บันเทิง

กินข้าว  กินปลา

กินข้าว กินปลา

13 ม.ค. 2555

กินข้าว กินปลา:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม

 เขียนต้นฉบับวันพุธที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๕  แรม ๓ ค่ำ  เดือนยี่

          คนข้ามปี หรือปีข้ามคนก็ไม่รู้  อยู่ๆ เราก็เปลี่ยนเวลาจากปี ๒๕๕๔ มาเป็นปี ๒๕๕๕  เทศกาลฉลองปีใหม่ก็ผ่านพ้น  พร้อมกับความสุขสนุกสนานพอประมาณของผู้คน  และการบาดเจ็บล้มตายจำนวนหนึ่งของผู้คน  ที่ต้องนับสถิติกันวุ่นวาย  ราวกับเทศกาลการเที่ยวกินดื่มในปีใหม่เป็นสมรภูมิสงคราม  ย้อนนึกถึงคนตายในเหตุจลาจลกลางเมืองปี ๒๕๕๓ ยังไม่เท่าคนตายในช่วงเทศกาลปีใหม่เลย    
 
          ปี ๒๕๕๓  ไฟไหม้ใหญ่กลางเมืองหลวง  ปี ๒๕๕๔ น้ำท่วมใหญ่ทั้งท้องทุ่งและกรุงเทพฯ  ทั้งโดยธรรมชาติและฝีมือคน  ปี ๒๕๕๕ นี้จะเกิดเภทภัยอะไรอีกยังไม่รู้  แต่จากการคำนวณพยากรณ์แบบไม่ต้องเป็นหมอดูทางโหราศาสตร์  ก็เชื่อได้ว่าเราจะต้องเจอเรื่องใหญ่ๆ อีก  ไม่ว่าจะเป็นความวุ่นวายใหญ่ๆ ของบ้านเมือง  หรือภัยร้อนภัยแล้งทางธรรมชาติ  ตอนนี้แม่น้ำโขง  แม่น้ำมูล  แม่น้ำชี  ก็เริ่มแห้งขอดให้เห็นๆ
 
          ล่าสุด  ผมไปเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดภูเรือ  จังหวัดเลย  ที่หวังว่าจะได้สัมผัสความหนาวเย็น  เห็นทะเลหมอก  หรือพูดแล้วมีไอออกจากปากนั้น  กลับไม่เป็นอย่างที่คิด  นักนิยมท้าทายความหนาวต่างแปลกใจตามๆ กัน  พระอาทิตย์ที่ภูเรือขึ้นมาให้สวยๆ งามๆ เย็นๆ สักพัก  ก็เปล่งแสงแดดแผดแรงขึ้น  จนผู้คนที่เป็นนักเดินทางท่องเที่ยวจากเมืองต้องกระเจิงไปคนละทิศละทาง  ทั้งที่ตอนเช้ามืดนั้นผู้คนล้นหลามตรงเชิงผาราวกับมีตลาดนัดขายแสงแดดและแสดงการถ่ายภาพดวงอาทิตย์  กล้องดิจิตอลที่ทุกคนต่างก็มีดูจะทำงานหนัก  ชนิดที่ความทรงจำไม่รู้จะทำงานได้หรือไม่?
  
          “อย่าเก็บอะไรไปนอกจากภาพถ่าย  อย่าทิ้งอะไรไว้นอกจากความทรงจำ” 

          เคยจดจำถ้อยคำประมาณนี้ได้ตั้งแต่เด็ก  เวลาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แล้วเขาเขียนเตือนไว้
 
          ทว่า  โลกของการบริโภคอย่างสบาย  ในยุคมีร้านสะดวกซื้อครบวงจรตลอด ๒๔ ชั่วโมงนั้น  สิ่งที่ตามมาก็คือขยะพลาสติก  ซองขนม  ขวดนม  ขวดเหล้า  กระป่องเบียร์  กระป๋องกาแฟ ฯลฯ สารพัดจะกลาดเกลื่อนสุดเอื้อนเอ่ย  ยิ่งที่ไหนที่มนุษย์ไปเยือนไปเหยียบไปย่ำไปอยู่กันมากๆ  ที่นั่นก็กลายเป็นที่ทิ้งขยะไปโดยปริยาย  ไม่เว้นแม้แต่ที่ที่เป็นวนอุทยานแห่งชาติอย่างภูเรือ 
ราวกับว่า-มนุษย์รักธรรมชาติ  แต่มนุษย์ก็ชอบสร้างความบอบช้ำให้แก่ธรรมชาติเสมอ?
 
          ช่วงปีใหม่  ผมกลับบ้านเกิดที่ทุ่งกุลา  พาครอบคัวไปเยี่ยมบ้านปู่บ้านย่า  ไปถึงสำรับกับข้าวหลายมื้อก็มีแต่ปลา  เพราะน้ำในป่าบุ่งป่าทามยังพอมี  และเขาเพิ่งสูบบ่อกลางนาได้ปลาจำนวนหนึ่ง  ยิ่งรู้ว่าผมจะกลับบ้าน  พี่น้องยิ่งเก็บของดีๆ ไว้ให้  รายการปลาจึงมีทั้งต้มปลาใส่ขมิ้น  ป่นปลา  ทอดปลา  นึ่งปลา  ถ้าไปขึ้นตามร้านอาหารในห้างในเหลาคงแพงไม่น้อย  ผมถามแม่ว่าทำไมไม่ค่อยกินปลา  แม่บอกว่าเบื่อปลา  กินทุกวันแล้ว  จริงสินะ  คนกินปลาทุกวัน  อะไรๆ ก็ปลาจนหน้าจะเป็นปลา  ย่อมเบื่อการกินปลาบ้างเป็นธรรมดา  แต่ถึงเบื่ออย่างไรก็ต้องกินปลา  ถ้าไม่มีอะไรอย่างอื่นให้กินจริงๆ (ใครสงสัยว่าปลาเป็นของดี ของแพง ของหายาก เบื่อได้อย่างไร  ก็ลองไปกินปลาแบบบ้านๆ ติดต่อกันทุกวันดู)         
 
          เรื่อง “กินข้าว  กินปลา” นั้น  บังเอิญผมสะดวกในเรื่องรถราและรู้ความรู้สึกของคนที่บ้าน  จึงหาของแปลกๆ ไปฝาก เช่น ปลาส้ม  ปลาทู  กุนเชียง  หมูยอ  กุ้ง  หอยแครง  หมูสด  เนื้อแห้ง ฯลฯ  ปรากฏว่าเหมือนการแลกเปลี่ยนกันอย่างไรอย่างนั้น  เขากินแต่อาหารพวกนี้  ผมเน้นแต่ปลา  ส่วนแม่ผมนั้นแก่แล้ว  บนเบื่อปลา  เบื่อหมู และกินอาหารบางชนิดไมได้  แต่ก็กินข้าวหมดจานพูนๆ ทุกมื้อ  อาจเป็นเพราะข้าวหอมมะลิทุ่งกุลานั้นหอมอร่อยในตัว  ผมเองอยู่ๆ ยังเจริญอาหารขึ้นมาเพราะข้าวหอมๆ เหนียวๆ นุ่มๆ
 
          คำว่า “กินข้าว  กินปลา” นี้คงมีมาแต่โบราณ  เช่น “กินข้าว กินปลา นำกันเด้อ”  แม้จนถึงยุคสมัยนี้ที่วงข้าวปลาได้เปลี่ยนไป  เป็นร้านอาหาร  เป็นโต๊ะจีน  เป็นข้าวกล่อง  เข้าร้านสะดวกซื้อก็มีกับข้าวกับปลาให้ซื้อแล้วอุ่นกินระหว่างนั่งรถนั่งเรือ  แม้แต่ข้าวเหนียวก็นึ่งใส่ถุงพลาสติกขายแล้ว  อุ่นแป๊บ  กินปั๊บ...
 
          ผมเองเป็นเหมือนลูกครึ่งทางวัฒนธรรมอันหลากหลาย  เมืองก็ได้  บ้านนอกก็ได้  เก่าก็ได้  ใหม่ก็ได้  กลับบ้านปีใหม่นี้ได้ข้าวสารมาหลายกระสอบ รวมทั้งปลาสดถังหนึ่ง  ทำให้ยังคิดถึงคำว่า “ในน้ำมีปลา  ในนามีข้าว” “กินข้าว  กินปลา”  “กระดูกสันหลังของชาติ”  “มนต์รักลูกทุ่ง”  “อีสานบ้านเฮา” ฯลฯ
 
          แม้จะรู้ว่า-ความหมายของคำว่า “มี”  “กิน”  “กระดูกสันหลัง” “ลูกทุ่ง” “บ้านเฮา” ฯลฯ จะไม่เหมือนเดิมเท่าไหร่แล้ว!
...................
(หมายเหตุ กินข้าว  กินปลา:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม)