
คิดถึงบ้าน
คิดถึงบ้าน:มองผ่านเลนส์คม โดย... นันทพร ไวศยะสุวรรณ์
เห็นต้นฉบับบทกวีของ ชมัยภร แสงกระจ่าง ตั้งแต่วันงานคอนเสิร์ต "เติมน้ำใจ ใส่หนังสือ" ที่ พาร์ค พารากอน วันก่อน แต่ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงสดๆ เพราะอดีตนายกสมาคมนักเขียนท่านนี้เพิ่งจะแต่ง หลังจากหนีไปพำนักที่ อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ตั้งแต่ก่อนน้ำท่วมใหญ่
เป็นอารมณ์ความรู้สึกของคน "คิดถึงบ้าน" ที่อาจจะได้ยินร่ายลำนำกวีบทนี้ ในงาน ‘รวมน้ำใจให้เพื่อน’ วันที่ 3 ธันวาคมนี้ ที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ งานที่ต่อยอดจากงาน "เติมน้ำใจฯ" เพื่อช่วยนักเขียนประสบอุทกภัย งานหลังนี้จัดโดยสมาคมนักเขียนฯ, สำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
วันนี้ขอนำมาเผยแพร่เป็นความในใจของนักเขียนคนหนึ่งที่ร่วมเผชิญปัญหาไม่ต่างจากคนอื่นๆ ....ชื่อบทกวี "คิดถึงบ้าน"
น้ำดั้นด้นค้นหาประสาน้ำ
ทั้งลัดเลาะลอดต่ำวกเวียนไหล
ที่กักกั้น น้ำไม่พ้อต่อว่าอะไร
ยังตั้งอกตั้งใจไปหาทาง
เดี๋ยวเวียนซ้ายเวียนขวาถอยหน้าหลัง
เดี๋ยวครืนคลั่งโผนพุ่งลงทุ่งกว้าง
เดี๋ยวลดลงเรียบร้อยค่อยรินราง
เดี๋ยวผึงผางผกผันน่าพรั่นพรึง
น้ำก็เป็นไปมาประสาน้ำ
ที่ใดต่ำก็ลงชิดด้วยคิดถึง
ที่ใดสูงก็ล้อมไว้ใจตราตรึง
น้ำลึกซึ้งรู้ว่าอะไรควร
มีแต่คนเท่านั้นที่ขวัญหาย
ทั้งยกย้ายอพยพกันครบถ้วน
ที่รินหลั่งกระทั่งกระแทกแตกกระบวน
ก็เพราะคนแล้วล้วนกระทบกัน
คนดูแลก็ไม่ใคร่ดูแล
มีอำนาจทว่าแต่ไม่มุ่งมั่น
ใครทำได้ทำไปใครดื้อรั้น
ใครตะบันใครแตะแบงก็แรงใคร
๒
มีอำนาจสูงสุดแต่สุดคิด
มีมือไม้แต่ไร้ทิศจะทำให้
มีเงินงบแต่งุบงิบอุบอิบใช้
มีหัวใจเอาแต่พวกบวกแต่ตน
น้ำไม่รู้ น้ำไม่เห็น น้ำเป็นน้ำ
คนล้มคว่ำล้มหงายตะกายบ่น
น้ำก็ยังลัดเลาะเซาะบ้านคน
แวะเยี่ยมยลทายทักรักเหลือใจ
เหลือแต่บ้านทิ้งร้างเป็นทิวแถว
น้ำใจแป้วงงงันและหวั่นไหว
โอ้ กรุงเทพฯ ค่อยจูบลาด้วยอาลัย
แล้วเรื่อยไหลรินลาน้ำตานอง
จูบสมุทรสุดรักลาจากแล้ว
น้ำเคยใสเป็นแก้วกลับหม่นหมอง
โอ้ กรุงเทพฯ ดำนักไม่อยากมอง
สุดครรลองน้ำบรรจงลงทะเล
ชมัยภร แสงกระจ่าง
๑๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๔



