
กาลเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?
กาลเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม
เขียนต้นฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๔ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่
ตั้งแต่บวชเป็นสามเณรน้อยแล้ว มีโอกาสได้ท่องพุทธศาสนสุภาษิต ทั้งท่อง ทั้งทบ ทั้งทวน ทั้งจด ทั้งจำ ทั้งทำ ทั้งท้าทาย
ถ้าในเฟซบุ๊กจะมีคำถามว่า “คุณกำลังคิดอะไรอยู่” ทางพระพุทธศาสนาก็มีคำถามนานแล้วว่า “กาลเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?”
ท่องบ่อยๆ คิดถึงบ่อยๆ ก็กระตุ้นให้รู้คุณค่าของวันเวลา ฝันอะไรไว้ยังไม่ลงมือทำ ก็มุ่งจะลงมือทำ กำลังทำอะไรอยู่ ก็ตั้งใจทำให้แล้วเสร็จด้วยดี คำถามนี้ทำให้ได้ตระหนักถึง “ชีวิตและการงาน”
สมัยบวชเป็นสามเณรน้อยอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ ในวัดเต็มไปด้วยต้นพิกุลและต้นลำดวน ที่มีดอกหอม ขณะเดียวกันก็มีใบมาก มักร่วงเกลื่อนลาน สามเณรน้อยจะถูกหลวงพ่อสั่งสอน อย่าฉันข้าวชาวบ้านเสร็จแล้วนอน ประเภท “เช้าเอน เพลนอน ตอนบ่ายพักผ่อน ตอนค่ำจำวัด” จะต้องนำพาต่อกิจวัตรต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ นอกจากสวดมนเช้า-สวดมนต์เย็นแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องทำประจำก็คือ การกวาดใบไม้
แรกๆ อาจเหนื่อยๆ หรือขี้เกียจ พอทำไปทำมา กลับรู้สึกสนุกและผ่อนคลายในตัว พอจับไม้สำหรับกวาดใบไม้แล้ว จะเริ่มกวาดตะล่อมไปทีละนิดทีละหน่อย มุมนี้เป็นกองนั้น มุมนั้นเป็นกองนี้ บางทีกะว่าแค่นั้นแค่นี้จะเลิก กลับเลิกไม่ได้ เมื่อเหลือบไปเห็นใบไม้ที่ยังเกลื่อนอยู่หลายมุม ขณะกวาดก็คิดนั่นคิดนี่เพลิดเพลินเจริญใจ ไม่ได้คิดว่าหลวงพ่อ หรือใครต่อใครจะมาชมเชยว่าตัวเองเป็นคนขยัน
ไม่น่าเชื่อว่า ผมติดการกวาดใบไม้ต่อมา จนแม้เมื่อมาใช้ชีวิตนอกวัด วันเวลาล่วงไปๆ กระทั่งได้นับปีใหม่ไล่ปีเก่ามาแล้วหลายสิบปี บ้านที่ผมอยู่ปัจจุบัน มีต้นปีบและต้นประดู่ล้อมรอบ ทั้งใบปีบและใบประดู่ก็ชอบที่จะร่วงลงบนถนนของหมู่บ้านเป็นประจำ กวาดเช้าร่วงเย็น กวาดเย็นร่วงเช้า รับรู้อยู่แล้วว่ากวาดไปก็ร่วงลงมาให้กวาดอีก แต่ก็ต้องกวาดทุกวัน มิอาจผัดผ่อนปล่อยให้มันรกอยู่อย่างนั้น
ครับ-มีความสุขที่ได้กวาดใบไม้ กวาดแล้วโล่ง กวาดแล้วโปร่ง กวาดแล้วสบาย นอกจากจะได้เหงื่อได้ออกกำลังกายขาแขนแล้ว ก็เชื่อว่าได้ออกกำลังใจด้วย มันเป็นการงานแห่งชีวิตจิตใจที่ไม่มีเงินเดือนจากหน่วยงานไหน ทำด้วยใจอาสารักษาความสะอาด ที่จริงถนนนอกบ้านตัวเอง เป็นถนนสาธารณะ จะกวาดหรือไม่กวาดก็ได้ แต่ก็รู้สึกอยากกวาด เพราะมันเหมือนพื้นที่บ้านตัวเอง
อาจเป็นเพราะสำนึกที่ได้มาจากวัตรปฏิบัติตอนบวชเป็นสามเณรน้อย จากหลวงพ่อ จากหลวงพี่ จากชาวบ้านที่ทำบุญใส่บาตรทุกเช้า ที่สำคัญ จากคำที่ท่อง “กาลเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?”
นอกจากการกวาดใบไม้แล้ว การงานแห่งชีวิตจิตใจที่ผมได้จากการฝึกฝนในคำถาม “บัดนี้เราทำอะไรอยู่?” ก็คือ การคัดลายมือ และการอ่านหนังสือ
แม้ในยามไม่มีกิจใดๆ ให้ทำ ผมก็ชอบวาดรูปหรือขีดเขียนอักษรลงบนกระดาษสมุดเปล่า เป็นเรื่องบ้าง-ไม่เป็นเรื่องบ้าง ก็ขีดเขียนไปตามเรื่อง นำสิ่งที่จดมาจำ นำสิ่งที่จำมาจด สิ่งที่ผมได้นอกจากทักษะทางภาษาแล้วก็คือ ตัวบรรจงเต็มบรรทัดและตัวหวัดแกมบรรจงค่อนข้างดี สมาธิก็พลอยดีด้วย
หากไม่ขีดๆ เขียนๆ ก็หาหนังสือมาอ่าน อ่านเพราะรักเพราะชอบอีกนั่นแหละ ไม่มีใครมาบังคับ ไม่ได้อ่านเพื่อจะอวดใครว่าตัวขยันหรือรักการอ่าน ตอนนั้นเวลาจับหนังสือเล่มไหนขึ้นมาอ่าน จะดี-ไม่ดี จะชอบ-ไม่ชอบ ต้องกระตุ้นตัวเองให้อ่านจนจบ เพื่อให้รู้ว่าดี-ไม่ดีอย่างไร ชอบ-ไม่ชอบอย่างไร แต่พอโตมาอยู่ในดงหนังสือ หนังสือกองท่วมหัว ไม่อาจอ่านให้จบทุกเล่ม ก็ต้องเลือกอ่านเล่มที่สนใจจริงๆ
เล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้น เชื่อว่าได้มาจากการบอก การกล่าว การท่อง การทบ การทวน การจด การจำ “กาลเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?” หรือ “กาลเวลาย่อมกินสรรพสัตว์กับทั้งตัวมันเอง”
ถึงกับเคยเขียนกลอนเตือนตัวเองไว้ว่า...
“ไม่ปล่อยวัน ผ่านไป โดยไม่อ่าน
ไม่ปล่อยวาร ว่างไป โดยไม่เขียน
ไม่ปล่อยชีพ ล่วงไป โดยไม่เรียน
ไม่วนเวียน เรียนไป โดยไม่คิด”
...................
(หมายเหตุ กาลเวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่?:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม)



