
บางกอก-บ้านนอก
บางกอก-บ้านนอก:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๔ แรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย
หลายวันก่อน ดูรายการของ กฤษนะ ละไล ทางเนชั่นแชนแนล ที่ไปเยี่ยม ผ่องศรี วรนุช ที่บ้านถูกน้ำท่วม ได้เห็นน้ำตาของศิลปินแห่งชาติวัย ๗๒ ปี และพลังใจเข้มแข็งในการเปล่งเสียงเพลงสดๆ
มีอยู่เพลงหนึ่ง ที่ศิลปินหญิงท่านนี้บอกว่าชอบมาก และอยากขับร้องให้ฟัง คือ “บางกอกหลอกลวง” ซึ่งบอกว่าประพันธ์โดย สุรพล สมบัติเจริญ
แม้ฟังเพลงลูกทุ่งมาไม่น้อย แต่บางเพลงก็ผ่านหูไปโดยไม่รู้ตัว บางทีอาจเคยฟัง แต่มิได้ฝังใจจำ พอมาได้ฟังในบางเงื่อนไข บางสถานการณ์ บางอารมณ์ความรู้สึกของการเผยแพร่ ก็ยังทำให้รู้สึกว่าบทเพลงในโลกนี้นี่ดีจังเลย ผ่านเลยไปแล้วก็ยังย้อนทวนหวนคืนมาให้ได้ฟัง
“โอ้สาวบ้านนอก เข้ามาบางกอก หวังแหกคอกเป็นดาวเด่น ความหวังทลาย เมื่อถูกดาวชายลวงเล่น สาวต้องรับเวร เพราะความอยากเป็นดารา...หอบหิ้วสังขาร-สังขาร กลับเข้าบ้านวิมานทุ่งนา ไม่กล้าเด่นเป็นดารารุ่งเรืองนภา ขอเป็นชาวนาเหมือนเดิม...” เป็นสองท่อนสุดท้ายสะท้อนชีวิตหญิงสาวบ้านนอกที่เข้าบางกอก บางกอกที่ “หนุ่มก็ปรารถนา สิ่งหวงล้ำค่า” ของเธอ แล้วก็ต้องอับอายพ่ายแพ้ให้แก่บางกอก ในเพลงเก่าๆ หลายสิบปีมาแล้วนั้น
นานมาแล้ว ที่เราได้ยินการเปรียบเปรยบางกอก หรือเมืองหลวงว่า “เมืองฟ้า” และเปรียบคนที่ทะเยอทะยานเข้าบางกอกว่า “หวังเป็นดาวเด่น” หรือ “อยากเป็นดารา” เหมือนมีชะตากรรมซ้ำซากระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างลูกหลานชาวนากับผู้คนในเมืองหลวง
สำหรับชะตากรรมลูกผู้ชายก็เป็นอีกแบบ ที่ต่อสู้ทรหดอดทนไปตามกำลัง อาจสำเร็จหรือล้มเหลว อาจได้ดีมีชัย หรือพ่ายแพ้ซมซานกลับบ้าน หรือกระทั่งบาดเจ็บล้มตายไม่ได้กลับบ้าน ประมาณนั้น
แต่สำหรับลูกผู้หญิงแล้ว สิ่งหนึ่งที่เป็นปมสำคัญยิ่งก็คือ “สิ่งหวงแหน” หรือ “สิ่งล้ำค่า” ที่หญิงสาวบ้านนอกบ้านนาพึงมี หลายคนเข้าบางกอกแล้วถนอมมันไว้ได้จนได้กลับบ้านนอก แต่หลายคนนั้นเล่าต้องเอาสิ่งดีๆ นั้นไปสังเวยแก่ความใฝ่ฝันอันแสนสั้นในฟากฟ้าบางกอก
