
อ่า องค์ อัครศิลปิน...แห่งแผ่นดินสยาม
อ่า องค์ อัครศิลปิน...แห่งแผ่นดินสยาม:แขกรับเชิญ
"ดิฉันรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่เกิดมาใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลเดช”
คำปรารภของศาสตราจารย์ ดร.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ ผู้เรียบเรียง หนังสือ อัครศิลปินแห่งแผ่นดินสยาม ซึ่งเสนอเรื่องราวกล่าวถึงพระอัจฉริยภาพด้านศิลปะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 9 สาขา คือ ด้านจิตรกรรม ด้านประติมากรรม ด้านศิลปะการถ่ายภาพ ด้านหัตถศิลป์ ด้านดุริยางคศิลป์ ด้านนาฏศิลป์ ด้านวรรณศิลป์ ด้านวาทศิลป์ และด้านสถาปัตยศิลป์
0 จุดเริ่มจากแรงบันดาลใจ
“ความที่เราทำงานวิชาการและชอบอ่านหนังสือ เมื่อได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วรรณคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุครัตนโกสินทร์ที่ใกล้ตัวเรา เราจะเห็นพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกระทำเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
เมื่อทำงานเป็นข้าราชการ ก็ยิ่งถือว่าตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งที่มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่การงานรับใช้หลวง และอยากจะทำหน้าที่การงานของเราให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมีงานส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับการเทิดพระเกียรติของพระองค์ท่าน ก็พอใจและภูมิใจที่ได้ทำ เมื่อหลายปีมาแล้ว ผู้อำนวยการหออัครศิลปิน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติได้ขอให้ดิฉันเขียนบทเทิดพระเกียรติความเป็นองค์อัครศิลปินของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะนำเสนอทางเว็บไซต์ของหออัครศิลปิน นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ก็ว่าได้ค่ะ”
0 สู่ปีมหามงคล...(ซับเฮด)
“ดิฉันตั้งใจว่าในปีนี้จะต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเทิดพระเกียรติของพระองค์ท่าน จึงเรียบเรียงข้อเขียนที่ทำให้หออัครศิลปินขึ้นใหม่ เมื่อคิดแล้วก็รีบลงมือทำทันที ได้อ่าน ค้นคว้าและเขียนทุกวันอย่างมีความสุขจนเสร็จ ใช้เวลาในการเรียบเรียงประมาณเดือนหนึ่งค่ะ ความที่คุ้นเคยกับบรรณาธิการ ขวัญเรือน ดิฉันก็เจรจาทาบทามเพื่อลงเผยแพร่ใน ขวัญเรือน ให้จบตอนสุดท้ายในต้นเดือนธันวาคม และตั้งใจไว้แต่ต้นว่าค่าเรื่องขอถวายเป็นพระราชกุศลโดยมอบให้กองทุนขวัญเรือนไปทำกิจกรรมอันเกิดประโยชน์แก่เด็กและโรงเรียนในท้องถิ่นชนบทค่ะ ส่วนในการพิมพ์เป็นเล่ม หนังสือส่วนใหญ่ของดิฉันจัดพิมพ์โดย พิมพ์คำสำนักพิมพ์ สถาพรบุ๊คส์ ซึ่งก็พิมพ์เสร็จทันวันเฉลิมพระชนมพรรษาพอดี”
0 ในระหว่างการเรียบเรียง มีตอนใดที่ประทับใจ
“มีหลายตอนค่ะ ขอยกตอนหนึ่งคือ เนื้อความที่ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาทวาดภาพประกอบพระราชนิพนธ์เรื่อง พระมหาชนก เล่าให้ดิฉันฟังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งว่า พระองค์มิได้มีพระราชประสงค์ให้ประชาชนคิดว่าพระองค์ คือพระมหาชนก หากแต่มีพระราชประสงค์จะให้ประชาชนทุกคนเป็นดั่งพระมหาชน แสดงให้เห็นว่าทรงกระตุ้นเตือนให้ประชาชนของพระองค์ยืนหยัดด้วยตนเอง ทรงเชื่อมั่นว่าหากทุกคนมีความเพียร มีปัญญา และมีพลังแล้ว ก็จะสามารถนำประเทศชาติไปสู่ความเจริญได้ ดังที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า “มิถิลาไม่สิ้นคนดี”
ยิ่งอ่านมากก็ยิ่งพบว่าความเป็นอัจฉริยะของพระองค์ท่านมิได้เกิดจากพรสวรรค์เท่านั้น แต่เกิดจากพระองค์ทรงแสวงหาความรู้ทั้งจากตำรา จากผู้รู้ จากศิลปินคนอื่น และจากการที่ทรงทดลองทำด้วยพระองค์เอง นอกจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นอัครศิลปิน ด้วยผลงานศิลปะที่โดดเด่นล้ำเลิศที่เป็นยอมรับยกย่องทั้งหมู่ศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศแล้ว ยังทรงอุปถัมภ์ศิลปินและวงการศิลปะของไทยเสมอมา ทั้งพระราชทานกำลังใจ พระราชทานข้อคิด และบางครั้งพระราชทานทรัพย์ด้วยค่ะ”
0 เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา คนไทยจะทำสิ่งใดเพื่อในหลวงของเรา
“ทำความดีค่ะ” อาจารย์รื่นฤทัยกล่าวสั้นๆ นัยน์ตาเป็นประกาย กล่าวสรุปว่า
“ฟังดูเหมือนคำพูดง่ายๆ แต่หากเราทำความดี ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะดี ดีแก่ตัวเรา ดีแก่ผู้อื่น ดีแก่ส่วนรวม ดีแก่ประเทศชาติ ดีแก่โลก เพราะผลสะเทือนแห่งความดีจะขยายจากวงเล็กๆ ไปสู่วงที่กว้าง และจากวงที่กว้างก็จะย้อนกับมาสู่ตัวเราที่เป็นวงเล็กๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงงานอย่างหนักเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ปวงชนชาวไทยมาเป็นเวลายาวนาน แม้ขณะทรงพระประชวร พระองค์ก็ทรงเป็นทุกข์กับความเดือดร้อนของประชาชนตลอดเวลา เราก็น่าจะทำความดีถวายพระองค์โดยพร้อมเพรียงกัน อันจะทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความสุขด้วยค่ะ”



