บันเทิง

คิดถึง

คิดถึง
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

คิดถึง:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          เกือบ 3 ปีแล้วสินะที่ฉันไม่ได้ยืนอยู่บนเวทีคอนเสิร์ตใหญ่ๆ ฉันคิดถึงมันมั้ย? ไม่รู้สิ! บางทีฉันคงจะกดความรู้สึกนั้นไว้แล้วแกล้งทำเป็นลืม หรือมันนานจนฉันลืมมันไปแล้วจริงๆ …
 
          กลิ่นควันสีขาวที่เรียกว่า สโมค (Smoke) ดมแล้วปวดหัว แต่ก็จำเป็นสำหรับงานคอนเสิร์ตเพราะมันจะเป็นตัวย้อมแสงสีจากดวงไฟสีต่างๆ ที่ส่องลงบนเวที ช่วยทำให้เกิดมวลของแสงเป็นมิติที่ลึกกว่าแค่แสงเปล่าๆ ฉากที่ประกอบกันบนเวทีตามคอนเซ็ปต์ของคอนเสิร์ต จอภาพสีมีมิติที่เกิดจากหลอดไฟจิ๋ว แอลอีดี (LED) เป็นพันเป็นหมื่นดวงประกอบรวมกันช่วยสร้างภาพสวยๆ บนเวทีให้คนนั่งไกลๆ มองเห็นมันได้ชัด เมื่อส่งภาพศิลปินตัวเท่าก้านไม้ขีด (หากมองด้วยตาเปล่า) ขึ้นบนจอยักษ์นั้น … เครื่องดนตรีและเครื่องขยายเสียงถูกวางและแขวนตามประโยชน์ใช้สอยอย่างเป็นที่เป็นทาง นักดนตรีกับทีมประสานเสียงหรือคอรัส (Chorus) ยืนเกลื่อนกันบนเวที ทีมงานแบ็กสเตจ (Back Stage) สวมหูฟังเดินไปเดินมาเพื่อประสานงานในส่วนต่างๆ ให้เป็นไปตามเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมควบคุมเสียงอยู่อีกฟากตรงข้ามเวทีกับแผงควบคุมเสียงมูลค่าหลายล้านทำหน้าที่ควบคุมทุกสิ่งที่เป็นเสียงในงานให้ออกมาถูกทิศถูกทางอย่างซับซ้อนแต่ดูเรียบง่ายสำหรับคนฟังที่ไม่ใช่คนเบื้องหลัง… เก้าอี้เป็นพันๆ ถูกตัวจัดเรียงเป็นระเบียบติดเบอร์ไว้ทุกตัวถูกลำเลียงมาวางจนเต็มห้องจัดงาน ส่วนท้ายสุดของห้องถูกยกพื้นให้สูงขึ้นแล้ววางซ้อนด้วยโครงเหล็กเล่นระดับสำหรับผู้ฟังแถวหลังที่ไม่เคยถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังตามลำพัง ที่เป็นจริงตรงหน้าเพื่อให้โสตประสาททุกส่วนได้สัมผัสกับคำว่า… สด!
 
          และนี่คือความแตกต่างระหว่างซื้อตั๋วไปดูของจริงกับซื้อแผ่นมาดูที่บ้าน!
 
          โฮมเธียเตอร์ (Home Theatre) ของบ้านใครจะชุดใหญ่ขนาดไหนก็คงไม่ได้อารมณ์เท่ากับการสัมผัสกับช่วงเวลาที่เกิดขึ้นจริง ณ ขณะนั้น ยังไม่ต้องลงรายละเอียดเชิงลึกถึงมูลค่าของแต่ละคอนเสิร์ต ขนาดจัดโง่ๆ อย่างฉันยังใช้เงินไปทั้งหมดเกือบ 20 ล้านบาท (มีสปอนเซอร์แค่ 2 เจ้าในเวลานั้น คือ ไทยเบฟเวอเรจ กับ เมืองไทยประกันชีวิต) ฉันเป็นคนหนึ่งที่เกลียดเทศกาลและการจัดงานใหญ่ที่จะต้องเบียดเสียดยัดเยียดกับใครต่อใคร แต่ถ้าเป็นคอนเสิร์ตมันสนุกก็ตรงที่คนเยอะๆ นี่แหละ เพราะความสนุกไม่ได้อยู่แค่บนเวทีแต่หมายรวมไปถึงปฏิกิริยาโต้ตอบของคนดูเป็นสำคัญอีกด้วย… เวลาที่มีคนจำหนังหน้าฉันได้แล้วอุตส่าห์เดินเข้ามาทักว่า
 
