
คุณรู้มั้ย คุณจะไปไหน
คุณรู้มั้ย คุณจะไปไหน:คิดสวนทาง โดย... จิรพรรณ อังศวานนท์
เราได้ผ่านทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 21 มาแล้วและกำลังเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 ที่เริ่มต้นได้อย่างดุเดือดในปีค.ศ.2011 เป็นช่วงเวลาแห่งความเดือดร้อนทุกข์ยากไปทั่วโลก เมืองไทยเองก็มีเหตุการณ์ร้ายแรงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลยตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา เวลาแห่งการเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ก็กำลังใกล้เข้าแล้ว มีใครรู้บ้างว่าปีหน้า ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 เราจะต้องเจอกับอะไรอีก
ความดุเดือดนั้นมีมาเป็นลำดับ ตั้งแต่แผ่นดินไหวที่ประเทศเฮติและที่ประเทศนิวซีแลนด์ สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ประเทศออสเตรเลีย พายุหิมะและพายุทอร์นาโดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา คลื่นความร้อนที่ทวีปยุโรป และมหาอุทกภัยที่ประเทศไทยและบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความผิดปรกติในสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรงนี้ เป็นที่แน่ชัดอย่างไม่ต้องสงสัยแล้วว่าเกิดจากสภาวะโลกร้อน
ผมได้ติดตามดูรายการเรื่อง The End of The World ทางช่อง National Geography Channelของ True ช่อง 19 มาเป็นเวลาสองอาทิตย์แล้ว รายการนี้จะมีทุกวันอาทิตย์เวลา 21.00 น. สาเหตุใหญ่คือการมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้นและมากเกินไปในมหาสมุทรต่างๆ อันสืบเนื่องมาจากการละลายของน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและใต้เพราะอุณหภูมิของโลกร้อนขึ้น เนื่องจากภาวะเรือนกระจกที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ขึ้นไปปิดกั้นทำให้ไม่สามารถระบายความร้อนออกไปได้ จึงทำให้อูณหภูมิของโลกสูงขึ้น มีผลทำให้น้ำในมหาสมุทรต่างๆ ร้อนขึ้นและระเหยกลายเป็นไอน้ำ เมื่อมีจำนวนมากขึ้นก็ลอยตัวเกาะกันเป็นเมฆ ก้อนใหญ่และในที่สุดก็รวมตัวเกิดเป็นพายุขึ้นมา เมื่อมีความกดดันภายในสูงขึ้นก็พัดเข้าสู่ชายฝั่งที่อุณหภูมิเหนือพื้นผิวสูงกว่า และตกลงมาเป็นฝนที่มีจำนวนน้ำมหาศาลมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้เกิดน้ำท่วมเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
บางท่านอาจจะคิดว่าเราเกิดน้ำท่วมใหญ่มาหลายครั้งตั้งแต่ปีพ.ศ. 2485,? 2525, 2538 และก็ 2554 ห่างกันประมาณกว่า 10 ปี เพราะฉะนั้นครั้งต่อไปน่าจะทิ้งช่วงเป็นระยะ 10 ปีเช่นเดียวกัน แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นเช่นนั้นเพราะสาเหตุแห่งการเกิดนั้นแตกต่างออกไป ปีหน้าอาจจะมีน้ำมามากกว่าเดิมก็เป็นได้ ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ และเหล่าประเทศอุตสาหกรรมต่างๆ ได้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่บรรยากาศของโลกได้จริงจังและเป็นผลมากน้อยแค่ไหน แต่เท่าที่ติดตามข่าวอยู่ก็ยังไม่เห็นมีการจัดการใดๆ ที่เป็นรูปธรรมพอเพียง อันจะมีผลให้ไม่เกิดภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นได้เลย ทุกเรื่องยังอยู่บนโต๊ะประชุมและสาเหตุที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็มีมาจากเรื่องที่จะต้องระวังไม่ให้ผลประโยชน์ของตัวเองเสียไปเท่านั้น ไม่มีชาติใหญ่ชาติใดที่จะยอมเสียผลประโยชน์เพื่อที่จะรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประเทศเล็กๆ ที่อาจจะต้องจมน้ำไปทั้งเกาะเลย
