บันเทิง

ตจว. กทม.

ตจว. กทม.

23 ธ.ค. 2554

ตจว. กทม.:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๔  แรม ๑๐ ค่ำ  เดือนอ้าย
 
          สมัยเด็ก  แถวบ้านผมเรียก “บางกอก” เป็น “มืงก๊อะ”  ตามสำเนียงพื้นถิ่นสุรินทร์  แม้ผมจะเกิดฝั่งร้อยเอ็ด  แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ได้รับต้นทุนทางภาษาติดตัวมา
 
          “มืงก๊อะ” เป็นเมืองในฝัน  เป็นเมืองลี้ลับ  เป็นเมืองน่ากลัว  เป็นเมืองที่ยั่วให้เข้า “ไปเที่ยว” 
ชาวบ้านมักเรียกการเดินทางไปหางานทำว่า “ไปเที่ยว”  ประมาณว่าจะได้งานทำหรือไม่ได้งานทำ  ก็ถือว่าได้ไปเที่ยวต่างบ้านต่างเมือง  ทางข้างหน้าจะเป็นเช่นไรบ้างไม่รู้  แต่การได้ออกจากทุ่งหน้าฟ้ากว้างทางรกที่ตัวเองเกิดมานั้น ก็เหมือนได้ไปศึกษาเล่าเรียนวิชาชีวิตตามสมควร
  
          สมัยก่อน  ไม่บ่อยนักที่จะเห็นคนบานนอกเข้าบางกอก  และส่วนใหญ่มักจะเป็นลูกผู้ชาย  ต่างจากสมัยนี้  การเข้าบางกอกของคนบ้านนอก  แทบจะกลายเป็นปกติวิสัย  ทั้งลูกผู้ชาย และลูกผู้หญิง  หลายคนไปทำงานรับจ้างอิสระ  เช่น ขายไอศกรีม  เช่ารถเช่าของขายเป็นรายวัน  อยากขายก็ขาย  อยากกลับบ้านก็กลับ  การนั่งรถไฟชั้นสาม  รถ บขส. รถทัวร์  กระทั่งรถตู้  ก็เป็นไปตามสภาพคล่อง  บางคนขับแท็กซี่จนมีเงินทองซื้อแท็กซี่ส่วนตัว  บางคนมีรถกระบะส่วนตัว  บางทีเวลาเดินทางเป็นหมู่คณะก็อาจเหมารถเข้าเมือง
 
          พฤติกรรมเข้าบางกอกของคนบ้านนอก  ก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว  เดี๋ยวนี้อาจไม่ต้อง “ไปดาบหน้า  หาเงินสักก้อน...” แบบที่เพลง สนธิ  สมมาตร เขาว่าไว้  หากแต่ยังมีคนที่เข้าไปศึกษาเล่าเรียน  ไปเยี่ยมยามญาติพี่น้อง  บางทีคนบ้านนอกก็อาจขายวัวขายควายขายไร่ขายนา พอมีเงินส่งลูกหลานไปเรียนต่อในเมืองไกล 
 
          เพลงลูกทุ่งในแบบ สนธิ  สมมาตร อีกเพลง  “ด่วน บขส.  ติดเครื่องชะลอจะจากอุบลฯ  เหลียวหลังยังเห็นหน้ามน  คนสวยแฟนพี่โบกมือไหวไหว  ต้องลาก่อนเน้อ  บ่นานค่อยเจกันใหม่  ยังคิดถึงแกงหน่อไม้  ใส่กุดจี่น้อย  ฝีมือเนื้อทอง...”   ก็อาจกลับกลายเป็นว่า  ผัวไม่ต้องลาเมีย  เมียไม่ต้องลาผัว  แต่หอบหิ้วกันไปเช่าบ้านเช่าช่องอยู่  รายที่มีการงานพอมั่นคง  ก็ย้ายลูกย้ายหลานไปเรียนหนังสือโรงเรียนวัดในบางกอก
 
          สำหรับผม  ออกจากหมู่บ้านต่างจากคนอื่นบ้าง  คือไปบวชในวัดที่จังหวัดสุรินทร์  ก่อนย้ายไปเรียนต่อที่อยุธยา  ใกล้บางกอกเข้าไปเรื่อยๆ  เข้าใจว่าได้เข้าบางกอกครั้งแรกขณะเป็นสามเณรน้อย  โดยแรกๆ รู้สึกไม่ชอบเลย  แอบฝันว่าถ้าสึกแล้วจะไปอยู่เชียงใหม่  ไม่เอาบางกอก  แต่ฝันไปฝันมา  เชียงใหม่ก็ไม่เอาแล้ว  ยังต้องกลับมาอยู่บางกอกร่วม ๒๐ ปี  กลายเป็นคน “กลับไม่ได้  ไปไม่ถึง”  ครึ่งๆ กลางๆ อยู่นั่นแล้ว
 
          หลายครั้งที่ผมเขียนถึงความขัดแย้ง  เป็นความขัดแย้งของคนที่แสวงหาความสมดุลตามสภาพ  ผู้ติดตามอ่านกลอนคงจะพบความพยายามคลี่คลายขัดแย้งให้สมดุลในจิตใจเท่าที่จะทำได้  มันมิใช่สูตรสำเร็จ  ด้วยแต่ละคนที่พบความขัดแย้งระหว่างเมืองและชนบท  ต่างก็มีวิธีคลี่คลายปรับตัวไปตามจริตตน  
“ตจว. ยังรอรัก อกแม้หักยังรักต่อ
รีรีและรอรอ  กทม. จักมองมา
มนต์รัก ตจว. กทม. โปรดรู้ว่า
สายัณห์แห่งสัญญา คือราคารุ่งอรุณ
ตจว. กทม. รักต่อรอชังต่อรุ่น
สุขทุกข์เป็นต้นทุน เป็นอบอุ่นเป็นคุ้นเคย
เป็นเหน็บหนาวเป็นเร่าร้อน 
เป็นซุกซ่อนเป็นเปิดเผย
เป็นเหงื่องานเป็นงอกเงย   
เป็นเชยเชยที่แช่มเมือง!
 ... 
 
          กว่าข้อเขียนนี้จะเผยแพร่  ก็ประมาณวันศุกร์ปลายเดือน  เป็นปลายเดือนของปลายปี  จากปี ๒๕๕๔ จะเข้าสู่ ๒๕๕๕ เลข ๕ สามตัว หรือตองห้า  จะเป็นเสียงหัวเราะ ๕๕๕ แบบชาวเฟซบุ๊กหรือไม่-ไม่รู้  ก็ได้แต่ขอให้ทั้งชาว ตจว. และ ชาว กทม. สวัสดีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยกันตามกำลังสติปัญญา...
 
          ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการบ้านการเมือง  เราจะคลี่คลายหาทางออกกันได้ดีเพียงใด?
.................
(หมายเหตุ ตจว. กทม.:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม)