
วาดหวัง-คาดหวัง
วาดหวัง-คาดหวัง:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม
ฉันหายใจและดำรงชีวิตผ่านครึ่งเดือนแรกของปีใหม่มาได้แล้ว … หวังว่าฉันคงจะมีชีวิตต่อไปถึงสิ้นเดือนและไปถึงสิ้นปี ถ้าโชคดีกว่านั้นก็จะได้เห็นอีกหลายสิบสิ้นปี … แต่ชีวิตดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง บางครั้งมันก็เปลี่ยนอย่างฉับพลันจนเรารับไม่ทัน หรือไม่ทันได้รับก็แล้วแต่ … ดังนั้น ฉันจึงไม่ได้คาดหวังให้ชีวิตยืนยาวมากมายไปถึงไหน นอกจากใช้ชีวิตให้คุ้มค่าในแต่ละวัน … ถ้าฉันทำได้
2 - 3 ปีหลังมานี้ ไม่รู้ว่าฉันเข้าใจโลกมากขึ้น หรือโลกมันเผยตัวตนที่แท้จริงของมันออกมาให้ใครต่อใครเห็นมากขึ้นกันแน่ (ถ้าโลกหมายถึงความเป็นไปของผู้คนบนโลก) ราวกับว่าฉันหยุดนิ่งแล้วสิ่งต่างๆ รวมถึงผู้คนรอบตัวเคลื่อนไหวและทำอะไรต่ออะไรในลักษณะภาพสโลว์โมชั่นเหมือนในหนังฝรั่ง ฉันจึงได้ทันสังเกตเห็นสิ่งที่เป็นอยู่และสิ่งที่กำลังจะเป็นไปได้ชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนราวกับนั่งดูหนังระบบ HD ที่เห็นภาพชัดไปจนถึงรูขุมขนที่เปิดกว้าง ร่องรอยของวัยบนใบหน้า รวมถึงสายตาที่บอกถึงจุดประสงค์ที่ตรงข้ามกับบทสนทนาที่ตัวละครนั้นพูดออกมา น้ำเสียงที่หลีกเลี่ยงความรู้สึกลึกๆ บางอย่างที่ซ่อนไว้อยู่ภายในก็ไม่สามารถเล็ดลอดโสตประสาทแห่งการรับฟังและรับรู้ด้วยระบบดอลบี้ 5.1 (Dolby 5.1) ของฉันไปได้ … หรือเพราะว่าฉันแก่แล้ว … คงจะใช่ถ้ามันหมายถึงความเจนโลก!
ย้อนกลับไป 40 ปีที่แล้ว … ภาพของเด็กผู้หญิงหน้ากลม ผมม้า ตาหยี ที่จัดได้ว่าขี้เหร่นั้นดูเบลอ (แต่ก็ไม่ได้ทำให้เธอดูดีขึ้นหรอก) แม้ภาพที่นึกออกจะเบลอ แต่ภายในใจของเด็กผู้หญิงที่เติบโตมากับความฝันและการวาดหวังนั้นช่างชัดและสดใสราวกับท้องฟ้าที่พระอาทิตย์เพิ่งสาดแสงหลังจากฝนตกใหม่ๆ…
เธอมองเห็นหุ่นมาสคอต (Mascot) ตัวตุ๊กตาจากในหนังการ์ตูนหรือแม้แต่ซานตาคลอสที่เดินแจกของเล่นอยู่ในห้างตามเทศกาลอย่างสดใสและมีความหวัง เธอคิดว่าถ้าเป็นเด็กดีซานตาคลอสจะมาหาและให้ของขวัญทุกคริสต์มาส ซานต้ามีจริง! คนที่ทำดีจะได้ดี คนที่ทำชั่วจะได้ชั่วอย่างที่ผู้ใหญ่สอนไว้ … เด็กๆ ก็มักจะมองจากภายนอกแล้วใส่ฝันกับจินตนาการเข้าไปไว้ข้างในตามแต่ใครอยากจะคิดให้เป็นอย่างไร
แต่เมื่อเติบใหญ่เด็กผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นคนที่ยังคงเต็มไปด้วยความฝันและการวาดหวังอยู่เช่นเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เธอสามารถมอง “เห็น” สิ่งที่อยู่ข้างในสิ่งต่างๆ เปล่า! เธอไม่ได้เห็นผี เธอไม่ได้มาอวดผี เธอแค่มองเห็น “ความจริง” ที่อยู่ข้างใน เธอรู้แล้วว่า หุ่นมาสคอต ทั้งมิกกี้เม้าส์ โดราเอมอน และอื่นๆ อีกมากมาย มีคนอยู่ในนั้น คนที่ตัวเปียกเพราะเหงื่อแตกกับชุดหนักๆ และอับทึบนั้น เขาได้รับค่าจ้างให้ทำแบบนั้นและซานตาคลอสก็เป็นแค่ใครไม่รู้ที่ได้รับค่าจ้างมาสวมชุดแดงๆ ติดหนวด มองดูใจดี และ “มีจริง” … แต่มันก็ไม่จริง!