ท่านผู้อ่านอ่านไปก็อาจจะนึกหมั่นไส้ว่า ก็เป็นนักดนตรีนักกีตาร์จะต้องไปวุ่นวายกับเรื่องไม่ใช่เรื่องของตัวทำไม วันๆ ก็เล่นดนตรีมีความสุขไปก็นับว่าเป็นคนที่โชคดีมหันต์แล้ว ครับ ผมก็อยากจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ก็ต้องมาตอบคำถามลูก เมื่อแกถามผมเมื่อสัก 3-4 ปีก่อนว่า “ถ้ากรุงเทพฯ จมน้ำแล้วหนูจะไปโรงเรียนยังไงพ่อ” ก็ต้องรีบตอบว่า “ยังไม่จมหรอกลูก อีกนาน” ในที่สุดกรุงเทพฯ บางส่วนก็มาจมน้ำให้ลูกผมเห็นจนได้ และก็ไปโรงเรียนไม่ได้ตามที่แกเป็นห่วง แล้วก็มาเจออีกคำถามว่า “ถ้าโลกมันจะแตก หนูก็ไม่ได้เป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงซิพ่อ” อึ้งอีกที ก็ตอบว่า “ตอนนี้หนูเก่งและมีชื่อเสียงมากกว่าพ่อตอนพ่ออายุเท่าหนูอีกนะ”
เหตุการณ์และข่าวคราวที่เกิดขึ้นทำให้แกเกิดความสับสนขึ้นมาว่า จะต้องซ้อมไวโอลินทุกวันๆไปทำไม เพราะความฝันของแกมีเพียงแค่อยากเป็นนักดนตรีที่มีความสามารถ จะได้ไปเล่นในต่างประเทศโดยไม่ต้องเสียค่าเครื่องบินเองแถมยังได้สตางค์อีก เหมือนที่บรรดาครูๆ ของแกประสบความสำเร็จอยู่ แม่ก็ต้องรีบเข้ามาสอนว่าให้รู้จักอยู่กับปัจจุบันกาล เพราะการเล่นดนตรีก็ทำให้เรามีความสุขในตัวของมันเองอยู่แล้ว อนาคตนั้นกำหนดได้ด้วยการสร้างปัจจุบันที่ดี เมื่อเราทำแต่สิ่งที่ดี สิ่งดีๆ ก็จะเกิดขึ้นกับเราแน่นอน
คำถามและความกังวลใจเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นกับเด็กทุกๆ คน เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจและเริ่มไม่มั่นใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่เฉพาะแต่คนที่เป็นพ่อแม่เท่านั้นที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้พวกเขาได้เข้าใจ สบายใจ และมั่นใจในอนาคต แต่เมื่อกลับมามองย้อนที่ตัวเอง ครับมีหลายอย่างเหลือเกินที่เราไม่มีความมั่นใจในอนาคต มีความไม่แน่นอนต่างๆ มากมายตั้งท่าท้าทายอยู่แล้วในปีหน้านี้ ทั้งเรื่องเศษฐกิจ สังคม การเมือง อาชีพ หน้าที่การงาน ความมั่นคงในชีวิต เมื่อความอ่อนล้าเข้ามาเกาะกุมจิตใจ ผมก็ต้องแอบไปมองลูกขณะที่แกนอนหลับอย่างเป็นสุข แล้วก็กลับมาคิดใหม่ว่าต้องสู้ เรายังมีความรู้ความสามารถ เราต้องผ่านมันไปให้ได้ แต่โอกาสที่เราจะสามารถทำงานได้นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับว่า บ้านเมืองต้องเป็นปรกติสุข ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้
เพลง Theme From Mahogany ผุดขึ้นมาบนหัว “Do you know where you’re going to? Do you like the things that life has showing you? Do you know where are you’re going to? Do you know?” ผมถามตัวเอง ผมเข้าใจความหมายและร้องมันจนจบเพลง
ผมสงสัยว่าพวกนักการเมืองเขาเคยมีช่วงเวลาสงบๆ พิจารณาตัวเองบ้างหรือไม่ว่า เขากำลังทำอะไรอยู่และทำเพื่อใคร อยากให้ "หมอเหวง" ฟังเพลงนี้ ที่คิดว่าจะแก้รัฐธรรมนูญแล้วจะไม่มีวิกฤติการณ์ทางการเมืองขึ้นมาอีกนะ แน่ใจแล้วหรือ ถ้าทำแล้วบ้านเมืองต้องลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกละก็ อย่าทำเลยครับ
สงสารลูกผมเถอะ
...................
(หมายเหตุ คุณรู้มั้ย คุณจะไปไหน:คิดสวนทาง โดย... จิรพรรณ อังศวานนท์)



