
วิถีบริโภค
วิถีบริโภค:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนิเฟอร์ คิ้ม
“พี่หม่วยชิมของที่หนูเอาไปฝากให้รึยัง อย่าลืมทำน้ำจิ้มอย่างที่หนูบอกนะพี่ เข้ากันดี”
“ยังไม่ได้ชิมเลย…ว่าจะเรียกรวมญาติพี่น้องมากินด้วยกันวันสองวันนี้แหละ…พูดถึงน้ำจิ้มแบบนี้พี่คิดถึงเตี่ยพี่ตอนที่แกยังอยู่…”
เสียงตามสายของหญิงเชื้อสายจีนวัยใกล้กัน 2 คน แม้ต้นทางจากกรุงเทพฯ ถึงปลายทางเชียงใหม่ แต่ระยะทางก็หาได้เป็นอุปสรรคต่อวิถีการกินของพวกเราไม่ ต่างคนก็ยังแลกเปลี่ยนรสนิยมในการกินสู่กันอย่างต่อเนื่อง…ฉันไปเชียงใหม่ “พี่หม่วย” กับ “พี่อ้อย” คนเมืองเหนือผู้มีรสนิยมในการกินทั้งพื้นเมืองไล่ไปถึงอินเตอร์ ต่างเป็นหนังสือคู่มือการกินให้ฉันทุกครั้ง ครั้งนี้ฉันหอบเป็ด และหมูสามชั้นรมควันจากร้านอร่อยแถวเยาวราชไปให้…
อาหารจานโปรดที่เตี่ยฉันซื้อให้กินตั้งแต่เด็ก เตี่ยเรียกมันว่า “เป็ดและหัวหมูสามวา” เดาว่า ต้นตำรับน่าจะมาจากคนจีนที่อยู่แถวคลองสามวากระมัง…การรมควันถือเป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง ซึ่งมักใช้ชานอ้อยเป็นเชื้อเพลิงไล่ความชื้นและทำให้เกิดกลิ่นหอมประหลาด โดยการเอาเป็ดทั้งตัว หัวหมู หรือเนื้อสัตว์ส่วนใดส่วนหนึ่งไปหมักด้วยกรรมวิธีที่ซับซ้อน เคยแวะไปซื้อที่ร้านฮะกี่ลิ้มจิงเฮียง แอบโฉบไปหลังร้านเห็นคนงานกำลังเทเหล้าขาวลงไปในถังใบใหญ่แล้วใส่ข่ากับอะไรอีกหลายอย่างลงไป ถามเจ้าของร้านได้ความว่าสมุนไพรที่จะนำไปหมักเป็ดและหมูนั้นต้องผ่านการดองด้วยเหล้าขาวเสียก่อน คาดว่าคงมีส่วนผสมและขั้นตอนพิเศษอีกหลายสิ่งอันที่เป็นเคล็ดลับของแต่ละร้าน เอาเป็นว่าพอหมักเสร็จเอาไปรมควันออกมาสีมันจะเข้มมากจนเกือบดำเพราะควันจากชานอ้อยและมีรสเค็ม เสร็จแล้วก็ไม่ได้หมายความว่ากินได้เลย ต้องเอาไปนึ่งในลังถึงให้ไอน้ำผ่านจนเนื้อนุ่มและคายความเค็มออกมาบ้าง ใช้เวลานึ่งเกือบชั่วโมง ระหว่างนั้นก็ให้สับกระเทียมจีนที่แกะเปลือกออกแล้วจนละเอียดเติมเกลือและน้ำส้มสายชู นี่แหละน้ำจิ้มโบราณที่เตี่ยกับแม่สอนให้กินก่อนจะรู้จักน้ำจิ้มซีฟู้ดเสียอีก …
นับวันน้ำจิ้มสูตรง่ายๆ แบบนี้ก็จะหายไปจากก้นครัวเพราะคนสมัยใหม่อาจไม่กินอาหารจีนแบบโบราณสักเท่าไหร่เพราะมัวไปเห่ออาหารญี่ปุ่น เกาหลี และฝรั่งอยู่ ก็แล้วแต่ว่าบ้านไหนเลี้ยงดูกันอย่างไร…บางทีนะ อาหารจีนมันก็ทำยากกินยาก ผู้คนจึงหันไปบริโภคอะไรที่มันทำง่าย ซื้อง่าย และกินง่ายในที่สุด…น่าเสียดายที่อีก 10 ปีข้างหน้า อาหารจีนธรรมดาๆ บางอย่างอาจจะสูญพันธุ์ไปพร้อมกับคนรุ่นอากงอาม่า แอบคิดว่าอีกหน่อยลูกหลานจีนบางบ้านอาจจะเลิกไหว้เจ้าไปเลยก็ได้…น่าเสียดาย!
ตัวฉันถ้าดูจากลักษณะทางกายภาพแล้ว คนอื่นคงคิดว่าฉันมาจากจีนแผ่นดินใหญ่เพราะหน้าใหญ่มาก…ก แถมตาหยี ปากเล็ก สะโพกใหญ่ เท้าเล็ก มือเล็ก โอ๊ย! คอเคเซียน (Caucasian) สุดฤทธิ์ แต่ความจริงแล้ว ฉันเป็นไฮบริด (Hybrid) ลูกผสมระหว่าง 3 สายพันธุ์ อันได้แก่ เจ๊ก (ทางเตี่ย) ลาว และ แขก (ทางแม่) หน้าฉันดันโขกมาจากเตี่ยเด๊ะ เลยหาความงามไม่เจอ ไหนๆ ก็จีนเต็มหน้าแล้วฉันก็รับเอาวิถีชีวิตและวิถีการบริโภคแบบจีนมามากมาย ผสมกับไทยอีกส่วนก็ออกมาเป็นฉันแบบนี้ เรื่องกินแบบจีนเห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง โดยเฉพาะหูหลามเพราะดูมันช่างเบียดเบียนสัตว์โลกอย่างไร้เหตุผลแค่ว่ามันเป็นอาหารของคนรวย ก็แค่เนียะ! อุ้งตีนหมี ดีหมี อากู๋ เอ๊ย กระจู๋เสือ ที่เชื่อกันนักหนาว่าบำรุงสมรรถภาพทางเพศ …
แก่แล้วก็หัด ไป๊เหล่าเอี๊ยะ เข้าหาพระเข้าหาเจ้าบ้างเหอะอาแปะ! กับวิถีความเชื่อที่ว่าลูกชายนั้นมีค่าและเชิดหน้าชูตากว่าลูกสาวในฐานะผู้สืบทอดสกุล อันนี้กระทืบ Unlike ใส่อย่างแรง เพราะคนจะดีไม่ดีไม่ใช่แค่ได้สืบสกุลแต่ต้องทำประโยชน์ให้แก่สังคมและประเทศชาตินะอาเฮีย!
ต่อให้มีลูกเป็นตุ๊ด เป็นกะเทย แต่เลี้ยงดูตัวเองไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ยังดีกว่าลูกชายที่วันๆ ไม่ทำมาหารับประทานดีแต่สร้างเรื่องให้ที่บ้านว่ามั้ยอากิ๋ม?
