บันเทิง

จากลูกโลกฯถึงออสการ์7หนังเยี่ยมที่น่าดู

จากลูกโลกฯถึงออสการ์7หนังเยี่ยมที่น่าดู

20 ม.ค. 2555

จากลูกโลกฯ ถึงออสการ์7 หนังเยี่ยมที่น่าดู:หนังจอกว้าง โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร

          อาจจะกล่าวได้ว่า ถ้า ”ออสการ์” เป็น “ชายหนุ่ม” รางวัล “ลูกโลกทองคำ” ก็คงไม่ต่างอะไรจาก “หญิงสาว”

          เป็นหญิงสาวที่มีอารมณ์ซับซ้อนและคาดเดาได้ยากกว่าออสการ์ที่หลายๆ ปีพอเปิดโผออกมา ก็แทบจะรู้แล้วว่า หนังเรื่องไหนจะมาวิน (นี่ยังไม่นับบางปีที่หนังเข้าชิงหรือนักแสดงมาแบบ “มาเวอริค” หรือข้ามาคนเดียว เต็งหาม)
 
          แม้ลูกโลกทองคำจะมีข้อด้อยจากความหวังดีของตัวเอง คือเปิดโอกาสให้หนังมีกลุ่มทางมากกว่าหนึ่งอย่าง ตาพูดตามตรง ผมรู้สึกว่างานที่เข้ามาชิงทางลูกโลกทองคำ มีคุณภาพมากกว่าออสการ์ (ซึ่งระยะหลังๆ เมื่อมีการรีออร์แกไนซ์องค์กรไปแล้ว รื้อพวกอนุรักษ์นิยมออก และป้อนคนรุ่นใหม่เข้ามา แล้วจะดีขึ้นก็ตาม)ในแง่ของการวิเคราะห์ การมีกรรมการมากถึง 5,600 คนของออสการ์ และ 93 คนของ “ลูกโลกทองคำ” ก็เป็นการบอกอย่างชัดเจนถึงการวาง positioning ของสถาบันในการเป็น popular vote กับ committee vote ซึ่งนั่นหมายความว่า เราก็ต้องไม่ซีเรียสจริงจัง คาดหวังอะไรเว่อร์ๆ ไปด้วย

          5 วันที่แล้ว ลูกโลกทองคำของสื่อต่างชาติที่ทำงานในฮอลลีวู้ดประกาศไปแล้ว และอีกไม่เกิน 10 วันข้างหน้า ออสการ์ก็ถึงเวลาจะประกาศม้าเข้าแข่งของตัวเองบ้าง

          มีหนังกลุ่มหนึ่งที่จะมีบทบาทใน “สองสถาบัน” นี้อย่างแน่นอน และที่สำคัญก็คือ หนังกลุ่มนี้ มีการฉายในบ้านเราตอนนี้และในโปรแกรมช่วง 3 เดือนแรก

          วันนี้จึงขออาสาพาไปดูหนัง 7 เรื่อง ที่ไม่ควรพลาดอย่าง
          1.We Need to talk about Kevin
          หน้าหนังนึกว่าเป็นเรื่องแม่กับลูกนุ่มนวลอะไรกันตามความสัมพันธ์ขัดแย้ง แต่แท้จริงแล้วมันคือเรื่องราว ที่ตั้งคำถามกับเราว่าจะทำยังไง ถ้าหากว่าลูกคุณเป็นฆาตกรโรคจิต แม่ ที่มีลูกชาย (รับบทโดย Ezra Miller)เป็นฆาตกรโรคจิต ที่สังหารหมู่ผู้คนอย่างเลือดเย็น โดยผู้เป็นแม่พยายามทำใจ และพยายามสืบค้น สาเหตุที่ลูกของเธอ กลายเป็นฆาตกรโรคจิตไปได้
นี่คือดราม่าเข้มข้น ขึงขัง จริงจัง และพาเราไปสำรวจแง่มุมต่างๆ ระหว่างความเป็นแม่กับลูก และความเป็นสังคมกับปัจเจก
  
          2. A Separate : Nader and Simin
          ดูไปตั้งแต่กันยายนปีที่แล้วหรือเมื่อ 5 เดือนที่แล้ว ดูเสร็จก็ส่งเสียงเชียร์มาตลอด และก็ดีใจที่หนังคว้าลูกโลกทองคำสาขาต่างประเทศ และไปได้อีกหลายรางวัลในเทศกาล ตัวหนังเล่าเรื่องในครอบครัวหนึ่ง ที่ภรรยาหนีหายไปเพราะอยากให้ลูกสาวและสามีย้ายไปอยู่ “ในที่ซึ่งดีกว่า”

          พอเมียและความเป็นแม่หายไป ฝ่ายสามีก็ไปจ้างหญิงคนหนึ่ง(ที่กำลังตั้งครรภ์) มาทำงานบ้านและดูแลพ่อที่แก่ชราขี้หลงขี้ลืม เรื่องไม่ได้จบแค่นี้ เพราะมันมีปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ซึ่งสะท้อนถึงข้อบกพร่องของความเชื่อ สังคมและแบบแผนนิยม รวมไปถึงพระเจ้า ก็ยังบกพร่องด้วย

          หนังฉายวันที่ 19 มกราคมที่เฮาส์ที่เดียว อย่ารอนาน กลัวหนังจะออก
  
          3. The Descendant
          ผมเป็นแฟนของ sideway และ อเล็กซานเดอร์ เพย์น รวมทั้งจีเนียสของฮอลลีวู้ดอย่าง จอร์จ คลูนีย์ ฉะนั้น เมื่อมทั้งคู่ร่วมกันทำงานใน the descendant มันย่อมน่าสนใจ

          The Descendants เป็นเรื่องราวของ land baron คนที่พยายามที่จะเชื่อมต่อใหม่อีกครั้งกับสองลูกสาวของเขาหลังจากที่ภรรยา ของเขาประสบอุบัติเหตุเรือ แต่แล้วเขาก็พบว่าตัวเองมันร่องทางความรู้สึกบางอย่างที่ต้องก้าวผ่าน แต่มันไม่ง่าย นี่คงเป็นหนังที่คนไทยคงได้ดูก่อนการออสการ์ เพราะเห็นขึ้นป้ายไว้แล้วที่สกาล่า
  
          4. Money Ball
          มีไม่บ่อยนักที่หนังเกี่ยวกับแวดวงกีฬาจะทำออกมาสนุกและลึกซึ้ง เพราะนี่คือเรื่องราวที่ดึงเอาหน้ากากและมายาภาพที่ปกปิดอุตสาหกรรมกีฬาออกมาให้คนดูเห็น แบรนด พิทท์ มารับบทของ บิลลี บีน ที่ใช้วิธีคิดเกี่ยวกับสถิติต่างๆ ในการเข้ามาทำธุรกิจเกี่ยวกับเบสบอล

          แต่อาจจะด้วยความที่เขาไปได้ไกลจากมุมมองบางอย่าง มันทำให้บิลลี บีน ต้องพาตัวเองไปสู่ความเสี่ยงและด้านมืดที่เขาไม่คาดคิด คนดูเองก็ได้เห็นด้านที่อาจจะไม่เคยคืดมาก่อน

          นี่ไม่ใช่ เจอร์รี่ แม็คไกวร์ แต่เป็นอีกด้านหนึ่ง และหนังก็ได้รับคำชมเยอะ โดยเฉพาะการแสดงของ แบรด พิตต์
  
          5. The Iron Lady
          แค่สกู๊ปยาว 4-5 หน้าที่ลงตีพิมพ์ใน newsweek โดยมีภาพของ เมอรีล สตรีพ อยู่บนปก ก็ทำให้หนังเรื่องนี้น่าดูแล้ว นี่ยิ่งเธอไปคว้าลูกโลกทองคำในสาขานำหญิง ก็ทำให้หนังเรื่องนี้ คงจะเข้าไปมีบทบาทในออสการ์มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการขี่กระแสของหนังอังกฤษของฮอลลีวู้ดในช่วงสองปีนี้

          The Iron Lady พาเราไปพบด้านที่เปราะบางและเดียวดายของ แธตเชอร์ เหมือนกับที่ the queen ในปี 2006 ทำให้เราเห็นแง่มุมนั้นจากควีนของอังกฤษ หนังพลิกล็อกไปตรงที่ใครต่อใครที่คาดหวังจะได้เห็นภาพทางการเมือง เพราะมันเน้นที่ค่าตอบแทนทางอำนาจและการตอบโต้อะไรบางอย่างของความเป็นผู้นำ “เพศหญิง”
  
          6. The Artist
          ความเป็นหนังเงียบ คงไม่น่าสนใจเท่ากับว่าหนังเรื่องนี้คาราวะหนังเงียบในอดีตอย่างน่ารักน่าชัง และที่อยากให้ลองติดตามดูต่อไปก็คือ การมีบทบาทเข้าชิงในเวทีรางวัลหลายแห่ง จะทำให้หนังเงียบค่อยๆ สยายปีกมีอะไรมากขึ้นในช่วงหนึ่งปีนับจากนี้ไหม
ยิ่งตอนนี้ อเมริกันกำลังกลับไปเห่อยุคคลาสสิก ตั้งแต่บาร์ผับ เสื้อผ้าและการสื่อสาร บางที เราอาจจะเห็นอะไรที่อยู่ในแง่มุมย้อนยุคก็ได้
  
          7 . My week with my Marilyn
          ไม่มีใครบอกได้ว่า ออเดรย์ เฮฟเบิร์นกับ มาริลีน มอนโร ใครคลาสสิคกว่ากัน แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองคนมีบทบาทต่อโลกในวันวานเหมือนกัน ต้องขอชมว่า วิธีการตั้งชื่อเรื่องของหนังเข้าใจใช้คำว่า week เพราะมันทำให้หนังน่าดูและมีสีมากขึ้น
นี่คือชีวิตของ มาริลีน ใน 1 สัปดาห์สุดท้ายที่ใครคนหนึ่งจดจำและนำมาถ่ายทอดสู่การรับรู้ของโลก โลกที่ยังคงพิซวงและสงสัยว่า เธอจากไปด้วยสาเหตุอันใดกันแน่
...................
(หมายเหตุ จากลูกโลกฯ ถึงออสการ์7 หนังเยี่ยมที่น่าดู:หนังจอกว้าง โดย... นันทขว้าง สิรสุนทร)