
"กู้ศิลปะ กู้ศิลปิน หน้าที่ใคร?"
"กู้ศิลปะ กู้ศิลปิน หน้าที่ใคร?":เรื่องเด่นประเด็นดัง โดย... สร้อยสรวง แสนสุรศิลป์
งานเสวนา “กู้ศิลปะ บ้านศิลปิน” เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร จากความร่วมมือของคณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งนักวิชาการ ศิลปิน ประชาชน และสื่อมวลชนต่างเข้าร่วมรับฟังเพื่อการเรียนรู้ และให้กำลังใจแก่ศิลปินผู้สูญเสียจากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์
ผู้ร่วมเสวนาหลัก คือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ประธานคณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป เอนก นาวิกมูล เจ้าของบ้านพิพิธภัณฑ์ เจนภพ จบกระบวนวรรณ เจ้าของพิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่ง วินัย ปราบริปู เจ้าของหอศิลป์ริมน่าน โดยมี ชมัยภร แสงกระจ่าง ดำเนินรายการ คณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป ได้ระดมความคิดจากนักวิชาการ ศิลปินทุกแขนงสาขา เพื่อตอกย้ำสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐควรต้องลงมือทำหน้าที่ของตนเองในการรักษา ศิลปะ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติอย่างที่ควรจะเป็น การเรียกร้องที่มีมาอย่างยาวนานนั้นยังไม่เคยได้รับการตอบสนองเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด หลังมหาอุทกภัยครั้งนี้ ยิ่งทำให้มองเห็นได้ชัดเจนว่า คนวัฒนธรรม เองก็ถูกหน่วยงานภาครัฐละเลยเช่นกัน คณะกรรมการเครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูปได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานภาครัฐซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลงานศิลปวัฒนธรรมโดยตรง ต้องหันกลับมาให้การดูแลและสนับสนุนงานศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนอย่างจริงจังเสียที
คำประกาศของรัฐบาลว่าสามารถควบคุมสถานการณ์น้ำท่วมในปีนี้ได้อย่างแน่นอน ทำให้ประชาชนเผชิญความสูญเสียอย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ยิ่งไปกว่านั้นการสูญเสียที่มากกว่าภาคประชาชนทั่วไป คือความเสียหายของพิพิธภัณฑ์เอกชนทั้งหลาย เพราะสิ่งของที่เสียหายนั้น หลายชิ้นไม่อาจซื้อหามาทดแทนได้ไม่ว่าจะมีเงินทองมากมายเพียงใดก็ตาม
เพราะมันคือ....ร่องรอยความทรงจำที่เดินทางผ่านกาลเวลา จนกลับกลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของวัฒนธรรมอันงดงามที่มีมาแต่ครั้งอดีต
ความสูญเสียของพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ซึ่งแบกภาระอันยิ่งใหญ่ในการสืบทอดวัฒนธรรมในครั้งนี้ พูดได้เต็มปากว่าเป็น.....การสูญเสียระดับชาติ!
มหาอุทกภัยในครั้งนี้ เครือข่ายศิลปินฯ ได้จัดการเสวนาขึ้น โดยยกกรณี “บ้านพิพิธภัณฑ์” และ “พิพิธภัณฑ์เพลงลูกทุ่ง” ซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งนี้อย่างหนักเพื่อเป็นกรณีศึกษา และเป็นต้นแบบในการหาแนวทางป้องกันหากมีภัยพิบัติเกิดขึ้นอีกในอนาคต ไม่ใช่ปล่อยให้ ศิลปิน หรือคนวัฒนธรรม จำต้องตกอยู่ในสภาพน้ำตาตกใน เพราะเกินกำลังที่จะเก็บรักษาสมบัติปู่ย่าตาทวด มรดกทางวัฒนธรรมของคนทั้งชาติ
“ศิลปะนั้นสะท้อนกันและกันได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นของเล่นหรือบทเพลง สิ่งเหล่านี้ล้วนสามารถนำมาใช้ในการเรียนรู้วิถีอารยะ” เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวย้ำถึงความสำคัญของงานศิลปะ
“หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลงานศิลปวัฒนธรรม จะต้องพึงมีหน้าที่ในการสนับสนุน ส่งเสริมงานศิลปวัฒนธรรมภาคประชาชนอย่างจริงจังและเข้มแข็ง” ประธานเครือข่ายศิลปินฯ ย้ำมติในสมัชชาปฏิรูปเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของชาติ
วินัย ปราบริปู ไม่คิดจะเรียกร้องขอความช่วยเหลือใดๆ จากหน่วยงานรัฐ ทั้งๆ ที่ปี 2549 หอศิลป์ริมน่านของเขาโดนน้ำท่วมจนต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมไปกว่าห้าแสนบาท จากประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาสามารถอพยพงานศิลปะในหอศิลป์หนีอุทกภัยได้ทันในปีนี้
“เขาไม่ได้ให้เราทำ แต่เราอยากเปิดพิพิธภัณฑ์เอง จะไปเรียกร้องอะไร” วินัยกล่าวอย่างคนยอมรับชะตากรรม ศิลปินผู้นี้กล่าวว่านับตั้งแต่ปี2547 เป็นต้นมายังไม่มีกฎหมายมาตราใดรองรับความเป็นพิพิธภัณฑ์ของเอกชน คนที่รักเสน่ห์แห่งอดีตจนอยากเก็บรักษาของเก่าเล่าตำนานไว้เป็นสมบัติของชาติต่อไป
สำหรับ เอนก นาวิกมูล และ เจนภพ จบกระบวนวรรณ ของเล่น หนังสือ เครื่องใช้ โทรศัพท์ เทปบันทึกเสียง แผ่นเสียงเก่า ฯลฯ ร่องรอยของวันวานซึ่งล้วนเคยจัดแสดงอย่างเป็นเรื่องราวน่าชมในทั้งสองพิพิธภัณฑ์มาโดยตลอด กว่าพันกว่าหมื่นชิ้นนั้นถูกสายน้ำทำลายอย่างชนิดไม่อาจกู้กลับคืนมาได้อีก
เพราะนั่นหมายถึงว่าจะต้องใช้ทั้งแรงงาน แรงเงิน และแรงใจเป็นอย่างมาก!