เช่นเดียวกับบางการสนทนาโดยเฉพาะในเรื่องที่เป็นธุรกิจ ภาพภายนอกของคนสวมสูทผูกไท หรือคนท่าทางน่าเชื่อถือและพูดจาดี ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นสักเท่าไหร่ เพราะคนที่อยู่ข้างในนั้นเขาคิดอีกแบบกับที่พูดและเป็นคนละคนกับที่เห็น ซึ่งบางครั้งฉันไม่ได้เกลียดคนข้างในที่ฉันเห็น แต่ฉันเกลียดตัวเองที่ “สามารถเห็น” ตัวจริงที่อยู่ในนั้นต่างหาก มันเป็นเหมือนสัญชาตญาณบางอย่างในสิ่งมีชีวิตที่จะได้กลิ่นหรือสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ไม่ปลอดภัยและ “ไม่จริง” เพื่อที่จะได้รู้ว่าควรจะอยู่หรือจะไป จะสู้หรือจะถอย
และหลายๆ ครั้งที่ทำได้เพียง “อยู่นิ่งๆ” ราวกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ เพื่อให้สิ่งนั้นผ่านไป … เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นและผ่านไป คนทั่วไปมักจะพูดว่า “มันไม่มีอะไร” ราวกับว่า มันไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมาก่อน “แล้วมันจะหายไป” ช่างเป็นคำปลอบใจที่น่าขันที่สุด! ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วไม่ได้ทิ้งบางสิ่งบางอย่างไว้ให้กลายเป็นผลที่ตามมา ทางวิทยาศาสตร์เชื่อว่า “สสารไม่มีวันสูญหายไปจากโลกนี้” และทางพุทธศาสนาก็เชื่อว่า “กรรมจะติดตามผู้กระทำตลอดไป” แต่บางครั้ง “กรรมกลับติดตามผู้ถูกกระทำตลอดไป” เมื่ออาณาจักรแห่งอำนาจมืดไม่เหลือพื้นที่ให้ความยุติธรรมอาศัยอยู่ แม้แต่ “กรรมดีจะส่งผลดี … กรรมชั่วจะส่งผลชั่ว” ก็ยังเป็นที่สงสัยเมื่อปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมโดยเฉพาะ “อำนาจ” ยังคงอยู่ในมือของผู้ทำกรรมชั่ว ในคราบของผู้ทำกรรมดี หรือว่ายุคนี้เป็นยุคแห่งสุภาษิตที่ว่า “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย น้ำเต้าน้อยจะถอยจม” ถ้าเป็นหนังฝรั่งคงต้องตั้งชื่อว่า “The Rising Dark” ยุคที่อำนาจมืดและคนเลวเฟื่องฟูจนถึงขีดสุด!
สิ่งที่น่าเจ็บปวดก็คือ เราทำได้แค่ดูเฉยๆ หรือรับกรรมกันไปจนกว่าจะหมดยุคนั้นๆ ไป กระนั้นฉันก็ยังคงเชื่อว่า ทำดีแม้จะไม่ได้รับผลดีทันทีทันใจ แต่ผลที่ได้แบบเฉียบพลันคือสบายใจ เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และถ้าสิ่งนั้นส่งผลดีต่อคนอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้เรารู้ว่า “ความดี ความชั่ว ยังคงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอยู่บนโลก” โดยมีความเมตตาเป็นตัวทำละลายอยู่เพื่อให้ส่วนผสมนั้นกลมกลืนและผู้คนก็ยังคงยืนด้วยสองขาอย่างภาคภูมิในความเป็น “มนุษย์” ผู้อยู่เหนือเดรัจฉาน!
ทุกวันนี้ฉันยังคงดำรงชีวิตในแต่ละวันตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาจากหมอน จนถึงล้มตัวลงนอนด้วยความฝันอันเต็มเปี่ยมอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่ฉันทำอย่างตั้งใจดีจะส่งผลกลับมาเช่นไร คนเลวร้ายมากมายที่อยู่ปะปนกับคนดีที่ไม่กล้ายืนหยัดในความดีจะทำให้โลกนี้ขาดแคลนน้ำใจและความจริงใจไปจนถึงเมื่อไหร่ … ตราบเท่าที่เงินยังคงทรงไว้ชึ่งอำนาจ และอำนาจเป็นเครื่องมือในการแสวงหาเงิน โดยมีเส้นสายเป็นเครือข่ายแห่งผลประโยชน์อันหลากหลาย … การผูกขาดอำนาจในแวดวงต่างๆ และอำนาจที่เปลี่ยนมือยังคงดำเนินของมันไปตามเส้นทางของโลกที่กำลังเจริญด้วยเทคโนโลยี แต่เสื่อมถอยด้วยจิตใจอันอ่อนล้าและเปราะบาง ซ้ำซัดถาโถมด้วยมหันตภัยแห่งความโกรธขึ้งของธรรมชาติที่เคยถูกกระทำมาอย่างบอบช้ำ … “ทีใครทีมัน” ยังคงใช้ได้กับทั้ง คน สัตว์ และธรรมชาติ ในโลกแห่งการวาดหวังอย่างงดงาม แต่จบลงอย่างไม่คาดคิด กระนั้น ฉันก็ยังคงวาดหวังอยู่ในความไม่คาดหวัง … ต่อไป
...................
(หมายเหตุ วาดหวัง-คาดหวัง:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนนิเฟอร์ คิ้ม)