ชะตากรรมระหว่างบ้านนอกกับบางกอก ยังสืบเนื่องเรื่องเก่าเนานาน จนกระทั่งปัจจุบัน นอกจากภาคบังคับทางเศรษฐกิจ-การศึกษา ที่ลูกชายลูกสาวชาวนาต้องเข้าเมืองแล้ว คนที่ “หวังเป็นดาวเด่น” หรือ “อยากเป็นดารา” ก็เพิ่มจำนวนขึ้นนับไม่ถ้วน ฟากฟ้าของบางกอกระยิบระยับด้วยดวงดาว ดาวแท้ ดาวเทียม ดาวหม่น ดาวหมอง ดาวร้าว ดาวร่วง บางกอกไม่เคยอิ่มที่จะต้อนรับบ้านนอก บ้านนอกก็ไม่เคยอิ่มที่จะเข้าบางกอก พลิกเปลี่ยนสถานะกันไปหลายต่อหลายรุ่น กระทั่งวิถีชีวิตหรือสายใยสัมพันธ์แทบจะแยกกันไม่ออก บางคนบ้านนอกก็อาจจะย้ายบ้านย้ายช่องไปเป็นคนบางกอกเสียเลย
อันว่าชะตากรรมของสาวบ้านนอกนั้น เดิมทีภัยร้ายของเธอก็คือหนุ่มเมืองหลวง (ตามอย่างที่ในบทเพลงเขาว่า) แต่วันนี้ โลกเปลี่ยนไปชนิดที่หนุ่มบ้านนอกกับสาวบ้านนอกก็อาจสมัครรักสมัครใคร่กัน ในโรงแรม อพาร์ทเม้นต์ หอพัก คอนโดมิเนียม หมู่บ้านจัดสรร หรือที่ไหนก็ตาม โดยที่พ่อแม่พี่น้อง จนแม้ประเพณีบ้านนอก อาจตามไม่ทัน ก็อย่างว่านั่นแหละ บางคนบางคู่อาจสมมาดปรารถนา บางคนอาจถูกทอดทิ้งให้เอกา บางคนอาจต้องอุ้มลูกน้อยกลับบ้านไปให้ตากะยายเลี้ยงดู
ฟังเพลง “บางกอกหลอกลวง” แล้วคิดถึงอีกหลายเพลง เช่น “อย่าหลงบางกอก” ของ โฆษิต นพคุณ “น้องนางบ้านนา จากเคหาสู่ฟ้าบางกอก น้อยเอ๋ยพี่จะขอบอก อย่าหลงบางกอกจนลืมบ้านนา...” หรือ “น้อยเอย บางกอกไม่เหมือนบ้านนา...” หรือ “จากบ้านไปนานหลายปี กลับเถิดคนดี พ่อแม่เฝ้าคอย...”
อีกเพลงหนึ่งก็คือ “สวัสดีบางกอก” ที่ประพันธ์โดย อาจินต์ ปัญจพรรค์ “อย่าไปเลยบางกอกจะบอกให้ พี่เคยไปมาแล้วน้องแก้วเอ๋ย จะบอกเจ้าเอาบุญคนคุ้นเคย อย่าไปเลยบางกอกช้ำชอกใจ...”
บางกอก-บ้านนอก หลายโฉมหน้าชะตากรรมเปลี่ยนไป หลายโฉมหน้าชะตากรรมซ้ำซาก บางกอกเมืองฟ้าในฝันของบ้านนอก บ้านนอกแม้รู้ว่าบางกอกหลอกลวง แม้รู้ว่าบางกอกไม่ใช่เมืองฟ้าเสมอไป แต่บ้านนอกและบางกอกก็ยังนัวเนียนุงนังกันแบบตัดไม่ขาด...
ผมก็หนุ่มบ้านนอกคนหนึ่ง ที่ไปพันพัวนัวเนียกับบางกอกนานหลายปี...เรื่องนี้ต้องมีต่อครับ!
............
(หมายเหตุ บางกอก-บ้านนอก:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม)