“รัฐต้องสนใจ ศิลปิน และคนวัฒนธรรม ให้มากกว่านี้” เอนก กล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าจริงจัง สิ่งของที่เขาสะสมมาเกือบทั้งชีวิตและข้าวของที่ผู้มีใจรักวัฒนธรรมให้ความไว้วางใจมอบให้เขาเก็บรักษา เสียหายไปกับสายน้ำจนเกือบหมด ความสนใจในการสะสมของเก่าและประวัติศาสตร์ ทำให้เขาก้าวมาสู่การเปิดพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเอง เพราะต้องการเห็นพิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมสำหรับเด็ก โดยอาศัยของเก่าเป็นผู้บอกเล่าอดีต
“รัฐควรจัดการงบประมาณเพื่องานศิลปวัฒนธรรม รัฐควรต้องให้ความสำคัญมากกว่านี้” เขาแสดงจุดยืนชัดเจนในการบอกกล่าวถึงหน้าที่ที่รัฐพึงต้องกระทำ
พิพิธภัณฑ์ของเขาจะเริ่มต้นใหม่ได้อย่างไร? คงเป็นคำถามที่เขาอยากได้คำตอบจากภาครัฐ
เจนภพ จบกระบวนวรรณ เป็นอีกคนที่ตอกย้ำความจริงข้อนี้ “รัฐบาลกอบโกยจากวัฒนธรรมมากมาย แต่ไม่เคยสนใจคนวัฒนธรรม” ทั้งๆ ที่เขาและครอบครัวพยายามอย่างเต็มกำลังแล้ว แต่สุดท้ายเขากลับได้เห็นของสะสมที่เกี่ยวข้องกับเพลงลูกทุ่งในพิพิธภัณฑ์ส่วนตัว สิ่งที่เขารักและสร้างสมมาทั้งชีวิตสูญไปกับสายน้ำต่อหน้าต่อตา
เจนภพ ถึงกับกล่าวว่า การสูญเสียครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการเสียชีวิต !
“คนอย่าง เอนก หรือเจนภพ ไม่เคยต้องการเหรียญตรา ไม่ได้อยากเป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ทำไมเรายังอยากทำพิพิธภัณฑ์ เพราะว่าเราอยากเก็บรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชาติไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู เท่านั้นเอง” คำพูดจากใจของเขายืนยันปณิธานอันแน่วแน่
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.เจตนา นาควัชระ ผู้ร่วมรับฟังการเสวนา นำเสนอทัศนะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
“สิ่งที่เราไม่ได้สูญเสียไปกับน้ำท่วมครั้งนี้ คือ สติปัญญา และกำลังใจ” อีกทั้งยังยกตัวอย่างประเทศเยอรมนี กรณีหอสมุดแห่งชาติโดนไฟไหม้จนทำให้หนังสือเก่ามากมายถูกเผาทำลายในเปลวเพลิง รัฐบาลประกาศขอความร่วมมือจากประชาชนในการบริจาคหนังสือเก่ากลับเข้าสู่หอสมุดแห่งชาติ เพื่อเก็บรักษาเป็นมรดกของประเทศสืบไป ปรากฏว่าสามารถดำเนินการได้เรียบร้อยภายในระยะเวลาเพียงสามปี
เหตุการณ์ไฟไหม้หอสมุดในเยอรมนี และเหตุการณ์น้ำท่วมพิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย เกิดความสูญเสียยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้แตกต่างกันนัก...หากการเยียวยา พลิกฟื้นสถานการณ์นั้นกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ที่ผ่านมาเราคงไม่สามารถย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้อีก แต่จนถึงนาทีนี้....กระทรวงวัฒนธรรมยังจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ปล่อยให้ “คนวัฒนธรรม” ตัวเล็กๆ กระเสือกกระสนดิ้นรนกอบกู้พิพิธภัณฑ์ของพวกเขา เพื่อหาทางเก็บรักษาสมบัติทางวัฒนธรรม...ความทรงจำของชาติกันไปตามยถากรรม ลำพังและโดดเดี่ยว
โดยไม่รู้สึกอะไรเลย...กระนั้นหรือ?
...................
(หมายเหตุ "กู้ศิลปะ กู้ศิลปิน หน้าที่ใคร?":เรื่องเด่นประเด็นดัง โดย... สร้อยสรวง แสนสุรศิลป์)