          “ได้ไปดูคอนเสิร์ตพี่มาด้วย ทุกคอนเสิร์ตเลยค่ะ”
 
          ฉันดีใจจนน้ำตาจะไหล เพราะนั่นคือการให้เกียรติและเสียสละทั้งเงินและเวลามาหากันถึงที่ อารมณ์ประมาณว่าคนมาเยี่ยมถึงบ้าน กับคนที่โทรศัพท์มาหา เปรียบกับคนดูแสดงสดและคนดูแผ่นดีวีดี ใครมาหาเราถึงที่เราก็คงดีใจมากกว่า
 
          ฉันชอบเวลาของการประกอบร่างในคอนเสิร์ตก่อนถึงวันแสดงจริง เราจะเห็นเปลือกของงานไปจนถึงหัวใจของงานที่ต้องค่อยๆ ประกอบเข้ากัน โดยพยายามให้เห็นหรือมีรอยต่อน้อยที่สุด เพื่อให้เกิดความเนียนหรือความสมบูรณ์แบบที่สุดในวันจริง มันวึ่นวือ เวิ่นเว้อ ชวนปวดหัว แต่ฉันก็ยังชอบมันอยู่ดี ได้เห็นนักร้องร้องกันผิดๆ ถูกๆ (โดยเฉพาะฉัน) เห็นนักร้องแต่งตัวตามสบายทำตัวตามสบายหาความสมบูรณ์แบบไม่ค่อยเจอ ช่างตรงกันข้ามกับวันแสดงจริงที่ออกจะตื่นเต้นและเกร็งกันทุกคน ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่มีใครเดาได้ว่าผู้ชมจะมีปฏิกิริยาตอบรับอย่างไร และผลที่ตามมาคืออะไร รู้แค่ว่าต้องทำมันให้ดีที่สุดจนจบ… แต่ต่อให้อะไรจะเกิดขึ้นก็คงต้องแก้ไขอย่างเร็วที่สุด ร้องเพลงผิดเนื้อ หรือจำเนื้อไม่ได้บางท่อน สะดุดพื้นเวที ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่เกิดได้กับทุกคน แต่คนอย่างฉันอะไรที่แย่กว่านั้นก็เคยเกิดมาแล้ว… ในคอนเสิร์ตสโนว์คิ้ม ฉันวิ่งไปฉี่ขณะที่แขกรับเชิญร้อง 1 เพลง ช่วงดึงกกน.ขึ้น เสียงดังแคว้ก … ก!! ไม่แน่ใจว่า ใจ หรือ จิ๋ม ที่ร่วงลงพื้นไป ไอ้จะไม่นุ่งกางเกงลิงขึ้นเวทีก็จะกระไรอยู่ (ไม่ได้ห่วงเรื่องภาพ หรือเสียง แต่กังวลเรื่องกลิ่นมากกว่า!) ฉันแหกปากโหวกเหวกเรียกน้องช่างเสื้อที่ช่วยแต่งตัวให้เอาด้ายกับเข็มมาเย็บขยุ้มไว้พอประทังไป มีเวลาทั้งเย็บและวิ่งไปให้ถึงเวทีรวม 3 นาที … หวาดเสียวจริงๆ ค่ะ คุณขา ถ้ากางเกงลิงร่วงขณะร้องคนดู 5,000 คนคงต้องไปทำบังสุกุลเก๊ต่ออายุกันล่ะคราวนี้
 
          ตอนซ้อมช่วงวึ่นวือที่สุดก็คือช่วงที่นักร้องทั้งหมดต้องมายืนรวมกันร้องเพลงหมู่บนเวที ผู้ควบคุมและออกแบบท่าเต้น (Choreographer) ก็จะต้องมากำหนดจุดยืนและเคลื่อนไหวย้ายขบวนบนเวทีที่พวกเราเรียกว่า บล็อกกิ้ง (Blocking) ใครจะต้องยืนจุดไหน ย้ายไปที่จุดไหน สลับกับใคร อันนี้แหละต้องจำให้ได้ แต่พอถึงวันจริงก็จะออกแนวมั่วๆ อยู่ (โดยเฉพาะฉันอีกแล้ว!) … ครั้งนี้วันพฤหัสบดีที่ 2 กุมภาพันธ์ 2555 ฉันได้กลับมายืนที่เดิม… ที่ๆ เคยคุ้นเคย… ที่ๆ... สยามพารากอนฮอลล์ในวันซ้อมในสถานที่จริง มันคือช่วงเวลาที่ฉันชอบที่สุด (ชอบกว่าวันจริง) เพราะวันจริงจะเกร็งแถมชุดรัดร่างจนหายใจไม่ออก
 
          “พี่ๆ ทุกคนยืนตามจุดที่มาร์กไว้นะคะ เดี๋ยวพอถึงช่วงนี้ พี่ดี้กับพี่นิ่มจะออกมา เราจะหันไปด้านหลังเชิญพี่ดี้กับพี่นิ่มขึ้นเมน" เสียงจาก “อาร์ต” แห่ง ดีแดนซ์ทรูป (D-Dance Troupe) นักร้องที่มาซ้อม ทั้งใหม่ ติ๊นา พี่แอม เบน อ๊อฟ (ปองศักดิ์) และฉัน หัวเราะพร้อมๆ กัน จน “อาร์ต” ต้องแก้ตัวพัลวันว่า “เมน”  นั้น หมายถึง เวทีใหญ่ เมนสเตจ (Main Stage) ไม่ใช่ขึ้นเมรุตอนจะเผา
 
          “พอพี่ดี้ พี่นิ่ม เดินเข้ามาขอให้พี่แอมกับพี่ติ๊นาถ่างออก” เธอคงหมายถึงเปิดช่องให้พี่ดี้และพี่นิ่มเข้ามายืนแทน ฉันกับใหม่และอ๊อฟหัวเราะคิก จากนั้นหนึ่งในทีมงานก็แนะให้พวกเราจบเพลงสุดท้ายด้วยการก้มลงหมอบกราบ สิ้นประโยคพี่แอมก็เดินอาดๆ เข้ามาหาคนนั้นหน้าเวที โดยมีพวกเรายืนลุ้น (เอาล่ะสิ!)
 
          “พี่ว่ามันลำบากนะ ไหนจะชุดราตรีอีก จะให้หมอบกราบเลยเหรอ” เสียงพี่แอมเรียบๆ แต่หน้ามุ่ย แล้วนางก็ลงท้ายด้วยคำว่า whatever แปลว่า “จะเอายังไงก็เอาเหอะ!” เดินหันหลังไปเฉยๆ (แปลว่า ช่างมึง!) “อาร์ต” ที่ยืนอยู่ตรงกลางต้องมาไกล่เกลี่ยให้เป็นถอนสายบัวแทนแล้วพูดว่า
 
          “พี่แอมเขาเคยอยู่ทีม K-9 เขาไม่ชอบให้ใครมาสั่งให้หมอบคลาน”
 
          ฉันซึ่งยืนฟัง (ทุกเม็ด) หัวเราะก๊ากดังลั่นเวทีคอนเสิร์ต หัวเราะจนน้ำตาไหลทั้งๆ ที่ไม่มีใครเข้าใจ โดยเฉพาะพี่แอมก็ยังทำหน้าเฉยๆ จะไม่ขำได้ไงก็ลองนึกภาพ K-9 หน่วยฝึกสุนัขดมกลิ่นของตำรวจฝรั่งเขา เวลาที่เขาฝึกให้สุนัขพันธุ์อัลเซเชียนมันหมอบลอดรั้วหนามหรือคลานต่ำๆ ราบไปกับพื้นดูสิ เห็นภาพมั้ย?
 
          และเมื่อฉันได้มายืนบนเวทีคอนเสิร์ต ดี้-นิ่ม ภายใต้การผลิตของพี่ฉอด (สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปหลายปี ฉันรู้แล้วว่า ฉันไม่ใช่แค่คิดถึงทุกๆ อย่างที่เป็นคอนเสิร์ต แต่ฉันหลงรักมัน! (อีกครั้ง)
...................
(หมายเหตุ คิดถึง:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด