บันเทิง

เหมือนหรือต่างบางอย่างที่ต้องเป็น(1)

เหมือนหรือต่างบางอย่างที่ต้องเป็น(1)

30 ม.ค. 2555

เหมือนหรือต่าง … บางอย่างที่ต้องเป็น (1):เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าชีวิตคนเราที่แตกต่างและเป็นอยู่ในทุกวันนี้ใครเป็นคนกำหนด?             
 
          บ้างก็ว่า “ชีวิตลิขิตเอง” ไม่ต้องรอให้ใครมากำหนด แล้วรู้ได้อย่างไรว่าที่ทำมาทั้งหมดมันคือฝีมือของตัวเองล้วนๆ ไม่เคยอาศัยโชค โอกาส หรือจังหวะเหมาะแบบฟลุกๆ ที่อาจจะถูกกำหนดให้มันเป็นแบบนั้นมาก็ได้ จากการที่คนบางคนเกิดมาพร้อมความจนแสนจน จนกระทั่งวันหนึ่งกลายมาเป็นมหาเศรษฐีติดอันดับโลก แล้วคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทองก็กลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกในวันหนึ่งเช่นกัน เรากำหนดชีวิตตัวเองได้จริงๆ หรือ? หรือเพียงแค่เราดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่บนร่องชีวิตที่ใครบางคนหรือบางสิ่งที่เกินความคาดคิดของมนุษย์ได้กำหนดไว้ให้ตั้งแต่เรายังไม่เกิดเสียอีก?
 
          ถึงตรงนี้สิ่งที่ฉันรู้ก็แค่ ฉันเป็นใคร และกำลังจะทำอะไร  บนความเชื่อ ความฝันที่ใครๆ อาจไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร ที่สุดแล้วฉันจะพ่ายแพ้หรือมีชัยต่อเกมชีวิตของฉันเองกันแน่? … คนบางคนนั้นโชคดีที่ทำสิ่งใดก็เป็นไปตามคิด สำเร็จดังที่ตั้งใจ ได้มาอย่างไม่ยากเย็น จะเรียกว่ายืนอยู่ฝั่งเดียวกับโชคก็น่าจะใช่ แต่คนอย่างฉันกลับไม่ใช่แบบนั้น ทางเลือกของฉันมีแค่ ซ้ายหรือขวา ผิดหรือถูก โดยไม่มีคู่มือนำทาง เหมือนการพนัน เหมือนอะไรที่ต้องวัดดวงกัน แม้ฉันจะพยายามดิ้นรนมาถึงจุดที่ไกลกว่าการเป็นนักพนันแบบเตี่ยฉันโดยสายอาชีพ แต่รูปและวิธีฉันกลับยังคงยืนอยู่บนสิ่งที่ฉันพยายามวิ่งหนีมันตลอดชีวิต
 
          “ป๊า … วันนี้ได้หรือเสีย” เตี่ยก็จะตอบสลับกันไปตามความจริง ซึ่งความจริงที่ธรรมดาที่สุดก็คือ “เสีย” นั่นแปลว่า “โชคไม่ได้เข้าข้างเตี่ย” หรือในบางช่วงที่เตี่ยจะตอบว่า “ได้” ติดกันหลายอาทิตย์ทำให้ความเป็นอยู่ของพวกเราอู้ฟู่และความฝันของฉันพองโตเข้าใกล้คำว่า “มั่นคง” อย่างที่ฉันหวังไว้ แต่ก็แค่ “ความหวังในระยะสั้น” เพราะความอู้ฟู่ที่เคยฟูฟ่องกลับฟีบลงจนเหมือนความฝันไม่เคยมีอยู่หัวของฉันเมื่อเตี่ยเสียติดต่อกันเป็นเดือน ต้องเอาทองและเพชรที่เคยซื้อให้แม่ไปขายทำทุน มันเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากจะรับรู้และยอมรับ ยิ่งไปกว่านั้นใครจะไปคิดว่าอบายมุข การผิดศีลหนึ่งข้อหรือข้อห้ามของสังคมจะกลายอาชีพหนึ่งที่เลี้ยงดูฉันมาจนโต มันทำให้ฉันเชื่อว่า “ทุกสิ่งบนโลกนี้มี 2 ด้านเสมอ ถ้าเราเปิดใจให้กว้างเราจะหาข้อดีของมันที่เป็นประโยชน์เจออย่างน้อยก็หนึ่งข้อ” แม้หนึ่งข้อนั้นจะเป็นข้อห้ามก็ตาม! แต่ก็ยังดีที่เราได้รู้จักมัน … ใช่มั้ย?
 
          ฉันปฏิเสธไม่ได้ว่ารูปแบบและวิธีทำงานของฉันเหมือนการพนันของเตี่ยฉัน … มันใช่เลยแหละ! เมื่อไหร่ที่ฉันปฏิเสธมัน มันก็จะกลับมาพิสูจน์ให้ฉันยอมรับมันแบบนั้นอีกได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเริ่มจากการเดินเข้าไปหาแหล่งงานหรือขุมเงิน เช่นเดียวกับการเดินเข้าไปที่โต๊ะพนันสักโต๊ะ เลือกที่นั่งให้เหมาะ (ถูกที่ถูกทาง) แล้วนั่งลงมองผู้คนที่รายล้อมในฐานะคู่แข่ง นักแสวงโชค หรือนักล่าผู้หิวโหยก็แล้วแต่ เมื่อไพ่ถูกแจกเราจะรู้ว่าควรประเมินค่าตัวเองไว้ที่เท่าไหร่ แล้วเก็งคู่ต่อสู้ด้วยการเปิดไพ่จากกองกลางต่อไป ซึ่งบางครั้งการล่อหลอกด้วยสีหน้าและคำพูดก็อาจทำให้เราตกเป็นรองได้ ทั้งๆ ที่ไพ่ที่อยู่ในมือเราเหนือกว่า และเมื่อมีการรวมหัวหรือฮั้วกันในวงเกิดขึ้น เราจะตกอยู่ในฐานะของ “คนไม่มีพวก” ไม่มีแรงต่อรองจากผู้ชนะอาจเป็นผู้แพ้เมื่ออีกฝ่ายมีกำลังเสริม ฉันเรียกมันว่า “เส้นสาย” “กำลังภายใน” หรือ “คนของใคร?” ผลที่ออกมาก็คือฉันแพ้ในเกมนั้น  นั่นไงล่ะ! โชคไม่เข้าข้างฉัน หรือคนไม่เข้าข้างฉัน กันแน่? ฉันไม่ใส่ใจเพราะเตี่ยฉันบินเดี่ยว ส่วนฉันก็ทำงานคนเดียวเหมือนมวยข้างถนนที่ต้องอาศัยความทุ่มเทและโชคช่วยแบบดิบๆ โดยไม่ต้องอาศัยพรรคพวก จะอย่างไรก็ช่างฉันก็หาที่ยืนของฉันจนได้ก็แล้วกัน จากนั้นก็ต้องวิธีที่ทำให้ยืนตรงนั้นได้นานที่สุด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและคู่แข่งหน้าใหม่ที่แม้จะมาคนละสาย           
 
          แต่ก็ยังคงต้องแย่งชิงส่วนแบ่งที่ยังมีอยู่เท่าเดิมซึ่งบางครั้งมันทำให้ฉันเหนื่อยกับการตั้งการ์ด ตั้งสติอยู่แบบนั้น แต่หลายครั้งฉันกลับรู้สึกหลงใหลในการต่อสู้อย่างไม่หยุดหย่อนที่มีเงินเป็นเดิมพันแบบนี้โดยไม่รู้ตัว นานวันเข้ามันกลับฝังลึกติดหนึบเป็นหนึ่งในนิสัยประจำตัวของฉันที่ไม่กลัวคู่ต่อสู้หรือกำลังข้างมากเหมือนที่เตี่ยฉันไม่กลัวขาไพ่ที่ล้อมวงอยู่ยังไงยังงั้น มันยากที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูดของฉันเอง แต่มีคำพูดในหนังฝรั่งเรื่อง Limitless ที่โรเบิร์ต เดอ นีโร พูดกับพระเอกของเรื่องซึ่งก็คือ แบรดลีย์ คูเปอร์ ที่พอจะอธิบายให้เข้าใจได้อย่างที่ฉันคิด
 
          “อะไรก็ตามของคุณมันเป็นพรสวรรค์ ไม่ใช่พรแสวง … คุณไม่รู้อย่างที่ผมรู้ เพราะคุณไม่ได้แสวงหาอำนาจนั้นด้วยตัวเอง … คุณไม่เห็นความสำคัญของอำนาจที่มีอยู่เลย คุณใช้มันทิ้งขว้างเหมือนเด็กๆ … คุณไม่ได้ไต่มาบนเส้นทางที่ยากลำบาก คุณไม่ได้ค่อยๆ สะสมเงินทุน คุณยังไม่ได้ติดสินบน หว่านล้อมหรือข่มขู่เพื่อให้ได้มานั่งที่นี่ … คุณไม่ได้แข่งกับอะไร เพราะคุณไม่เคยลงแข่ง … อย่าทำให้ผมเป็นคู่แข่งของคุณ!”
 
          เมื่อการเผชิญหน้าเกิดขึ้น วิธีการและสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในบทสนทนาข้างต้น ทั้งพรสวรรค์ พรแสวง ความรู้เขารู้เรา การข่มขู่ การหว่านล้อม หรือแม้แต่ติดสินบนจะถูกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ ถ้าจะต้องสารภาพบาป ฉันคงจะบอกว่า “ฉันใช้มันมาแล้วทุกวิธี” ฟังดูโหดร้ายแต่ทำอย่างไรได้ในเมื่อฉันกำลังเล่นเกมชีวิตในป่าคอนกรีตที่แห้งแล้งและไร้ความปรานี  ท่ามกลางผู้ล่ามากมายและเหยื่อที่มีอยู่น้อยนิด จะด้วยวิธีใดก็ช่างฉันจะต้องได้เหยื่อกลับมา (แต่มันไม่ทุกครั้งหรอก หลายครั้งที่เหวอะมาเลยเหมือนกัน) ฉันไม่กำลังสู้กับใครหรืออะไร นอกจากสู้กับชะตาชีวิตของตัวเองที่หลายครั้งโชคไม่เข้าข้าง … พระเจ้าปิดหูปิดตาหรือว่าท่านกำลังทดสอบอะไรในตัวฉันอยู่ … หรือบาปกรรมกำลังเอาคืนกับฉันในชาตินี้ มันจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้ฉันล้มแล้วล้มอีก ยังไงฉันก็ต้องลุกขึ้นยืนให้ได้อีกครั้ง … และอีกหลายๆ ครั้งในภาวะขาดแคลนโชคแต่ร่ำรวยเล่ห์เหลี่ยมและความทะยานอยาก เมื่อถึงตรงนี้ฉันยอมรับแล้วว่า ชีวิตฉันถอดแบบจากเตี่ยฉันมา...
 
          ชีวิตที่ต้องเล่นเกมกับตัวเองเป็นครั้งๆ ไป เพื่อให้ได้มากกว่าเสียจนกว่าเกมชีวิตจะจบลงในวันที่ฉันจากโลกนี้ไป แต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป …
...................
(หมายเหตุ เหมือนหรือต่าง … บางอย่างที่ต้องเป็น (1):เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)