แม้ที่บ้านฉันจะดูเหนียวแน่น เคร่งครัดและเป็นปึกแผ่นในวิถีการกิน แต่การที่โลกเปลี่ยนไปเด็กรุ่นหลังๆ มันก็เปลี่ยนไป ก้นครัวที่บ้านฉันก็เลยต้องปรับตามคือมีเมนูแปลกใหม่ที่อาศัยไปชิมจากข้างนอกหรือดูในทีวีแล้วเอากลับมาทำกินเองเพราะซื้อเขามันแพงอะเซ่! ดังนั้นในบางมื้อจึงมีอาหารรวมกันอยู่หลายชาติเพื่อตอบสนองความต้องการทางปากท้องของทุกคนในบ้านให้ทั่วถึง
“เจ้…มะเขือส้มที่ซื้อมาจากเชียงใหม่มันสุกหมดแล้ว เดี๋ยวจะเน่า ทำขนมจีนน้ำเงี้ยวกินกันเหอะ”
“แป้” น้องสะใภ้ตัวจ้อย หนึ่งในแม่ครัวของบ้านรองจากน้าสุก และเจ๊ณี แม่ของฉัน แนะนำเมนูจากของค้างในตู้ แค่มะเขือเทศกิโลเดียวกับพริกแกงน้ำเงี้ยวจากร้าน “เม็งราย” เชียงใหม่ ทำให้ฉันต้องจ่ายวัตถุดิบอีกมากมายตั้งแต่เส้นขนมจีน หมูสับ ตีนไก่ เลือดไก่ กะหล่ำปลี ผักกาดดอง ต้นหอมผักชี มะนาว (พริกแห้งกับกระเทียมมีอยู่แล้วที่บ้าน) แล้วก็ออกมาสีแดงจายวาย (แดงแจ๋) ให้คนที่บ้านกิน ส่วนฉันกับหลานชายคนโตไม่นึกอยาก ไม่ใช่อะไร ฉันไม่สบายจึงต้องงดอาหารรสจัดไปก่อน …
ทุกครั้งที่กินอาหารคนละอย่างกันกับที่บ้าน ฉันจะรู้สึกผิดเพราะคิดถึงในหลวงที่ท่านเสวยข้าวผัดที่ผัดกระทะเดียวกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จไปในชนบท ท่านเป็นเจ้าจะเสวยอะไรก็ได้ แต่ท่านไม่ทำเช่นนั้นเพราะท่านว่าต้นทุนของข้าวผัดหนึ่งจานนั้นมหาศาล กินเข้าไปแล้วก็ยังทำประโยชน์ได้ไม่มากเท่ากับต้นทุนที่เสียไป นึกถึงแล้วน้ำตาจะไหล ท่านทรงเป็นต้นแบบของความพอเพียงอย่างแท้จริง แต่คราวนี้ฉันขอขัดใจพ่อสักมื้อเพราะอาการเจ็บจึงขอบริโภคเต้าหู้หมูสับฝีมือแม่ “แป้” จะเอาเต้าหู้เหลืองก้อนโตหั่น 4 ไปคลุกกับแป้งข้าวโพดแล้วเอาลงไปทอดในน้ำมันร้อนๆ จนสีเข้มขึ้นตักพักใส่จานไว้ คราวนี้ถึงคิวของเจ๊ณีแม่ของฉันจะบรรเลง โดยเจียวกระเทียมในน้ำมันพอหอมใส่หมูสับผัดพอสุก เติมซีอิ๊วขาว ใส่ถั่วงอกเด็ดหัวและใบกุยช่ายอ่อนลงไปผัดเร่งไฟขึ้น เอาเต้าหู้ลงไปคลุกแบบนี้แหละที่เรียกว่าจีนแท้และดั้งเดิม อร่อยแถมราคาถูกจานนั้นราคาต้นทุนประมาณ 50 บาท กินกันได้หลายคน
แม้วิถีชีวิตของฉันมันจะทุรกันดาร ขรุขระ และมีอุปสรรคมากมายที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่วิถีการกินของฉันคือสิ่งทดแทนที่เรียกได้ว่าความสุขของฉันและทุกคนในครอบครัว บางมื้อก็อาหารจีน บางมื้อก็อาหารไทย บางมื้อก็ลาว บางมื้อฉันก็ลุกขึ้นมาดัดจริตทำ ลาซานญ่า คาโบนาร่า พิซซ่า สปาเกตตี บ้าบอคอโป่งที่เรียนมาจากคุณนายปอม เจ้าของร้าน Kitchen’ n More (วิลล่าอารีย์) แต่ท้ายที่สุดก็ต้องกลับมากินอาหารจีนฝีมือแม่อยู่ดี ไม่งั้นส่องกระจกก็จะรู้สึกผิดที่เกิดมามีเชื้อสายจีนแต่ไม่ได้รับสืบทอดสิ่งดีๆ ที่เป็นจีนติดตัวมาเลย…
นอกจากอาการขี้โวยวายเป็นเจ๊กตื่นไฟ !
................
(หมายเหตุ วิถีบริโภค:เล่นหูเล่นตา โดย... เจนิเฟอร์ คิ้ม)



