
คมเคียวคมปากกา - มอง "หมอลำ" ต่างมุม
ว่างๆ พลิกหนังสือ "7 คัมภีร์สู้วิกฤติ รับมือเศรษฐกิจถดถอย" ก็พบวรรคทองของชาร์ลส์ ดาร์วิน
"คนที่จะอยู่รอดได้ ไม่ใช่คนที่แข็งแรง หรือฉลาดน้อยที่สุด แต่ต้องเป็นคนที่ปรับตัวได้รวดเร็วที่สุด"
ทันทีที่อ่านพบก็ฉุกใจคิดถึงคำให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าคณะหมอลำขนาดใหญ่ ที่โดนพิษเศรษฐกิจจนทำให้เจ้าภาพว่าจ้างไปแสดงน้อยมาก
หัวหน้าหมอลำบางคณะ ยังออกมาเรียกร้องให้กระทรวงวัฒนธรรมหาทางช่วยเหลือ ด้วยการจัดมหกรรมการแสดงศิลปะพื้นบ้าน
ในฐานะผู้ติดตามความเคลื่อนไหวศิลปะการแสดงพื้นบ้านอีสานมายาวนาน ผมอยากจะจำแนก "หมอลำ" หรือการละเล่นพื้นถิ่น ออกเป็นสองกลุ่ม
หนึ่ง- กลุ่มนักศึกษาสมัครเล่น หรือกลุ่มนักแสดงพื้นบ้านแท้ๆ ซึ่งกลุ่มนี้ภาครัฐควรจะเข้าไปช่วยเหลือ ไม่เฉพาะกระทรวงวัฒนธรรมเท่านั้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็น่าจะยื่นมือเข้ามาโอบอุ้ม
สอง- กลุ่มธุรกิจหมอลำ ต้องยอมรับว่าความรุ่งเรืองหรือราโรยของหมอลำนั้น แยกไม่ออกจากสภาพการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ยกตัวอย่างในอดีต "ลำเรื่องต่อกลอน" เล่นกันเป็นเรื่องเป็นราว และใช้นักแสดงไม่กี่สิบคน ต้นทุนการทำคณะหมอลำก็ไม่สูงมาก
ผิดจากปัจจุบันที่ลำเรื่องต่อกลอน แปรสภาพเป็น "คอนเสิร์ตหมอลำ" ที่ต้องใช้นักแสดงมากกว่าร้อยชีวิต และต้องมีองค์ประกอบประเภทอลังการงานสร้าง ทั้งเวที ไฟ แสง สี เสียง
ราคาค่าจ้างหมอลำอินคอนเสิร์ตจึงสูงลิ่ว อย่างคณะหมอลำเกรดเอ คืนละ 1-2 แสนบาท และเกรดบีก็คืนละ 6-7 หมื่นบาท
ผมน่ะรู้สึกเห็นใจผู้ประกอบการบันเทิงกลุ่มนี้ แต่บางอารมณ์ก็ไม่ค่อยชอบคำพูดที่ว่า
"เราเป็นคนอนุรักษ์ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน จึงอยากให้ภาครัฐยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ"
ในยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง หมอลำเรื่องหรือลำซิ่งได้มีการบันทึกการแสดงสดลงในม้วนวิดีโอ จึงทำให้เกิดกระแสคอนเสิร์ตหมอลำ เพราะมันเป็นความแปลกใหม่ใน พ.ศ.นั้น
บรรดาหัวหน้าคณะหมอลำใหญ่ๆ ก็แข่งขันกันทุ่มทุนซื้ออุปกรณ์เวที ไฟ และเครื่องเสียงอันทันสมัย เพื่อโชว์ภาพคอนเสิร์ตหมอลำอันตระการตา
จากที่เคยแข่งขันกันด้วย "กลอนลำ" และนักแสดงหรือหมอลำคู่พระ-นางฝีมือเยี่ยม ก็หันไปแข่งขันเรื่องชุดหางเครื่องราคาแพง
ด้วยต้นทุนที่สูงกว่ายุคลำเรื่องเพียวๆ จึงต้องตั้งราคาค่าจ้างหลักแสนหลักหมื่น เมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผู้ว่าจ้างก็ต้องปรับเปลี่ยนการชมความบันเทิง
ไม่ว่าจ้างหมอลำราคาเงินแสน และหันไปจ้าง "วงอิเล็กโทน" คืนละไม่กี่พันบาทแทน
วงอิเล็กโทน เป็นความบันเทิงขนาดย่อมที่รวบรวมทั้งหมอลำ ลูกทุ่งอีสาน สตริง เข้ามาไว้ด้วยกัน แถมแดนเซอร์วัยนักเรียน ที่น่าชมกว่าหางเครื่องหมอลำ ที่มีอายุอานามเกินหลัก 20
นับจากวันนี้ไป หากคณะหมอลำใหญ่ๆ ไม่ยอมปรับเปลี่ยนให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจ และรสนิยมชาวบ้าน ก็เชื่อว่าหมอลำคณะนั้นยืนอยู่ยาก
อย่ามัวแต่โทษฟ้าโทษดิน...ต้องปรับตัวให้เร็วที่สุดเพื่อความอยู่รอด!
"บรรณวัชร"



