บันเทิง

คิดแบบนางเอกน้องใหม่'โม'มนชนก

คิดแบบนางเอกน้องใหม่'โม'มนชนก
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

สกู๊ปบันเทิงวันเสาร์ : คิดแบบนางเอกน้องใหม่ 'โม' มนชนก

          เป็นนางเอกเต็มตัวกับละครเรื่องแรกของชีวิตใน "ลิขิตฟ้า ชะตาดิน" ที่กำลังฉายอยู่ในเวลานี้ทาง ททบ. 5 สำหรับนักแสดงหน้าใหม่ใสกิ๊ก "โม" มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ บันเทิง "คม ชัด ลึก" และรายการ "แมงโก้ แบงโก้" จึงไม่รอช้าพามาอัพเดทถึงผลงานล่าสุด พร้อมเปิดเผยเรื่องราวชีวิต และการปรับตัวในฐานะนักแสดงหน้าใหม่ในวงการบันเทิงแห่งนี้

 

          @@ ละครเรื่องแรก

 

ฟีดแบ็กละคร ลิขิตฟ้า ชะตาดิน 

 

          คนรอบข้าง คนรอบๆ ตัว ทั้งคุณพ่อคุณแม่ และญาติๆ บอกละครสนุก ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เพื่อนจะคอยติดตามดูว่าโมจะเป็นอย่างไรบ้างในละครเรื่องแรก ผลงานจะออกมาดี หรือเล่นแข็ง จะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งเมื่อเพื่อนได้ดูบอกว่าโอเค ชอบ

 

ละครเรื่องแรก มีความกดดัน หรือกังวลใจบ้างไหม

 

          มีความกังวลใจ ดีใจ และรู้สึกโล่งด้วย (ยิ้ม) เพราะตอนแรกที่ได้รู้ว่าจะได้เล่นละครเรื่องนี้ คือรู้สึกดีใจมาก เพราะจะได้เจอดารารุ่นใหญ่เยอะมาก เจอทั้ง "พี่สน" (ยุกต์ ส่งไพศาล) อา "ตู่" (นพพล โกมารชุน) พี่ "นุสบา" (ปุณณกันต์)พี่ "กบ" (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) ได้เจอแต่คนที่เราเคยดูผลงานเขามาตั้งแต่สมัยตอนเด็กในทีวี และเมื่อมาได้เล่นจริงๆ ในซีนแรกจึงเครียดมาก และกลัว รู้สึกกังวัลไปทุกอย่างว่าเราจะเล่นไม่ดี จะเป็นตัวถ่วงเขาไหม

 

ได้ร่วมงานกับนักแสดงรุ่นใหญ่ ได้รับคำแนะนำบ้างไหม

 

          พี่สน จะคอยแนะนำว่าให้เรายืนตรงนี้จะได้ไม่โดนบัง มีการตกลงกันก่อนเล่น มีซ้อมบท ว่าจะเล่นอารมณ์ประมาณนี้  ส่วนดารารุ่นพี่คนอื่นๆ จะไม่ค่อยได้คุยเท่าไหร่ แต่ใช้วิธีสังเกตการทำงานของผู้ใหญ่ ว่าเขาเล่นกันประมาณนี้ มีการวางตัว มีคาแร็กเตอร์แบบนี้ เราจะสังเกตเขามากกว่า

 

สำหรับผู้กำกับเป็นอย่างไรบ้าง

 

          คืนก่อนการแสดงนอนไม่หลับ มีความกังวลมากว่า พี่เขาจะด่า จะว่าอะไรบ้าง ซึ่งมีผลในซีนแรก โมมีบทพูดประมาณ 2-3 ประโยคเอง แต่เมื่อได้เข้าฉากจริงๆ ดันลืม เพราะกังวลมาก แต่ "พี่ปุ๊ย" (ผอูน จันทรศิริ) ใจดีมาก เป็นคนละเอียดที่คอยมาอธิบายทุกขั้นตอน ให้เราฟัง ให้เราเข้าใจในตัวละคร ทำให้คลายกังวลลงไปได้

 

ฉากที่ยากที่สุดของเรื่อง

 

          ฉากร้องไห้คนเดียว ต้องร้องไห้คนเดียวอยู่ในห้อง ซึ่งไม่มีใครคอยส่งให้เรา เราต้องคิดทุกอย่างอยู่ในหัวเอง แล้วโมเป็นคนคิดนาน (หัวเราะ) คิดลำดับเรื่องนานมากกว่าจะร้องไห้ ซึ่งคนในกองไม่สามารถที่จะรอนานได้ขนาดนั้น

 

มีการเรียกอารมณ์อย่างไร กว่าจะร้องไห้ได้ คิดถึงเรื่องอะไร

 

          คิดเรื่องตัวเอง เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับในละครเลย แต่เมื่อผ่านไปประมาณหนึ่งพอได้เข้ากองเรื่อยๆ เราเริ่มเข้าใจเหตุการณ์ในละครมากขึ้น จึงคิดประมวลว่าตัวละครในเรื่องนี้ เจออะไรมาบ้าง เสียใจเพราะอะไร และร้องไห้ตามอารมณ์ของตัวละคร

 

มีฉากเลิฟซีนด้วยเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

 

          เตรียมท่องบทให้คล่องมากกว่า ซึ่งบทเลิฟซีนไม่ได้มีอะไรมาก ไม่ได้จูบจริง ใช้มุมกล้อง สำหรับโมจริงๆ เรียนการแสดงอยู่แล้วที่มหาวิทยาลัย ก็จะชินว่าควรทำอย่างไร มันเป็นแค่การแสดง ไม่ได้คิดจริง คือถ้าอะไรที่ทำให้มันสมบูรณ์แบบ และสามารถทำได้ เราก็โอเคพร้อมทำ

 

บรรยากาศในกองเป็นอย่างไร

 

          สนุกมาก ไม่ซีเรียส ในกองโมจะมีแก๊งเพื่อนสาวคือ "เฌอเบลล์" (ลัลณ์ลลิน เตจะสา เวศซ์) กับ "ซี" (หทัยภัทร สมรรถวิทยาเวช) ซึ่งจะสนุกชอบแหย่คนอื่น ทีมงานน่ารักทุกคน โดยเฉพาะพี่สนจะชอบแกล้ง 2 คนนั้นมาก เช่นล้อ และตั้งฉายาให้ แต่พี่สนจะไม่ค่อยกล้าแกล้งโมเท่าไหร่ เขาบอกว่ากลัวโม เพราะโมเป็นคนหน้าตาเฉยๆ หน้าเหมือนดุ เหวี่ยงคนทั่วไปเลยไม่ค่อยจะกล้าเข้าใกล้ ซึ่งจริงๆ ไม่ได้คิดอะไร อยู่ในภวังค์ของตัวเอง (หัวเราะ) ซึ่งพี่ๆ คุณพ่อ และคุณแม่จะคอยแนะนำ ซึ่งคุณแม่จะซีเรียสมาก เพราะเขารู้ว่าโมเป็นคนอย่างไร เขาจึงไม่อยากให้คนมองว่า โมเป็นคนขี้วีน ขี้เหวี่ยง จึงคอยเตือนให้โมยิ้มไว้

 

ความประทับใจในตัวสน

 

          ประทับใจตรงที่เขาเป็นคนที่คิดคาแร็กเตอร์ตัวเองได้ ให้คนอื่นเชื่อมั่นว่าเขาเป็นคนนิ่ง (หัวเราะ) ซึ่งกว่าที่โมจะคุยกับพี่สนเหมือนคนปกติที่เขาคุยกันได้ ก็ปาไปครึ่งเรื่องแล้ว เพราะเขาดูเป็นคนมีฟอร์ม เราจะระแวงว่าเขาเป็นคนอย่างไร ส่วนพี่เขาจะกลัวว่าโมจะกัดหรือเปล่า เรียกว่าต่างระแวงซึ่งกันและกัน โมเป็นคนไม่ค่อยเข้าหาใครก่อนจะเงียบกับคนที่ไม่รู้จัก เพราะไม่รู้ว่าเขาชอบอะไร เป็นคนยังไง เราเป็นคนตรง หากพูดอะไรผิดไปจะโกรธเราไหม จึงใช้วิธีสังเกตก่อนแล้วค่อยเข้าหา แต่ตอนนี้ก็เริ่มปรับตัวว่าควรจะยิ้ม ยิ้มไว้ตลอดไม่ว่าจะเจออะไร ไม่ว่าจะทุกข์ เศร้า สุข เมื่อออกจากบ้านก็เหมือนเราทำงานอยู่ ควรจะยิ้มไว้ พยายามคิดอย่างนั้น

 

          @@ เรียนการแสดง

 

เคยเรียนการแสดงมาก่อนไหม

 

          เป็นความโชคดีมากกว่า ที่ก่อนจะได้มาเล่นละครทางเอ็กแซ็กท์ส่งไปเรียนการแสดงมาก่อน เรียนนานมากประมาณ 6 เดือนกว่า ก่อนที่จะได้มาแคสติ้งงานละคร และกำลังเรียนทางด้านการแสดงที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

 

ได้รู้อะไรจากการแสดงตรงนั้นบ้าง 

 

          เป็นการเรียนทฤษฎีปกติทั่วไป แต่เป็นตัวช่วยในการแสดงจริงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะว่าเมื่อถึงหน้ากอง ต้องใช้ประสบการณ์จริงล้วนๆ แต่สิ่งที่ได้จากการเรียนการแสดง คือทำให้เราสามารถเข้าใจอะไรได้ง่ายมากขึ้น

 

          ชีวิตในวงการ

 

อยู่ในวงการบันเทิงต้องคู่กับข่าว มีการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกับข่าวที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

 

          ทำใจไว้แล้ว และคิดว่าขอแค่คนที่รู้จักเรา พ่อแม่ และคนรอบตัวเข้าใจและรู้ความจริงก็พอ ว่าความจริงเป็นอย่างไร แต่ทุกวันนี้ก็ทำอย่างดีที่สุด และได้เตรียมใจในเรื่องของอนาคตไว้แล้ว

 

หลังจากที่ได้เข้าวงการมาสักระยะหนึ่งมองวงการนี้อย่างไรบ้าง

 

          มันยากมากที่เราจะสามารถอยู่ในวงการนี้ได้โดยปลอดภัย เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และในเรื่องของการปรับตัว เราต้องปรับเข้าหาคนเยอะมาก ต้องมีการพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ เพราะจะมีเด็กใหม่ๆ เข้ามาอยู่เสมอ ซึ่งโมมีความรู้สึกว่าการจะเข้ามาเป็นนักแสดงสมัยนี้มันง่ายมาก ง่ายกว่าเมื่อก่อน  เพราะสมัยก่อนโน้นโมสังเกตได้ว่าดารานักแสดงมีน้อยมาก และทุกคนจะมีฝีมือ แต่ว่าทุกวันนี้ด้วยวงการมีทั้งหนัง ละคร มากมาย ต้องใช้บุคลากรในวงการค่อนข้างเยอะ เพราะฉะนั้นเด็กใหม่ จึงเกิดขึ้นเรื่อยๆ

 

ติดใจไหมกับวงการบันเทิง

 

          สำหรับโมชอบงานแสดงอยู่แล้ว อย่างสาขาที่เรียนอยู่ก็เป็นสายตรงอยู่ จึงชอบ และจะพยายามอย่างดีที่สุด

 

วงการบันเทิงให้อะไรกับโมบ้าง

 

          อย่างแรกเลย คือ ความเป็นผู้ใหญ่ เราต้องมีความรับผิดชอบ ต่อหน้าที่เรา และการแคร์คนอื่น การต้องมองคนอื่นด้วยว่าเขาคิดกับเรายังไง จากเมื่อก่อนโมเป็นคนที่ใครจะคิดกับเรายังไงก็ไม่สนใจ โมเป็นของโมอย่างนี้  แต่ตอนนี้เราต้องแคร์เขาแล้วว่า เขาจะเข้าใจเราผิดไหม จะมองว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ จึงต้องมองคนอื่นบ้าง ซึ่งทำให้เราปรับตัวไปในทางที่ดีขึ้น เป็นแค่การปรับแต่ไม่ได้ถึงกับว่าเปลี่ยนตัวเองไปเลย ยังเป็นตัวของตัวเองอยู่ 

 

          @@ชีวิตส่วนตัว

 

เวลาว่างชอบทำอะไร

 

          นอกจากเข้าคลาสแอ็กติ้งการแสดงแล้วก็ต้องไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ว่างๆ จะทำอาหารบ้าง ทำเบเกอรี่  เพราะชอบ แต่ยังไม่เคยทำให้คนในกองทาน กลัวเขาจะท้องเสียกัน (หัวเราะ) แต่แม่ได้ชิม ก็จะชมไปงั้นๆ เหมือนกับว่า เออลูกฉันเป็นลูกสาว เพราะตอนเด็กๆ จะห้าวมาก (หัวเราะ) เคยต่อยกับเพื่อนผู้ชายตอนสมัยประถม

 

เหตุการณ์ไม่รู้ลืม

 

          คือโม เป็นคนขี้อายมาก ร้องไห้กับทุกอย่างที่ครูให้ทำ อย่างเช่นครูบอกให้ไปประกวดนางนพมาศ ไปร้องเพลง ไปเต้น คือ โมไม่ได้เลย ไม่ชอบ จะร้องไห้ ไม่ไปๆ เป็นเหตุการณ์ที่จำมาจนถึงทุกวันนี้

 

เรื่องหัวใจ

 

          แฟนจริงจังขนาดจะแต่งงานยังไม่มี แต่ถ้าเป็นเพื่อนกันคุยกันดีๆ จะมีบ้างเป็นเพื่อนสนิทคุยได้ทุกเรื่อง แต่ไม่ค่อยมีใครมาจีบ เพราะส่วนใหญ่จะกลัวเรามากกว่า เพราะเป็นคนหน้าบึ้ง ส่วนใหญ่จะคิดว่าดุแน่เลย ต้องวีน ต้องเหวี่ยงเลยไม่ค่อยกล้าเข้ามาจีบ

 

          @@ความภาคภูมิใจของพ่อแม่

 

พ่อแม่ภาคภูมิใจขนาดไหนกับลุกสาวคนนี้

 

          เขาไม่เคยหวังว่าลูกจะเป็นยังไง ต้องดัง ต้องเป็นหมอ แต่สิ่งที่เขาภูมิใจกับโมอย่างหนึ่งที่เขาพูดกับโมมาจนถึงทุกวันนี้ คือ โม โตขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น และรับผิดชอบตัวเองได้ แค่นี้ พ่อแม่ก็ภูมิใจแล้ว 

 

          ปรับตัวเพื่องาน แต่ไม่ทิ้งความเป็นตัวของตัวเอง นี่แหละความคิดนักแสดงรุ่นใหม่แบบ "โม"

 

----------

เรื่อง : ดวงใจ สอาดจิตต์/ การะเกด อัศวเสนา

----------

ชื่อ : มนชนก แสงฉายเพียงเพ็ญ

ชื่อเล่น : โม

เกิด : 30 ธันวาคม 2534

การศึกษา : สำเร็จการศึกษามัธยมปลายจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี และกำลังศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ เอกการแสดงและกำกับการแสดงมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ผลงานที่ผ่านมา : เลิฟจุลินทรีย์ รักมันใหญ่มาก, มึง-กู เพื่อนกันจนวันตาย และมิวสิกวิดีโอ 11 เพลง เช่น เพลง เฮ้อ ของกัน เดอะสตาร์, เพลง จินตนาการ ของตูมตาม เดอะสตาร์ ฯลฯ

ผลงานปัจจุบัน : ละครลิขิตฟ้า ชะตาดิน

 

 

----------

(หมายเหตุ : สกู๊ปบันเทิงวันเสาร์ : คิดแบบนางเอกน้องใหม่ 'โม' มนชนก : 18 ก.พ. 55 : เรื่อง : ดวงใจ สอาดจิตต์/ การะเกด อัศวเสนา )

----------

 

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง