบอกว่าเคยมาครั้งสองครั้งเมื่อสิบปีที่แล้ว ส่วนฉันนี่คือครั้งแรก… นักร้องบางคนอาจจะขลุกอยู่ในห้องเพื่อความสงบและปลอดภัยจากไทยมุง ส่วนฉันขนาดหน้าผมจัดมาเต็มเหนี่ยว คนยังจำไม่ค่อยได้ ! ต่อให้จำได้ก็ไม่ค่อยมีใครว่าอะไร นอกจากเล่นเกมผีกระซิบ “ใช่มั้ยๆๆๆ ?” แค่นั้นแหละ… ชื่อเสียงกับความเป็นนักร้องของฉันมันเกิดขึ้นเฉพาะตอนจับไมค์แหกปากโหนเสียงอยู่บนเวทีแค่นั้น เดินไต่กะไดลงมาฉันก็แค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่ง…
“ช่วยเรียกรถสามล้อ หรือรถกะป๊อ ให้หน่อยได้มั้ยคะ”
สีเกดบอกกับพนักงานหน้าฟรอนท์ของโรงแรม ไม่รู้ว่าที่นี่เขาเรียกรถท้องถิ่นว่าอะไร แต่ละที่ก็อาจจะไม่เหมือนกัน ตั้งแต่ สามล้อ กะป๊อ สกายแลป ฯลฯ เอาเป็นว่าไอ้ที่มันนั่งแล้วลมโกรก จะ 3 ล้อ 4 ล้อ ก็ไม่เกี่ยง ทางโรงแรมก็ดำเนินการให้ รอ 15 นาที รถตุ๊กๆ สีฟ้าอ่อนหน้าเหมือนกบก็มาเทียบหน้าโรงแรม มีลุงแก่ๆ ราว 60 เป็นพลขับ
“เท่าไหร่ลุง คิดเป็นหัว หรือชั่วโมง ?” สีเกดถาม
“ชั่วโมงละ 250 บาท” ลุงว่างั้น
ยังไม่สิ้นสุดคำว่าบาท หมูสองตัวก็กระโดดขึ้นรถจนแอ่น มองไกลๆ เหมือนรถขนหมู ตัวหนึ่งสีขาว อีกตัวสีเข้มกว่า… ฟ้าฝนทำท่าจะตกแต่ลุงคนขับบอกว่าสองสามวันนี้มันก็เป็นของมันอย่างนี้ แต่ฝนไม่ตกหรอก ลมอ้าวพัดมาตีหน้าขณะที่รถแล่นไป จู่ๆ ลุงก็จอดหน้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง แล้วชี้ไปที่อนุสาวรีย์บุคคลสำคัญท่านหนึ่ง ลุงว่า
“ท่านเป็นเจ้าเมืองตรัง ท่านชื่อ พระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดี”
ฉันกับสีเกดยกมือแต้ไหว้ท่าน แล้วบอกว่าให้รีบพาไปหาร้านอาหารชื่อดังของเมืองนี้ ประเดี๋ยวเดียวลุงก็พามาจอดหน้าร้าน “บ้านสวนสุดาพร” เต็มไปด้วยต้นไม้ต้นใหญ่กับเรือนไทยคล้ายๆ กับที่เชียงใหม่ มีเรือนเป็นซุ้มๆ มีน้ำตกจำลองสมกับเป็นบ้านสวน พวกเราหมูสองตัวสั่ง แกงเหลือง, แกงไตปลา (แบบเข้มข้นไม่ใส่ผัก ที่นี่เรียกว่า “แกงขี้เด” เหมือนน้ำพริกเข้มข้นที่เอาไว้กินกับผักเหนาะ) หมูย่างยำยอดมะพร้าว, ปลาทรายทอดขมิ้น, ทอดมันปลา, ลูกชิ้นปลาลวกกับน้ำจิ้มซีฟู้ด (อันนี้หรอยมาก สดและไม่คาว แถมเหนียวหนึบ) สั่งมากินกันเกลี้ยงแค่ 2 คน รีบกินรีบไปต่อเพราะมีเวลาเร่ร่อนเป็นสัมภเวสีอยู่แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น เลยบอกให้ลุงพาไปซื้อขนมเค้กเมืองตรัง แต่เวลานั้นเกือบทุ่มร้านดังเขาขายหมดกันตั้งแต่เช้าแล้ว ไปเจอร้านที่รับมาขายอีกที ก็ไม่ใช่รสชาติที่พวกเรากำลังตามหา ก็เลยต้องถอยกลับโรงแรมรอพรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่…
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้น สีเกดเดินงัวเงียเข้าห้องน้ำ ฉันงีบต่อ สักพักสีเกดก็ปลุกให้ฉันไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วเราก็แพ็กกระเป๋าเอาลงไปฝากไว้ที่หน้าฟรอนท์
“ทำไมลุงยังไม่มา ก็นัดกันไว้แล้วนี่ว่า 6 โมงครึ่งตอนเช้า”
สีเกดบ่นไปพร้อมกับพลิกนาฬิกาข้อมือดู ตอนนี้เพิ่งจะ 6 โมงเช้า สีเกดดูนาฬิกาผิดตอนตื่น ส่วนลุงก็ปิดโทรศัพท์ ก็เลยต้องเรียกสามล้อคันใหม่ ไม่ถึง 5 นาที สามล้อก็มาจอด ลุงที่แก่น้อยกว่าคันเมื่อวานเดินลงจากรถมาเจรจากับพวกเรา (แกประแป้งหน้าขาวมาเชียว) ตกลงราคาได้ถูกกว่าคันก่อน 50 บาท ชั่วโมงละ 200 บาท พวกเรารีบปีนขึ้นรถ นาทีทองก่อนตกเครื่องมันเป็นแบบนี้นี่เอง ลุงคนขับพาไปร้านหมูย่างตรังชื่อดัง “บ้านบัวบก” เป็นตึกแถว 2 คูหาที่เอาหมูย่างมาวางใส่ตู้กระจกแล้วสับชั่งเป็นกิโล เป็นขีดแล้วแต่จะสั่ง ให้เอากลับบ้านไปกิน ไม่มีโต๊ะให้นั่ง กิโลละ 400 บาท ขายวันละ 4 ตัวหมดแล้วหมดเลย ฉันขอชิมจากคนขาย เขาก็สับให้ชิมจนจะอิ่มคาเขียง ซื้อกลับไป 3.5 กิโล พอเป็นกระสาย ถ้าไหวคงจะอุ้มกลับไปทั้งตัว ! หมูย่างตรังจะออกรสหวานนำ หวานๆ เค็มๆ มีกลิ่นเครื่องหมักหอมๆ ต่างจากหมูย่างฮ่องกงที่ขายในตลาดเยาวราช หรือฮ่องกงที่เคยไปชิมมา ฉันเอาหมูแดงห่อกลับมาอีกกิโล หอมหวานอร่อยดี แต่อย่าไปเทียบกับจีนกวางตุ้งหรือแต้จิ๋วเพราะคนละแนว อร่อยกันคนละแบบ
สอบถามคนขายว่าเปิดขายมากี่ปีแล้ว นางเล่าว่าเมื่อก่อน “โก” เจ้าของร้านขายในตลาดตั้งแต่พ.ศ.2522 แล้วค่อยย้ายมาอยู่ที่ตึกแถว… ซื้อใส่กล่องแพ็กเรียบร้อย เราสองคนก็หาอะไรรองท้องตอนเช้ากัน พอดีร้านติดกันขายติ่มซำกับหมูย่างตรัง เราก็นั่งลงซึมซับวัฒนธรรมการกินของคนท้องถิ่นในทันที ทันใดนั้นก็ได้ตระหนักว่า… “มันไม่ใช่อะกิ๊บ !” แต่คนแถวนั้นก็กินกันไม่เห็นใครบ่นอะไร เอาเป็นว่าฉันคงติดนิสัยหรือติดรสชาติติ่มซำของร้านซีฝูร้าน “แยงซีเกียง” เชียงใหม่ (นิมมาน ซอย 5) กับที่โรงแรมเพนนินซูล่า จนกู่ไม่กลับแล้วก็ได้… เหลือเวลาอีกแค่ชั่วโมงกว่าก่อนขึ้นเครื่องกลับยังต้องตามหาเค้กตรังให้เจอ ลุงคนขับก็ใจดีพาไปทุกที่ แต่ช้าไปแล้วกิ๊บ นี่แค่ 7 โมงเช้าเค้กก็ถูกจองกลับกรุงเทพฯ หมดแล้ว รอบต่อไป 09.30 น. นอนที่นี่อีกสักคืนถึงจะมีสิทธิ์ได้กินร้านดัง “เบญจมิตร” “ไม่ยอมหมดหวัง” ฉันฮึมฮำเพลงไปที่ร้านเค้กอีกเจ้า ชื่อร้าน “ท่าปาบ” ถ.ตรัง-พัทลุง ก่อนแยกท่าปาบ อันนี้ก็ไม่ผิดหวัง เค้กเนื้อนุ่มละมุนลิ้นแบบไทยๆ ที่ไม่เหมือนใครก้อนละ 70 บาท หอบมาอีกเป็นสิบกล่องรวมของสีเกด แล้วรีบบึ่งไปสนามบิน ทันทีที่เครื่องเหินฟ้า สีเกดก็ถอดจิตขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์เหมือนเคย ปล่อยให้น้องนกทั้งหลายสาธิตวิธีใช้หน้ากากช่วยหายใจ นี่ก็อีกคน ถ้าเครื่องบินตกทางสายการบินไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียเพราะสาเหตุของการเสียชีวิตของสีเกดคือ ไหลตาย ! (ก่อนเครื่องจะขึ้นเสียอีก)
...................
(หมายเหตุ ชีพจรลงท้อง (อีก):เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



