บันเทิง

ข้างหลังพ่อ

ข้างหลังพ่อ

12 ธ.ค. 2554

ข้างหลังพ่อ:เล่นหูเล่นตา โดย.. เจนนิเฟอร์ คิ้ม

          “รักที่สุดคือในหลวง… หวงที่สุดคือแผ่นดิน… พวกเราโชคดีที่มีในหลวง”
 
          คำขวัญมากมายบนป้ายที่ปักไว้ตามทางกับพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงที่ยกพระหัตถ์โบกให้ … ใครต่อใครที่ผ่านไปมาน้ำตารื้น …
 
          รถตู้สีครีมที่มีธงสีเหลืองติดอยู่แล่นผ่านไปตามทางอย่างช้าๆ เพื่อให้ประชาชนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จตามริมถนนหนทางได้ชื่นชมพระบารมี ทั้งคนแก่รุ่นปู่ย่าตายายไปจนถึงเด็กน้อยที่อยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ ครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกในชีวิตของคนหลายคนที่ได้เห็น “พ่อหลวง” ตัวจริง ท่านโบกพระหัตถ์ให้ … ใครต่อใครน้ำตาไหล
 
          รถสีขาวคันหนึ่งติดอยู่บนถนนสายราชดำเนินนานเกินหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับคันอื่นๆ มีเพียงรถมอเตอร์ไซค์หลายร้อยคันที่ซอกแซกไปตามช่องว่างระหว่างคันได้อย่างทุลักทุเล … หลอดไฟดวงน้อยนับร้อยนับพันส่องแสงงดงามอยู่บนต้นไม้ข้างทางที่เรียงรายสลับกับพระบรมฉายาลักษณ์ของพ่อหลวง อากาศเย็นและกลิ่นหอมแปลกๆ บอกถึงการเริ่มต้นของฤดูหนาว … ทุกสิ่งรอบตัวคือบรรยากาศของการเฉลิมฉลองในวันพ่อ … 5 ธันวาคม 2554 วันที่พ่อหลวงของเรามีพระชนมายุ 84 พรรษา …
 
          “ท่านทำงานหนักเพื่อพวกเรามานานแค่ไหนแล้วนะ?”
 
          คำถามที่ใครหลายคนอาจหลงลืม …ตลอดระยะเวลา 65 ปี แห่งการครองราชย์ ด้วยความเหนื่อยยากลำบากและหยาดเหงื่อซึ่งได้หลั่งไหลกลายเป็นสายฝนอันชุ่มฉ่ำ ให้ดินชุ่มชื้น ให้ผลิตผลมากมาย ให้ไพร่ฟ้าประชาชนของท่านสุขสบาย …ยังจะมีใครในโลกที่ให้พวกเราได้ดีขนาดนี้  … “เย็นศิระเพราะพระบริบาล”
 
          ประตูสีขาวของรถคันเดิมที่จอดนิ่งบนถนนมาเนิ่นนานถูกเปิดออก หญิงวัยกลางคนในชุดราตรีกรุยกรายสีทองราวกับผ้าคลุมรถตู้ ก้าวเท้าลงจากรถ เธอรวบชายกระโปรงม้วนรวมเป็นก้อน ซึ่งตอนนี้มีสภาพเหมือนผ้าคลุมเตียงที่กำลังจะเอาไปซัก เดินไปยังริมฝั่งฟุตบาทแล้วซ้อนมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งออกไป … เฉยเลย !
 
          รถมอเตอร์ไซค์คันจ้อยมุ่งหน้าลัดเลาะเข้าไปในซอยด้วยอัตราเร่งสูงขณะที่อัตราความเร็วเป็นไปอย่างไม่สม่ำเสมอ ประกอบกับการสวนกับทั้งรถและผู้คนมากมายและวุ่นวาย ทำให้เกิดอาการเบรกหยุดกะทันหันกระชั้นชิดอยู่บ่อยๆ หญิงร่างอวบหุ่นทรงถังแก๊ส ปตท. ความจุ 16 กิโลกรัม หัวทิ่มหัวตำไปตามแรงเบรก … รถวิ่งฉิวเข้าไปในตรอกเล็กๆ หลบลี้จากผู้คนได้ชั่วขณะ ลมกระพือพัดฟาดหน้าตามความเร็วของรถทำให้ผมที่เคยเกล้ารวบมารวมที่ท้ายทอยอย่างงดงามราวกับจะมางานรับพระราชทานสายสะพายช้างเผือกอะไรสักอย่าง มาเวลานี้ฟูกระเซิงยิ่งกว่าอาอึ้มขาไพ่ที่กระโดดขึ้นมอเตอร์ไซค์หนีตำรวจที่มาทลายบ่อนนกกระจอกแถวตรอกสลักหินเสียอีก … (เฮ้อ กู!) … ยิ่งไปกว่านั้นอัตราเร็วของลมก็ยิ่งช่วยซ้ำเติมตีพัดกระพือขนตาประตูน้ำ 2 แผงซ้อนกันดังผับๆ จวนจะหลุดมิหลุดแหล่ มือข้างที่เกาะท้ายมอเตอร์ไซค์ไว้ก็ย้ายขึ้นป้องลมบังขนตา ส่วนมืออีกข้างก็ต้องขยับจับทั้งชายกระโปรงที่ม้วนเป็นกองผ้าบนตักกับยึดผ้าคลุมไหล่ที่ห่อตัวไว้ไม่ให้อุจาดเมื่อแมงกาไซค์มาหยุดติดตรงไฟแดง สภาพของเธอเวลานั้นกระเซอะกระเซิงเหมือนถูกลมข่มขืน … ครั้งแล้วครั้งเล่า เธอจึงก้มหน้าไม่สบตาหรือหันไปมองสิ่งใดรอบตัว กระนั้นก็ยังได้ยินเสียงผีกระซิบลอยมาตามลม
 
          “ใช่มั้ยๆ … นั่นไง … คนนั้นไง …”
 
          เวลาผ่านไปร่วมครึ่งชั่วโมงในที่สุดเธอคนนั้นก็ลงจากแมงกาไซค์แล้วจ่ายตังค์ไป 100 บาท เธอสะบัดกระโปรงที่ยับยู่ยี่ออกให้มันทิ้งตัว (จริงๆ แล้วเธอคงอยากทิ้งทั้งตัวลงบนสนามหญ้าตรงนั้นมากกว่า) … รถกอล์ฟสีขาวมาจอดเทียบตรงหน้า เธอคนนั้นก้าวขึ้นไปนั่งอย่างสง่างาม รถขับช้าๆ ผ่านผู้คนที่นั่งจับกลุ่มอยู่บนสนามหญ้า เป็นเหตุให้วงแตกไปหลายวง เพราะอีนักร้องอ้วนคนหนึ่ง
 
          “สวัสดีจ้าคิ้ม”
 
          เสียงหนุ่มหล่อทั้งหน้าและเสียง เดินตรงมาทักทายแบบฝรั่งด้วยการสวมกอด (อุตส่าห์ลำบากตรากตรำมาก็หวังตรงนี้แหละ …สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า “คุ้ม”) ช่วงเวลาที่น่าปลื้มกลับมีเสียงจากหัวใจดังขึ้นมาว่า “ทำไมกูถึงขี้เหร่อย่างนี้วะ?” เมื่อฉันกับเขายืนมองหน้ากันจะจะ … “ก้อง สหรัถ”
 
          นอกจากถามไถ่กันว่าร้องกี่เพลง แล้วร้องเพลงอะไรแล้ว สิ่งที่ไม่ถามไม่ได้ก็คือ “ที่บ้านน้ำท่วมมั้ย?” แล้วฉันก็ต้องเสียใจที่ถามไปเพราะคำตอบที่ต้องฟังนั้นยาวมาก…ก (ไม่น่าเลยกู!)
 
          “ฉันซื้อเครื่องสูบน้ำมาเตรียมไว้ แล้วคิดว่าถ้าไฟดับจะทำไง คนขายมันบอกว่า …ตัวนี้เลยพี่ใช้กับเครื่องสูบน้ำรุ่นนี้ได้สบาย เธอรู้มั้ยฉันซื้ออะไร …ฉันบ้าซื้อเครื่องปั่นไฟมาด้วย เตรียมพร้อมไว้ทุกอย่างยังกับคนบ้า แล้วฉันก็หนีไปอยู่คอนโดที่หัวหิน”
 
          "อือ …อันนี้บ้าจริง” ฉันแอบคิดในใจ แต่ตอบก้องไปว่า “ดีแล้ว เตรียมไว้ให้พร้อมดีกว่าไม่เตรียมอะไรเลย …ฉันคิดว่าแม่ฉันเป็นแบบนี้คนเดียวเสียอีก นี่เธอก็เป็นแล้วเป็นหนักกว่าแม่ฉันด้วย …”
 
          ถึงก้องจะหล่อ แต่ฉันก็ไม่อยากได้มาเป็นแฟนหรอก เพราะถ้าลูกเขยกับแม่ยายรวมกัน ที่บ้านคงกลายเป็นโรงพยาบาลประสาท ก้อง สหรัถ ก็วิตกจริต ก้อง ปิยะ ก็ย้ำคิดย้ำทำ ต่อไปนี้ฉันจะไม่หาเพื่อนชื่อก้องเพิ่มอีกแล้ว !
 
          แล้วก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องทำงาน … นัท มีเรีย หนูนา คุณอาสันติ ลุนเผ่ มายืนเตรียมพร้อมก่อนฉันกับก้อง รอเป็นคิวต่อจากพี่เบิร์ดที่กำลังแสดงอยู่ ช่วงว่าง “ตั้งสมาธิ” โอ๊ย! ฝันไปเถอะ เจอหน้ากันก็ต้องเม้าท์เซ่ แต่คราวนี้ฉันกลับเป็นคนฟังเพราะแต่ละคนช่างพรั่งพรูกันเหลือเกิน
 
          “หนูนะพี่ นั่งมอเตอร์ไซค์มาเพราะกลัวไม่ทัน เอาผ้าคลุมปิดทุกอย่างเหลือแต่ตา …”
 
          ฉันยืนฟังเธอพูดอย่างสนุกเพราะเธอเป็นคนคุยสนุกออกรสออกชาติ เป็นกันเองและเป็นธรรมชาติคนหนึ่งที่ฉันรู้จัก แต่ที่หดหู่ก็คือเธอสวยมากมายราวกับเธอกำลังยืนอยู่กลางโรงละครเวทีของคุณบอย สวยราวกับเจ้าสาว ส่วนฉัน …แม่เจ้าบ่าว! …พอพี่เบิร์ดแสดงเสร็จก็มาทางหลังเวที อาการบ้าดาราของลูกน้องฉัน นังนุชนาฎ (สีเกดไม่อยู่ เพราะรถยังติดอยู่บนถนนน่ะเซ่!) ก็แสดงออกอย่างออกนอกหน้าเลยหน้าฉันไปอีก มันผลักฉันให้ถ่ายรูปกับพี่เบิร์ด (ซึ่งก็ตั้งใจไว้ตั้งแต่เกิดแล้ว) แล้วมันก็ยื่นกล้องมาใช้ฉันถ่ายให้มัน …เฮ้อ บ้าดาราทั้งคู่ ! พนักงานที่จัดงานก็กรูกันเข้ามากอดมาทึ้งพี่เบิร์ดราวกับได้แตะตัวพี่เขาแล้วจะเกิดมงคลแก่ชีวิต (คิดเหมือนฉันเลย)
 
          ความสงบได้กลับมาอีกครั้งเมื่อพี่เบิร์ดกลับไป …ฉันเดินออกไปร้องเพลงต่อจากก้อง …เบื้องหน้าความยิ่งใหญ่และสง่างามของงานช่างสมบูรณ์แบบ แต่เบื้องหลังงานวันพ่อนั้นช่างวึ่นวือ อย่างที่เล่านั่นแหละ !

..........
(หมายเหตุ ข้างหลังพ่อ:เล่นหูเล่นตา โดย.. เจนนิเฟอร์ คิ้ม)