
แลหลังหนังปีกระต่ายสู่ปีมังกรของ'ตลาดหนังรัก'
แลหลังหนังปีกระต่ายร่าเริงสู่ปีมังกรของ 'ตลาดหนังรัก'
ถ้าหนังในปี 2001 เปรียบเป็น "รถ" สักคัน รถคันที่ว่านี้ มีราคาสูงมาก แพงหรู และขับไปที่ไหนก็มีแต่คนมอง เพราะว่าล้อ หลังคา เบาะและกระโปรง ทุกอย่างมีมูลค่าสูงหมด เพียงแต่ว่า..เมื่อส่งรถคันนี้เข้าประกวดที่งานคาร์นานาชาติที่ไหน จะตกรอบ 2 ! ที่ไม่ใช่รอบแรก ที่เปรียบเทียบว่า รถคันนี้ตกรอบต้นๆ ของการแข่งขันประกวดคุณค่าของรถเพราะว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ปีกระต่าย ได้เงินถล่มทลายมากมายในรอบหลายปี ตัวเลขรวมๆ นั้น 4,000 ล้านบาทหย่อนๆ ไปนิดเดียว (นี่ขนาดน้ำท่วม 3 เดือนสุดท้าย)
พระเอกของหนังปีกระต่าย มาจากหนังภาคต่อหลายเรื่อง อาทิ transformers 3, harry potter 7.2, fast 5, twilight 4.1, kung fu panda 2 และ mission impossible 4 แค่หนังเหล่านี้ ทำเงินไปเกือบพันล้านบาท เป็นการตอกย้ำว่า "หนังแฟรนไชส์" ยังคงขายได้ และไม่ตายในตลาดคนดูในบ้านเรา (แบบที่บางคนดูแคลนไว้) พูดง่ายๆ คือปี 2011 หนังฟอร์มใหญ่ ภาพยนตร์บ๊อกซ์ออฟฟิศ ได้เงินถ้วนหน้า และรักษาบาดแผลจากปี 2010 ที่ไม่ค่อยได้เงินอย่างน่าพอใจมาก
แต่ขณะที่หนังในกระแสหลักได้เงินมหาศาลแทบจะเมาปลิ้น... หนังอาร์ต หนังนอกกระแสหรือหนังที่เป็นภาพยนตร์เน้นคุณค่าศิลปะ กลับได้เงินเพียงน้อยนิด ทั้งๆ ที่ถีบตัว หาโอกาสซื้อมาฉายในบ้านเรามากขึ้นจนน่าปรบมือให้ งานอย่าง the tree of life หรือ melancholia คนไทยได้ดูจนเกือบจะเวลาใกล้กันกับโปรแกรมต่างชาติ ซึ่งถ้าเป็นสมัยก่อน อาจต้องรอ 6-12 เดือน นี่ยังไม่นับ nader and simin : aseperation ที่ได้ดูก่อนต่างชาติด้วยซ้ำ
มองอย่างกว้างๆ จึงกลายเป็นว่า หนังต่างชาติได้เงินเยอะ แต่เป็นหนังตลาด งานในกระแส..ขณะที่หนังทางเลือกหรือภาพยนตร์อินดี้ แม้มีมากขึ้น แต่ไม่ได้เงินเท่าที่ควรจะเป็น นั่นจึงเป็นการเปรียบเทียบว่า หนังปีกระต่าย ไม่ต่างอะไรจากรถที่แพงหรู ราคาสูง แต่ถ้าส่งประกวดคุณค่าของรถ มันก็อาจจะผ่านแค่รอบแรก และจากไปเมื่อเข้ารอบสอง แต่ใครจะแคร์ล่ะ ในเมื่อมันไปเกือบ 4,000 ล้านบาท ความหมายของรถที่หยิบมาเปรียบเปรยนั้น ยังคงลามเลียมาถึงหนังไทยในความหมายที่ตรงข้ามอีก ขณะที่หนังเทศมีดีสลับด้อย แต่หนังไทยกลับร่วงมากกว่ารุ่ง มีหนังดีๆ น้อยมาก จากจำนวนเกือบ 50 เรื่อง และเมื่อค้นหาความเด่นจากการแสดง จากบท จากการกำกับ เราก็พบว่ามันเป็นปีหนึ่งที่มีคุณภาพน้อยอย่างน่าใจหายน้อยขนาดที่ว่า บางสาขาของการประกวด มีชอยส์ไม่ถึง 5 ตัวเลือก
สาเหตุที่พอจะประเมินได้ก็คือ อาการบาดเจ็บของหนังไทยปีก่อนหน้านี้ บีบให้หลายค่ายต้องทำหนังเพื่อการตลาด มากกว่าจะทำหนังเพื่อศิลปะหรือคุณค่า เราจึงไม่เห็นหนังอย่าง "โหมโรง" แต่เห็น "หนังตลกคาเฟ่ราคาถูก" ...ไม่เห็นหนังอย่าง "จดหมายรัก" แบบในอดีต แต่เห็นหนังอย่าง "วอนโดนเตะ"
เราจะเห็นได้ว่าหนังหลายเรื่อง ถูกคิดจากโจทย์ทางการตลาด มาก่อนแรงบันดาลใจหรือเรื่องที่อยากจะทำ ถ้าไขสกรูออกมาได้ เราจะเห็นว่ามันมีทางคิดมาจากมาร์เก็ตติ้ง เป็นหลัก
สิ่งที่พอจะเป็นความหวังอยู่บ้างก็คือ การจบชีวิตลงของหนังในกลุ่ม hit and run หรืองานตีหัวเข้าบ้าน หนังอย่างตลกคาเฟ่ฉาบฉวย หรือหนังแบบก๊อบปี้งานที่ได้เงิน ก็จะหายไปในปีหน้า ส่วนหลังนี้เกิดจากการมาถึงของวัฒนธรรม social media อย่างทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก ซึ่งทุกคนเหมือนมีอาวุธในมือ ถ้าหนังเรื่องใดไม่ดี ก็จะถูกบอกผ่านโลกออนไลน์ทันทีที่หนังจบแต่ก็จะถูกชื่นชมหากเป็นหนังดี
นักการตลาดหนังเก่งๆ อย่าง วิสูตร พูลวรลักษณ์ ยังเคยบอกผมว่า "การใช้ social media ครับ เราจะเห็นว่า เอาเข้าจริงๆ แล้ว การใช้ทวิตเตอร์ หรือเฟซบุ๊คนั้น มันก็เป็นไปได้ทั้ง 2 ด้านคือ เหมือนดาบสองคม ดีกับไม่ดี อยู่ที่คนใช้ ผมบอกกับคนในบริษัทว่า เราจะต้องจริงใจกับการใช้สื่อแบบนี้นะ ห้ามไปเขียนอะไรที่มันเกินจริง และทำให้คนดูเสียความรู้สึก เราจะต้องไม่ใช้สื่อแบบนี้ ด้วยการไปโกหกใคร ข้อมูลหนังเป็นยังไง เราต้องบอกออกไปตามนั้น แน่นอนเรารู้อยู่ว่า สื่ออย่าง social media นั้น มีบทบาทมากทีเดียว
"ยกตัวอย่างง่ายๆ หนังเข้าใหม่ที่เพิ่งฉายในรอบสื่อ มันมีความเห็นไปถึงคนดูเร็วมาก สมัยก่อน กว่าคนจะดู นักข่าวจะกลับมาเขียน มันต้องใช้เวลา 2-3 วันกว่าจะตีพิมพ์ หรืออาจจะนานกว่านั้นด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ทันทีที่หนังจบลง คนดูเดินออกมาจากโรงรอบแรก บีบีอยู่ในมือเขา เขาสามารถจะทวีตบอก เฟซบุ๊คบอกได้เลยว่า หนังเป็นยังไง แต่ถามว่า เราต้องไปต่อสู้อะไร หรือปรับตัวอย่างไรไหม ผมจะบอกว่า เราไม่ต้องไปต่อสู้กับการใช้สื่อใหม่ๆ แบบนี้ ทุกอย่างมันเป็นไปตามทางของมัน แทนที่เราต่อสู้ เราน่าจะกลับมาใช้มันให้เกิดประโยชน์กับคนดูมากกว่า"
มาถึงตรงนี้...ถ้าจะมีแง่มุมอะไรที่น่ามอง หนึ่งในนั้นก็คือ ธีมเกี่ยวกับหนังผู้หญิงอายุ 30 อัพ วิ่งหารักแท้ ยังไม่หมดอายุ มันยังคงขายได้ นับจาก "รถไฟฟ้ามาหานะเธอ"...ไล่มาถึง "30 +โสด ออนเซลส์" และ "30 กำลังแจ๋ว" และในปีหน้า ก็จะมีหนังแบบนี้อีก นั่นหมายความว่า ธีมของหนังเกี่ยวกับสาววัยกลางคน วิ่งหารักแท้ ยังคงเป็นธีมที่แข็งแรงในการขาย ซึ่งถ้ารวมกับโปรแกรมต่างๆ ผู้บริหารของค่าย GTH ฟันธงว่าปี 2012 หรือปีมะโรงนั้น คือ "ปีแห่งหนังรัก" อีกกลุ่มหนึ่ง ที่จะกลายเป็นงานในตลาดและมีโอกาสให้เราได้ดูมากขึ้น ก็คือ หนังที่ทำมาจากหนังสือ และภาพยนตร์ในกลุ่ม "ซุปเปอร์ฮีโร่" ขณะที่หนังในกลุ่ม biopic หรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุคคลในประวัติศาสตร์ ยังคงจะเป็นสีสันประกอบปี เหมือนปีที่ผ่านมา ปีกระต่าย 2011 หนังเทศเป็นพระเอก หนังไทยเป็นตัวรอง แต่ปีหน้า 2012 ทั้งสองข้างจะสลับกัน "มังกร" จึงเป็นหนังไทย ที่ก็ภาวนาว่า หนังเทศจะไม่ใช่ "ไส้เดือน" !



