
ผู้ประสบภัย
ผู้ประสบภัย:รู้ทันกฎหมาย โดย... ศรัณยา ไชยสุต
ยามน้ำท่วมไล่ที่ทำให้ต้องจรลีไปอยู่ที่อื่น บ้านเพื่อน บ้านญาติ คนไหนที่เขาให้ไปอาศัยได้ก็ต้องวัดใจกันยามนี้ บางแห่งเป็นแหล่งรวมญาติหลังจากไม่ได้พบหน้ากันมานานเลยก็มี
บางทีก็ไม่ได้มาเดี่ยว แต่มาเป็นคู่ หรือมาทั้งบ้าน การไปอยู่กับคนอื่นเขาถือเป็นเพียงมาอาศัยอยู่ชั่วคราว แม้ไม่ได้กำหนดเวลาเอาไว้ก็สามารถจะบอกลากันได้ เมื่อเขาไม่อนุญาตให้อยู่ต่อไปก็ต้องย้ายออกไปทันที
น้ำใจที่ได้เข้ามาอาศัยอยู่ยามยาก จากเรื่องน้ำท่วมบ้านอาจบานเป็นน้ำท่วมปากหากอยู่เพลินเกินไป ไม่ยอมย้ายกลับออกไปเสียที แม้ว่าน้ำจะลดจะแห้งไปแล้ว แต่คนที่อยู่ยังมีข้อขัดข้องต้องซ่อมบ้าน ก็ต้องอยู่กันนานต่อไปเจ้าของบ้านที่ให้เขาอาศัยจึงตกที่นั่งประสบภัยจากการที่เขาไม่ย้ายออกไปเสียที
บอกให้ออกไปแต่ยังไม่เกรงใจ ก็ต้องใช้วิธีการทางกฎหมาย ด้วยการฟ้องขับไล่ได้เต็มสิทธิของตน การไม่ทนกันต่อไป ไม่ถือเป็นการไร้ศีลธรรมหากได้ให้โอกาสกันตามสมควรแล้ว
แต่รายที่แจ้งมานี้บอกว่าน่าจะมีหลายรายที่ผู้ให้เขาอาศัยกลายเป็นผู้ประสบภัยจากการไม่ยอมย้าย โดยเพื่อนพาภรรยามาขออาศัยในคอนโดที่เราก็เช่าเขาอยู่ ดีที่มีสองห้องนอน ก็เลยแบ่งให้อยู่ได้ โดยถ้อยทีถ้อยอาศัย ต่างก็จ่ายกับข้าวมากินร่วมกัน
หลังจากน้ำลด เพื่อนยังอยู่ต่อ อ้างว่าต้องขอเวลาซ่อมบ้านก่อน ด้วยความเกรงใจก็ยอมให้อยู่ต่อได้แต่ขอให้เพื่อนกับภรรยาช่วยจ่ายค่าเช่าห้อง กับค่าน้ำค่าไฟครึ่งหนึ่ง เพราะรับภาระไม่ไหวจากตัวเลขที่สูงกว่าปกติที่อยู่คนเดียว
เพื่อนจ่ายมาได้สองเดือนก็ทำลืมเลือนไม่ให้ ทวงไปก็อ้างว่ามีภาระซ่อมบ้านไม่มีปัญญาจ่ายอะไรให้ได้ ครั้นจะออกไปก็ไม่มีที่จะนอน เมื่อคิดได้ว่าเราก็ไม่ใช่องค์กรสงเคราะห์คนไร้บ้านที่ไหน เอ่ยปากไล่ออกไปนั้นบอกว่าทำได้ แต่ใจก็อยากเรียกร้องให้เขาจ่ายค่าเช่าค่าน้ำค่าไฟตามที่ตกลงกันไว้แล้วค้างจ่ายมาสามเดือน
เมื่อมีการทวงเงินและทวงบุญคุณ ก็กลายเป็นเรื่องพิพาท ฝ่ายเราถือว่ารับปากก็ต้องรักษาคำพูด เพื่อนยอมย้ายออกไปเพราะอยู่ไปย่อมไม่เป็นผลดี แต่ไม่มีเงินจ่ายให้โดยอ้างว่าเช่าอยู่ก็จริงแต่ไม่มีเงินจ่าย อยากได้ก็ท้าให้เอาสัญญาเช่ามาฟ้องแล้วกัน ส่วนค่าน้ำไฟที่จะให้จ่ายก็ไม่เห็นมีหลักฐานว่าตกลงกันตอนไหน
ต้องบอกว่าการช่วยจ่ายค่าน้ำค่าไฟ ไม่ถือเป็นการให้เช่า แต่ถ้าขอให้จ่ายค่าอยู่อาศัย จะรวมน้ำไฟหรือแยกต่างหาก ก็เป็นการให้เช่า เรียกร้องทางศาลให้จ่ายค่าน้ำไฟได้ก็ต้องพิสูจน์ว่ามีข้อตกลงกันจริง แต่เรียกร้องให้จ่ายค่าเช่า กฎหมายกำหนดให้ต้องมีสัญญาเช่าจึงจะบังคับให้ได้ รายนี้คงหัวหมอพอสมควร
แต่หากเป็นการให้อาศัยไม่ได้ให้เช่า โดยให้เขาช่วยแบ่งเบาภาระ จะถือเป็นการให้เช่าก็ใช่เสียทีเดียว ดังนั้น เมื่อตกลงกันให้จ่ายแล้วบิดพริ้ว ถือว่าทำให้เราเสียหาย เรียกร้องค่าน้ำค่าไฟและค่าที่ต้องชาดประโยชน์จากการใช้ห้องได้ คำนวณเป็นเงินเท่าไรก็พิสูจน์กันไป ก็ไม่ต้องใช้สัญญาเช่าอะไรเพราะเป็นการให้อาศัยอยู่เท่านั้นเอง
อยู่ซีรี่ย์ไหนก็เรียกร้องกันไป น้ำใจของผู้ให้ก็ให้แต่พอดี คนรับน้ำใจก็ต้องสำนึกว่าสร้างความเดือดร้อนกับเขาหรือไม่ หากกลายเป็นรบกวนสิทธิเขาเมื่อไหร่ ไม่เพียงเสียใจผิดใจแต่ต้องรับผิดชอบความเสียหายตามกฎหมายอีกด้วย
...................
(หมายเหตุ ผู้ประสบภัย:รู้ทันกฎหมาย โดย... ศรัณยา ไชยสุต)



