
เพลงไพร
เพลงไพร:คมเคียวคมปากกา โดย... ไพวรินทร์ ขาวงาม
เขียนต้นฉบับวันพุธที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนอ้าย
ขณะที่ภาคกลางหลายจังหวัด รวมทั้งกรุงเทพฯ กำลังประสบภัยน้ำท่วม หนักหนาสาหัสนานนับหลายเดือน ภายใต้หลายจังหวัดก็เริ่มต้องเผชิญกับภัยดินน้ำลมไฟเช่นกัน เวลาอยู่บ้าน ผมมักทำงานไป เปิดโทรทัศน์ช่องเนชั่นชาแนลไป ให้ข่าวสารบ้านเมืองดำเนินไปตามแต่ผู้จัดรายการจะคัดสรรให้ ดูแทบทุกวันจนเหมือนกลายเป็นติดเข้าแล้ว วันไหนคลื่นดาวเทียมมีปัญหา จะรู้สึกเหมือนขาดๆ ขัดๆ ข้องๆ อะไรสักอย่าง ทั้งที่ช่องอื่นก็มีข่าวสารบ้านเมืองให้ติดตาม แต่ไม่ยอมไปตามติด...
เนชั่นชาแนล...นอกจากชอบผู้สื่อข่าวหลายคน (โดยไม่ต้องเอ่ยนามตรงนี้) แล้ว ยังชอบที่เผลอๆ ก็มีเพลงไพเราะให้ฟัง ประกอบกับภาพประชาชนผู้ประสบภัย เป็นเพลงและภาพที่ให้ความหวังกำลังใจผู้ประสบทุกข์ภัยทั้งหลาย แม้ว่าเพลงนั้นๆ แต่งและขับร้องมานานแล้วหลายกาลเทศะ มิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานการณ์น้ำท่วมตอนนี้เลย แต่เมื่อฟังวันนี้แล้วมันกลับกลมกล่อมกันไปโดยปริยาย
ในสายคนรู้จักมักคุ้น ได้ยินเพลง “บอก” ของ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ (“ฟ้าบอกเธอกี่ครั้ง กี่หน ว่าใจคนควรกว้างใหญ่ดั่งใจฟ้า...”) เพลง “ผิงดาว” ของ ชูเกียรติ ฉาไธสง (“ฝากดอกไม้นานาพันธุ์ ฝากความฝันอังสูงค่า ฝากรอยยิ้มและน้ำตา...”) เพลง “พลังใจ” ของ เปิ้ล สุภาวดี (“ดังสายลมที่พัดผ่านลาญป่า พาใบไม้พลัดถิ่น ดังสายน้ำที่ไหลริน พัดพา นำดวงใจฉันมาใกล้เธอ...”) เพลงหลังนี้เป็นของ ตี้ กรรมาชน เพลงสั้นๆ ที่อมตะ ผมเคยคุยกับคุณตี้ก่อนเขาเสียชีวิต เขายืนยันว่าในเพลงนี้คือ “ลาญป่า” คำว่า ลาญ ที่แปลว่า แตก ทำลาย มิใช่ “ลานป่า” คำสองคำนี้ ให้ความหมายอารมณ์ความรู้สึกต่างกัน
อีกหลายเพลงที่ได้ยินประกอบภาพน้ำท่วม เพลงหนึ่งที่ชอบคือ “ฉันดีใจที่มีเธอ” ของ บอย โกสิยพงษ์ (“ฉันดีใจที่มีเธอ ฉันดีใจที่เจอเธอ...”)
ในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ผมมีโอกาสออกจากบ้าน ออกจากโทรทัศน์ ไปขึ้นทุ่งกะมัง เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ถึงสองครั้งสองครา และถึงพอจะทันสมัยมีโน้ตบุ๊ค มีแอร์การ์ด มีโทรศัพท์มือถือ พอขึ้นไปแล้วก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่คลื่น มิหนำซ้ำเขาเปิดไฟฟ้าให้ใช้แค่ช่วง ๖ โมงเย็นถึง ๓ ทุ่มเท่านั้น หลังจากนั้นถ้าไม่จุดเทียน ก่อกองไฟ ก็ใช้ไฟฉาย ถามว่าคลื่นรักคลื่นคิดถึงใครต่อใครยังมีไหม? ตอบว่ามีมากมายเลยแหละครับ เป็นคลื่นรักคลื่นคิดถึงที่ใช้หัวใจทำงาน
หลายครั้งที่คิดถึงบทเพลงที่ได้ฟังจากตอนที่อยู่บ้าน เพลงหลายเพลงที่มันเข้ามาอยู่ในความจำแล้ว แม้ในสถานะโดดเดี่ยวตามลำพัง เพลงนั้นก็เหมือนยังติดตามแว่วดังอยู่ในหัวใจ กระทั่งบางครั้งมันหลุดออกมาผ่านลำคอผ่านริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว การร้องเพลงโดยสบายๆ ไม่รู้ตัวเพียงลำพัง เป็นภาวะเงียบงันที่งดงาม เหมือนอะไรสักอย่างมันไหลผ่านเรา สนทนาภาษาพิเศษกับเรา
บ่ายวันหนึ่ง ผละจากหมู่คณะไปยังบ้านพักในบริเวณป่าเปลี่ยว ไม่กล้าทิ้งไปไหน จะนั่งอยู่เฉยๆ ก็ทนกับการไม่มีอะไรทำไม่ได้ หนังสือก็ลืมพกพาไปอ่าน ถ้าอยู่บ้านก็อาจเปิดโทรทัศน์ดูข่าวฟังเพลง หรือไม่ก็เข้าออกเฟซบุ๊คเล่นบ้าง แต่นี่เงียบจนได้ยินเสียงใบไม้ร่วง และราวกับจะได้ยินเสียงหัวใจเต้น พลันก็ค้นพบว่ายังมีสิ่งประดิษฐ์หนึ่งติดตัว ที่ไม่ต้องอาศัยคลื่นเทคโนโลยี คือกล้องถ่ายรูป จึงคว้ากล้องถ่ายรูปเดินเลาะถ่ายภาพต้นไม้ใบหญ้า บึงน้ำ เงาหญ้า เง้าฟ้า เงาเมฆ เงาไม้ ที่ปรากฏบนผิวน้ำ ผ่านสู่ภาวะที่เงียบสงบมากเลย มิได้กระหายโหยหาความสะดวกสบายตอนที่อยู่ในบ้านเลย มันเคลิบเคลิ้มไปเองกับอากาศเย็นๆ ที่ไม่ถึงกับหนาว ไม่มีคน ไม่มีใครให้ต้องสนทนาด้วย นอกจากตัวเอง และบทเพลงที่งึมงำในลำคอ
กลับบ้าน...เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนบอกอิจฉาจัง ไปเที่ยวป่า ปล่อยให้นั่งเครียดอยู่หน้าจอโทรทัศน์คนเดียวได้อย่างไร? เพิ่งรู้และนึกได้ว่าวันนั้นมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โล่งอกไปทีที่ไม่ได้อยู่บ้านฟังนักการเมือง แต่...ทุกอย่างย่อมมีแต่ของมันเสมอ เพราะเมื่อกลับบ้าน อยู่กับคลื่นการสื่อสาร อยู่กับคลื่นโทรทัศน์ ก็ต้องได้ยินข่าวสารบ้านเมืองย้อนหลังอยู่ดี
เพลงไพรในป่าเขา...ผมอาจแค่ฝันไป!?



